นกหัวค้อน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นกหัวค้อน
ที่บอตสวานา
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับ: Pelecaniformes
วงศ์: Scopidae
Bonaparte, 1849
สกุล: Scopus
Brisson, 1760
สปีชีส์: S. umbretta
ชื่อทวินาม
Scopus umbretta
Gmelin, 1789

นกหัวค้อน (อังกฤษ: Hamerkop; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scopus umbretta) นกชนิดหนึ่ง ในวงศ์ Scopidae ในอันดับนกกระทุง (Pelecaniformes) จัดเป็นนกเพียงสกุลเดียวและชนิดเดียว ในวงศ์นี้เท่านั้น[2]

ศัพทมูลวิทยา[แก้]

คำว่า "Hamerkop" เป็นภาษาแอฟริคานส์ มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า "Hammerhead" (หัวค้อน) โดยเรียกตามลักษณะส่วนหัวของนก ซึ่งมองเหมือนหัวค้อน[3]

ลักษณะและพฤติกรรม[แก้]

นกหัวค้อน เป็นนกน้ำขนาดกลาง ซึ่งพบได้เฉพาะทวีปแอฟริกาและเกาะมาดากัสการ์เท่านั้น ไม่พบในทวีปอื่น มีขนาดความยาวเต็มที่ 56 เซนติเมตร มีส่วนหัวโดยเฉพาะด้านหลังที่ใหญ่และแหลมดูแลคล้ายส่วนหัวของค้อน มีขนลำตัวเพียงสีเดียว คือ สีน้ำตาล

อาศัยและหากินตามแหล่งน้ำจืด โดยเฉพาะตามลำธารที่มีน้ำไหลช้า ๆ ตามชายฝั่งทะเลสาบ และหนองบึง กินอาหารได้ทุกชนิด รวมทั้งกบ, หอยกาบ, ปลา และสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ [3]

นกหัวค้อน เป็นนกที่สร้างรังขนาดใหญ่มากบนต้นไม้ โดยตัวผู้และตัวเมียช่วยกันสร้างรังจากกิ่งไม้ โดยรังอาจจะมีขนาดใหญ่ได้ถึง 1.5 เมตร นกคู่หนึ่งอาจสร้างรังได้มากถึง 4–5 รัง และหากจับกลุ่มรวมกัน จะร่วมกันเต้นระบำเป็นภาพที่สวยงาม และเมื่อสร้างรังใหม่เสร็จแล้ว อาจมีนกหัวค้อนตัวอื่นเข้ามาเยี่ยมเยือนหรือร่วมอาศัยในลักษณะแบบนิคมได้ด้วย[4]

การจำแนก[แก้]

แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดย่อย คือ

  • S. u. umbretta พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อนของแอฟริกา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาระเบีย และเกาะมาดากัสการ์
  • S. u. minor พบตามชายฝั่งทะเลของเซียร์ราลีโอน ถึงไนจีเรียตะวันออก[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. BirdLife International (2012). "Scopus umbretta". IUCN Red List of Threatened Species. Version 2013.2. International Union for Conservation of Nature. สืบค้นเมื่อ 18 November 2013. 
  2. 2.0 2.1 del Hoyo, J. Elliott, A. & Sargatal, J. (editors). (1992) Handbook of the Birds of the World. Volume 1: Ostrich to Ducks. Lynx Edicions. ISBN 84-87334-10-5
  3. 3.0 3.1 ปองพล อดิเรกสาร. สัตว์ป่าแอฟริกา. กรุงเทพฯ : เอเรียสบุ๊คส์, 2553. 272 หน้า. ISBN 978-616-90508-0-3
  4. "สุดหล้าฟ้าเขียว: อุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี". ช่อง 3. August 20, 2016. สืบค้นเมื่อ August 20, 2016. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]