ที-84

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ที-84
BM Oplot, Kyiv 2018, 04.jpg
รถถังหลัก ที - 84
ชนิด รถถังหลัก
สัญชาติ ธงของประเทศยูเครน ยูเครน
บทบาท
ประจำการ พ.ศ. 2542 – ปัจจุบัน
ผู้ใช้งาน ยูเครน ยูเครน
สหรัฐ สหรัฐ[1][2]
ประเทศจอร์เจีย จอร์เจีย[3]
ไทย ประเทศไทย
สงคราม สงครามในดอนบัส, การรุกรานยูเครนของรัสเซีย พ.ศ. 2565
ข้อมูลจำเพาะ
น้ำหนัก 51 ตัน[4]
ความยาว 7.075 เมตร (23 ฟุต 3 นิ้ว)[4]
ความกว้าง 3.400 เมตร (11 ฟุต 2 นิ้ว)[4]
ความสูง 2.800 เมตร (9 ฟุต 2 นิ้ว)[4]

เกราะ เหล็กกล้า, เกราะคอมโพสิต,
เกราะต้านแรงปฏิกิริยาเคมี
อาวุธหลัก ปืนใหญ่ 125 มม. KBA-3 ลำกล้องไม่มีเกลียว อัตราการยิง 46 รอบ[4]
อาวุธรอง ปืนกลต่อสู้อากาศยาน 1 × 12.7 mm (.50) KT-12.7 อัตราการยิง 450 รอบ

ปืนกลร่วมแกน 1 × 7.62 mm (.308) KT-7.62 อัตรายิง 1,250 รอบ[4]

เครื่องยนต์ ดีเซล 6 สูบ KMDB 6TD-2E (1,200 แรงม้า) หรือ

ดีเซล 6 สูบ KMDB 6TD-3 (1,500 แรงม้า)[4]

กำลัง/น้ำหนัก 24.7 แรงม้า/ตัน (6TD-2E)
30 แรงม้า/ตัน (6TD-3)[4]
เครื่องถ่ายกำลัง อัตโนมัติ
กันสะเทือน ทอร์ซันบาร์
ความสูงจากพื้นรถ 0.5 เมตร (1 ฟุต 8 นิ้ว)[4]
ความจุเชื้อเพลิง 1,140 ลิตร (250 แกลลอนอิมพีเรียล หรือ 300 แกลลอน (ของเหลว, สหรัฐ))[4]
พิสัยปฏิบัติการ 500 กม. (310 ไมล์)[4]
ความเร็ว ถนน: 70 กม./ชม. (43 ไมล์/ชม.)
นอกถนน: 45 กม./ชม. (28 ไมล์/ชม.)[4]

ที-84 (ยูเครน: T-84) เป็นรถถังหลักของยูเครน พัฒนามาจากรถถังที-80 (Т-80УД; T-80UD) ของสหภาพโซเวียต สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1994 เริ่มเข้าประจำการในกองทัพยูเครนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ใช้ระบบเครื่องยนต์ดีเซล 1,900 แรงม้า เฉลี่ย 26 แรงม้าต่อน้ำหนักตัวรถ 1 ตัน ความเร็วสูงสุดที่ 87 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ ที-84 เป็นหนึ่งในรถถังหลักที่เร็วที่สุดแบบหนึ่งของโลก

ข้อมูลทั่วไป[แก้]

รถถังหลัก (Т-84У Оплот; T-84U Oplot) ออกแบบโดยบริษัท Kharkiv Morozov Machine Building Design Bureau (KMDB) และสร้างโดย Malyshev Plant ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ (State-owned Enterprise) ของประเทศยูเครน คำว่า “Oplot” เป็นภาษายูเครน ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “Bulwark” ซึ่งหมายถึง “ป้อมปราการหรือที่มั่นสำหรับต่อสู้กับข้าศึก” เป็นรถถังยุคใหม่ที่มีความทันสมัย ถูกออกแบบให้เป็นรถถังที่มีอำนาจการยิงที่รุนแรง มีความแม่นยำสูง มีระบบป้องกันตัวเองที่น่าเชื่อถือ และมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูง สามารถปฏิบัติการในสภาพพื้นที่ที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างมาก คือตั้งแต่ −40 องศาเซลเซียส ถึง +55 องศาเซลเซียส หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติการในพื้นที่ ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 13 กิโลเมตร รถถัง Oplot ก็ยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้เป็นอย่างดี รถถังหลัก T-84 Oplot เป็นรถถังที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากตั้งแต่ รถถังหลักรุ่น T-64 จนมาถึงรถถัง รุ่น T-80UD ก่อนจะกลายมาเป็นรถถัง (Т-84БМ Оплот-М; T-84BM Oplot-M) ในปัจจุบัน รถถังรุ่นนี้ มีการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมหลายรายการ อาทิเช่น ป้อมปืนรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,900 แรงม้า เกราะปฏิกิริยาแบบใหม่ กล้องเล็งแบบใหม่ ระบบต่อต้านการตรวจการณ์ด้วยสายตาที่เรียกว่า “V Maltolone” ที่สามารถป้องกันการตรวจจับหรือการเล็งเกาะเป้าหมาย (Tracking) ด้วยแสงเลเซอร์ รวมถึงการมีระบบก่อกวนสัญญานคลื่นอินฟราเรด ซึ่งนิยมใช้ในระบบอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังทั่ว ๆ ไปอีกด้วย ซึ่งทำให้รถถังรุ่นนี้สามารถเพิ่มความอยู่รอดในสนามรบได้มากขึ้น

