นกชนหิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
นกชนหิน
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: โอลิโกซีน-ปัจจุบัน, 45–0Ma
Helmeted Hornbill.jpg
สถานะการอนุรักษ์
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Aves
อันดับ: Bucerotiformes
วงศ์: Bucerotidae
สกุล: Rhinoplax
Gloger, 1841
สปีชีส์: R.  vigil
ชื่อทวินาม
Rhinoplax vigil
Forster, 1781
ชื่อพ้อง
  • Buceros vigil

นกชนหิน (อังกฤษ: Helmeted hornbill; ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhinoplax vigil) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก พบในประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Rhinoplax โหนกบนหัวมีน้ำหนักประมาณ 11% ของน้ำหนักตัว ใช้สำหรับต่อสู้แบบเอาหัวชนกันระหว่างตัวผู้[2] โหนกนี้ต่างจากของนกเงือกชนิดอื่น ๆ ตรงที่มีลักษณะทึบตันแทบทั้งชิ้น ชาวปูนันเชื่อว่านกชนหินตัวใหญ่เป็นผู้พิกษ์แม่น้ำที่แบ่งกั้นระหว่างความเป็นและความตาย[3]

ลักษณะ[แก้]

นกชนหิน ถือเป็นนกเงือกชนิดหนึ่งที่มีสายพันธุกรรมเก่าแก่ยาวนานถึง 45 ล้านปีมาแล้ว[4] มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ ตรงที่สันบนปากมีขนาดใหญ่และหนาเนื้อในสีขาวตันคล้ายงาช้าง นกชนหินมีจะงอยปากที่ยาวและมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่นๆ ออกไปมากถึง 50 เซนติเมตร แลเห็นเด่นชัด นกตัวผู้มีขนาดลำตัวยาวจากปลายจะงอยปากถึงปลายขนหาง 127 เซนติเมตร ขนลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบสีดำพาดขวาง และปลายปีกสีขาวเป็นแถบกว้างและไม่มีขนปกคลุมใต้ปีก จะงอยปากตอนโคน และบนสันสีแดงคล้ำ ตอนปลายสีเหลืองเรื่อๆ บริเวณลำคอที่ไม่ขนในนกตัวผู้จะมีสีแดงคล้ำ ส่วนนกตัวเมียจะมีสีฟ้าซีดหรือสีฟ้า แต่นกวัยอ่อนเพศผู้ ลำคอจะมีสีแดงเรื่อๆ และนกเพศเมียหนังส่วนนี้จะเป็นสีม่วง นอกจากนี้สันบนจะงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางยังเจริญไม่เต็มที่ มีลักษณะสั้นกว่านกโตเต็มวัย

อุปนิสัย[แก้]

ปกติจะหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำรังในต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่นๆ โดยที่รังของนกชนหินจะไม่เหมือนกับนกเงือกชนิดอื่นๆ เพราะจะหารังเฉพาะที่อยู่บนตอไม้หรือเข้าได้ทางด้านบนเท่านั้น เพราะส่วนหัวที่ตันและหางที่ยาว อีกทั้งนกชนหินจะเลี้ยงลูกนานกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ คือ 5 เดือน โดยที่แม่นกจะอยู่กับลูกในโพรงตลอดเวลา ไม่มีการพังโพรงออกมาก่อน[4]

นกชนหินมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยนกตัวผู้จะร้องติด ๆ กันดัง "ตู๊ก…ตู๊ก" ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดต่อกันยาวเสียงร้องจะกระชั้นขั้นตามลำดับ เมื่อจะสุดเสียงเสียงร้องจะคล้ายเสียงหัวเราะประมาณ 4-6 ครั้งเมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร และเมื่อต่อสู้กันเพื่อแย่งอาณาเขต จะใช้ส่วนหัวที่หนาชนกัน จึงได้ว่าว่า "นกชนหิน" บางครั้งอาจจะบินชนกันในอากาศ

ถิ่นอาศัยและการกระจายพันธุ์[แก้]

นกชนหินเป็นนกประจำถิ่นที่พบในป่าดิบชิ้นระดับต่ำ พบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีลงมาทางใต้จนถึงประเทศมาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว

สถานะการอนุรักษ์[แก้]

ในประเทศไทย นกชนหินมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562[5] และอนุสัญญาไซเตสจัดเอาไว้ในบัญชีที่ 1 นกชนหินถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาสันบนจะงอยปากบนไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงมาก และจากการสูญเสียแหล่งอาศัย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกบริเวณที่อาศัย[6][7][8] นอกจากนี้ยังพบว่ามีนกชนหินหลงเหลืออยู่ในป่าของประเทศไทยอยู่น้อยกว่า 100 ตัว และพบชิ้นส่วนของนกเงือกอย่างน้อย 546 ชิ้น ซึ่งส่วนมากเป็นโหนกของนกชนหิน ได้ถูกประกาศขายผ่านทางหน้าเฟซบุคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าจะจ่ายเงินประมาณ 5,000-6,000 บาท สำหรับโหนกแต่ละโหนก ราคาจะสูงขึ้นสองถึงสามเท่าเมื่อนำมาขายในเมือง และจะสูงยิ่งขึ้นอีกหากมีการนำออกนอกประเทศ[9]

โหนกแกะสลัก[แก้]

โหนกของนกชนหินถูกนำไปแกะสลักเป็นงานศิลปะและเครื่องประดับมีค่าต่าง ๆ มาอย่างยาวนานโดยชาวจีนและญี่ปุ่น ชนพื้นเมืองใช้ขนหางคู่กลางที่ยาวกว่าเส้นอื่น ๆ เพื่อนำมาตกแต่งเสื้อคลุมที่ใช้ในการเต้นรำและประดับศีรษะ[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. BirdLife International (2019). "Rhinoplax vigil". IUCN Red List of Threatened Species. 2019: e.T22682464A155467793. สืบค้นเมื่อ 20 April 2020.
  2. "The bird that's more valuable than ivory". Magazine. BBC News. 12 October 2015. สืบค้นเมื่อ 19 October 2015.
  3. [1] Archived February 4, 2012, at the Wayback Machine.
  4. 4.0 4.1 ออรัง บูรง (นกเงือก) , "พินัยกรรมธรรมชาติ". สารคดีทางไทยพีบีเอส: ศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556
  5. "ขึ้นบัญชี "นกชนหิน" สัตว์ป่าสงวน ลำดับที่ 20". ไทยพีบีเอส. สำนักข่าวไทยพีบีเอส. สืบค้นเมื่อ 9 March 2021.
  6. Perrins, Christopher (ed.) (2003). Firefly Encyclopedia of Birds. Firefly Books. ISBN 1-55297-777-3.CS1 maint: extra text: authors list (link)
  7. Kemp, Allen (1994). Hornbills: Bucerotidae. Oxford University Press. ISBN 0-19-857729-X.
  8. hornbills
  9. Sivasomboon, Busaba (11 October 2019). "Better protection sought for Thailand's helmeted hornbill". Minneapolis Star Tribune. Associated Press. สืบค้นเมื่อ 12 October 2019.
  10. BBC Magazine (12 Oct 2015). "The bird that's more valuable than ivory". BBC. สืบค้นเมื่อ 13 Oct 2015.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]