อำนาจการยิง[แก้]

อำนาจการยิงของรถถัง Oplot M ได้แก่ระบบอาวุธ ประกอบด้วย อาวุธหลัก และอาวุธรอง ดังนี้

อาวุธหลัก: ปืนใหญ่รถถังแบบลำกล้องเรียบขนาด 125 มม. แบบ KBA-3 (ตระกูลเดียวกับปืนใหญ่รถถังแบบ 2A46M1 หรือ D-81 TM ของสหพันธรัฐรัสเซีย) ผลิตโดยสาธารณรัฐยูเครน ใช้การบรรจุกระสุนแบบอัตโนมัติ (Autoloader) ความเร็วในการยิง 8 นัด/นาที สามารถทำการยิงกระสุนได้ 4 ชนิดได้แก่

  • APDSFS
  • HEAT
  • HE-FRAG
  • ATGM (Anti-Tank Guided Missiles, ขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง)

โดยมีระยะยิงหวังผลของปืนใหญ่รถถังในกระสุนแต่ละประเภท

  • กระสุน APDSFS มีระยะยิงหวังผล 2,800 เมตร
  • กระสุน HEAT มีระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร
  • กระสุน HE-FRAG มีระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร

โดยมีอัตราการกระจายของกระสุน (Dispersion) ที่ 0.2 มิลลิเรเดียน

อาวุธรอง

  • ปืนกลร่วมแกน แบบ KT-7.62 (PKT) ขนาด 7.62 มม.
  • ปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบ KT-12.7 ขนาด 12.7 มม แบบควบคุมระยะไกลจากภายในตัวรถ (Remote Control)

ระบบป้อนกระสุนปืนใหญ่รถถัง[แก้]

เป็นระบบที่ทำหน้าที่ป้อนกระสุนที่มีอยู่เข้าสู่ปืนใหญ่รถถังโดยอัตโนมัติ ประกอบไปด้วยสายพาน เครื่องบรรจุกระสุนอัตโนมัติและระบบควบคุม เป็นชนิด กลไกไฟฟ้าไฮดรอลิก ด้วยมุมบรรจุคงที่มีแบบของกระสุน 4 แบบ ความจุกระสุนในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) มีจำนวน 28 นัด การหมุนตัวของช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) สามารถหมุนได้สองทิศทางที่ความเร็วในการหมุนประมาณ 25–33 องศาต่อวินาที อัตราเร็วในการบรรจุกระสุนต่อนัดประมาณ 7 วินาที การคัดปลอกกระสุนเมื่อทำการยิงไปแล้ว จะถูกนำกลับไปใส่เอาไว้ในช่องว่างในถาดป้อนกระสุนโดยไม่ทำให้เกะกะในห้องปฏิบัติการของพลประจำรถ ชนิดของการป้อนกระสุนแบบสองหัวรบเรียงตามกันป้อนกระสุนและดินส่งพร้อมกันในหนึ่งรอบ ระบบขับอุปกรณ์ป้อนกระสุนสามารถทำการช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) ด้วยมืออันประกอบไปด้วยกลไกบรรจุกระสุนด้วยมือ, ล็อกช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) ด้วยมือ และล็อกปืนด้วยมือ เวลาที่ใช้ในการเติมกระสุนลงช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) (ในโหมดเติมกระสุน) 15–20 นาที และนอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการป้อนกระสุนติดตั้งเอาไว้ในรถถังเพื่อ ทำการควบคุมกลไกและไฮดรอลิกของระบบป้อนกระสุน ควบคุมวงรอบการยิงปืนใหญ่และปืนกลร่วมแกน เก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนิดกระสุนที่ถูกบรรจุเอาไว้ในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle)

ระบบอาวุธนำวิถีของรถถัง[แก้]

มีไว้เพื่อใช้ทำการยิงอาวุธนำวิถีจากลำกล้องปืนใหญ่รถถัง ด้วยการเล็งจากกล้องเล็งแบบ 1G46M ของพลยิง อาวุธนำวิถีที่ใช้ยิงเป็นแบบ Kombat ชนิดหัวรบแบบระเบิดต่อสู้รถถังแบบหัวรบสองขั้น (Tandem HEAT) ระบบนำวิถีเป็นกึ่งอัตโนมัติชนิดตามลำแสงเลเซอร์ (Laser Beam Riding) ระยะยิงไกลสุด 5,000 เมตร

ระบบเครื่องควบคุมการยิง[แก้]

ประกอบไปด้วย กล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M ของพลยิง, กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2, กล้องเล็งและตรวจการณ์ของผู้บังคับรถแบบ PNK-6, ระบบควบคุมการยิงปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบ 1ETs 29M1, คอมพิวเตอร์คำนวณ ขีปนวิธีแบบ TIUS-VM พร้อมด้วยเซ็นเซอร์ป้อนข้อมูล, อุปกรณ์รักษาการทรงตัวของอาวุธแบบ 2E42M และอื่น 

เครื่องคำนวณขีปนวิธีของรถถังแบบ TIUS-VM[แก้]

ใช้ในการคำนวณแก้ค่าขีปนวิธีของกระสุนปืนใหญ่รถถัง โดย คอมพิวเตอร์แบบ TIUS-VM[5] จะนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ จากระบบเซ็นเซอร์ที่วัดค่าได้ เช่น ความเร็วรถถัง, ความเร็วเชิงมุมของเป้าหมาย, อาการเอียงของแกนลำกล้องปืนใหญ่, ความเร็วของลมพัดขวาง, ระยะเป้าหมาย และมุมภาคของเป้าหมาย นอกจากนี้ข้อมูลอื่น ๆ ก็จะถูกนำเข้าด้วยมือ เช่น อุณหภูมิโดยรอบ, อุณหภูมิดินส่งกระสุน, อาการสึกของลำกล้องปืนใหญ่ และความดันของอากาศโดยรอบ เป็นต้น นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังทำการคำนวณเวลาที่เหมาะสมสำหรับกระสุนแบบ ดินระเบิดแรงสูงแบบมีสะเก็ด ( HE-FRAG ) ให้ระเบิดเหนือเป้าหมายได้อีกด้วย ระบบควบคุมการยิงมีประสิทธิภาพสูง เมื่อปุ่มไกปืนถูกกด ปืนจะทำการยิงก็ต่อเมื่อมีการแก้ค่าความแตกต่างระหว่าง แนวเส้นเล็งกับแนวแกนปืนใหญ่รถถังอยู่ในย่านที่ยอมรับได้ ขนาดของ “มุมยิง” ขึ้นอยู่กับระยะยิง และปัจจัยอื่น ๆ ลำกล้องปืนใหญ่รถถังสามารถทำงานผิดเพี้ยนไปได้ด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ความร้อนจากการยิง, ฝนตกบนพื้นผิว, การแพร่กระจายคลื่นความร้อน หรือลมพัดขวาง เป็นต้น ผลจากปัจจัยเหล่านี้ถูกลดลงโดยการนำเอาปลอกกระจายความร้อน (Thermal sleeve) มาใช้ และเพื่อแก้ไขอาการคลาดเคลื่อน เนื่องจากความร้อนที่แพร่ออกจากลำกล้องปืนใหญ่ ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ปากลำกล้องเพื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับการคลาดเคลื่อนของลำกล้องให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีทำการแก้ไขทันที ซึ่งระบบมีเวลาในการเตรียมการยิงสำหรับกระสุนนัดแรกของปืนใหญ่รถถังดังนี้

  • เมื่อรถถังอยู่กับที่ ใช้เวลาในการเตรียมการประมาณ 10–12 วินาที
  • เมื่อรถถังเคลื่อนที่ใช้เวลาในการเตรียมการประมาณ 10–15 วินาที

เซ็นเซอร์ป้อนข้อมูลคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิธีปืนใหญ่[แก้]

  • เครื่องวัดมุมเอียง (Cant Sensor) ตัวเซ็นเซอร์หรือตัวตรวจจับนี้มีหน้าที่พิจารณาตำแหน่งของการเอียงของปืนทั้งสองแนวระนาบ เพื่อป้อนให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณการยิง
  • เครื่องวัดความเร็วลมทางข้าง (Cross Wind Sensor) มีหน้าที่วัดความเร็วลมที่เกิดการพัดขวาง เพื่อป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีของปืนใหญ่รถถัง
  • เครื่องวัดความเร็วรถถัง (Tank Speed Sensor) มีหน้าที่วัดความเร็วรถถังในขณะเคลื่อนที่ เพื่อป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีของปืนใหญ่รถถัง
  • เครื่องวัดค่าตำแหน่งป้อมปืนเชิงมุม (Turret Attitude Sensor) มีหน้าที่วัดตำแหน่งเชิงมุมของป้อมปืนที่ทำกับตัวรถ (มุมป้อมปืน) เพื่อป้อนให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิถีปืนใหญ่รถถัง
  • ระบบจุดอ้างปากลำกล้อง (Muzzle Reference System: MRS) ระบบนี้มีหน้าที่ในการวัดค่าการบิดงอตัวของลำกล้อง เพื่อทำการป้อนข้อมูลให้กับคอมพิวเตอร์คำนวณขีปนวิธีปืนใหญ่รถถัง

ระบบขับเคลื่อนป้อมปืน[แก้]

ระบบขับเคลื่อนป้อมปืนของรถถัง Oplot ประกอบไปด้วย

  • ระบบหมุนป้อมปืนทางสูงแบบไฟฟ้า-ไฮโดรลิก สามารถยกปืนได้ด้วยความเร็วตั้งแต่ 0.05–1 องศา/วินาที
  • ระบบหมุนป้อมปืนทางระยะแบบกลไกไฟฟ้า สามารถหมุนป้อมปืนได้ด้วยความเร็วตั้งแต่ 0.05–40 องศา/วินาที
  • ระบบรักษาการทรงตัวแบบ 2E42M ใช้ระบบ Mechanical Gyroscope รักษาการทรงตัว 2 แกน มีความผิดพลาดไม่เกิน 0.4 มิลลิเรเดียน

กล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M[แก้]

ระบบกล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46M[6] เป็นกล้องเล็งกลางวันซึ่งพัฒนามาจากกล้องเล็งกลางวันแบบ 1G46 บนรถถังแบบ T-80U/UD แต่ได้เพิ่มระบบการปรับศูนย์แก้อาการเบี่ยงเบนของไจโร (Gyro Drifting) โดยอัตโนมัติ

มีคุณสมบัติดังนี้

  • เป็นกล้องเล็งกลางวันและกล้องสำหรับนำวิถีอาวุธนำวิถี พร้อมระบบเลเซอร์วัดระยะ
  • มีระบบรักษาการทรงตัวแบบไจโรสโคป 2 แกน มีความผิดพลาดไม่เกิน 0.2 มิลลิเรเดียน
  • กำลังขยาย 2.7–12.0 เท่า ปรับกำลังขยายแบบต่อเนื่อง
  • แนวเล็งทางสูง −15 ถึง +20 องศา
  • แนวเล็งทางระดับ ±8 (±1) องศา
  • แนวเล็งทางระดับพร้อมกับป้อมปืน 360 องศา
  • ความเร็วเชิงมุมของแนวเล็งทางสูงและทางระดับ 0.05–3 องศา/วินาที
  • เลเซอร์วัดระยะชนิด Nd:YAG ความยาวคลื่น 1.06 ไมโครเมตร
  • ขีดจำกัดการวัดระยะ 400–5,115 เมตร
  • ความผิดพลาดในการวัดระยะ ±10 เมตร

สำหรับการเล็งอาวุธนำวิถีนั้น ระบบกล้องเล็งกลางวัน 1G46M จะใช้โมดูลเลเซอร์แยกสำหรับการนำวิถีสำหรับอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง ซึ่งใช้เทคนิคการปรับคลื่นลำแสงเลเซอร์ให้เกิดเป็นตาราง (Laser Modulation) สำหรับอ้างอิงจุดพิกัดที่อาวุธนำวิถีควรอยู่[7] การใช้งานสำหรับระบบ 1G46M นั้น ง่ายเช่นเดียวกับระบบ 1G46 เดิมคือสามารถใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่พลยิงเพียงทาบจุดเล็ง วัดระยะด้วยเลเซอร์แล้วยิง โดยมีระบบสำรองเป็นการวัดระยะด้วยเส้นวัด (Stadiametric rangefinding) เพื่อป้อนข้อมูลเข้าระบบคำนวณขีปนวิถี หรือ ใช้เส้นเล็งแบบกลไกที่มีมาให้ในกล้องเล็งอยู่แล้ว

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2[แก้]

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2[8] พัฒนามาจากระบบกล้องเล็งกลางคืน TO1-KO1 หรือ TPN-4 Buran แต่ได้เปลี่ยนระบบภายในจากกล้องขยายแสง (Image intensifier) เป็นกล้องสร้างภาพความร้อน (Thermal Imaging Sight) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า มีระยะตรวจการณ์ไกลกว่า และสามารถใช้ได้ในโหมด Passive เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มการเชื่อมต่อเข้ากับระบบคำนวณขีปนวิถี และทำการปรับแนวเล็งให้เป็นแนวเดียวกับกล้องเล็งกลางวัน (ซึ่งแต่เดิมระบบ TPN-4 ไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับระบบคำนวณขีปนวิถี และมีแนวเล็งต่างจากกล้องเล็งกลางวัน)[9] กล้องเล็งแบบสร้างภาพด้วยความร้อน PTT-2 ประกอบไปด้วยกล้องเล็งของพลยิง และจอไมโครมอนิเตอร์ของผู้บังคับรถในกล้องเล็งรอบทิศ PNK-6 รวมทั้งแผงควบคุม โดยปกติกล้องนี้จะถูกควบคุมการทำงานโดยพลยิง แต่ผู้บังคับรถสามารถควบคุมแยกจากพลยิงได้ไม่ว่าจะเป็นการเล็ง หรือทำการยิงทั้งปืนใหญ่รถถัง หรือปืนกลร่วมแกนโดยใช้ระบบควบคุม และจอมอนิเตอร์สร้างภาพด้วยความร้อนของตน กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนนี้ช่วยให้ทั้งพลยิงและผู้บังคับรถสามารถทำการยิงได้อย่างแม่นยำในสภาพทัศนะวิสัยจำกัด เช่น มีหมอกควัน หรือการปฏิบัติในเวลากลางคืน

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2 ใช้ระบบรักษาการทรงตัวแบบไม่อิสระ 1 แกน โดยเชื่อมต่อกับระบบรักษาการทรงตัวของกล้องเล็งแบบ 1G46M และระบบรักษาการทรงตัวปืนแบบ 2E42M ผ่านระบบสัญญาณไฟฟ้า และใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมกระจกสะท้อนหลักในการทำงาน[10] จากเดิมที่กล้องเล็งกลางคืนแบบ TPN-4 จะใช้การเชื่อมต่อทางกลไกกับแคร่ปืน

กล้องสร้างภาพความร้อนของระบบ PTT-2 นั้น ใช้กล้องของบริษัท Thales รุ่น Catherine FC

กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนแบบ PTT-2[11] มีคุณสมบัติดังนี้

  • อัตราขยายแบบออปติคัล 2 จังหวะ และอีก 1 จังหวะแบบดิจิทัล
  • ค่ามุมมองการมองเห็น 9° х 6.75° จนถึง 1.5° х 1.12°
  • ระยะตรวจจับไกลสุด 12,000 เมตร
  • ค่าความแม่นยำในการเกาะเป้าเชิงมุม 0.5 มิลลิเรเดียน

กล้องตรวจการณ์ของผู้บังคับรถแบบ PNK-6[แก้]

เป็นระบบกล้องเล็งและตรวจการณ์ของ ผบ.รถ เป็นกล้องเล็งตรวจการณ์รอบทิศ (Panoramic Sight) มีระบบรักษาการทรงตัวอิสระแบบสองแกน ประกอบไปด้วยระบบดังต่อไปนี้[12]

  • กล้องเล็งกลางวัน อัตราขยาย 1.2, 6.0 และ 12 เท่า มีระยะตรวจจับไกลสุด 5,500 เมตร แนวเล็งทางสูงที่ −17° ถึง +65° ทางระดับหมุนได้รอบ 360°
  • กล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อน ซึ่งใช้กล้องสร้างภาพด้วยความร้อนจากบริษัท Thales รุ่น Catherine FC อัตราขยาย 2 ระดับ มีระยะตรวจจับไกลสุดสำหรับเป้าหมายรถถัง ในอัตราขยายต่ำที่ 5,000 เมตร
  • ระบบเลเซอร์วัดระยะชนิดความยาวคลื่น 1.06 ไมโครเมตร สามารถวัดระยะได้ตั้งแต่ 200–9,500 เมตร ด้วยอัตราผิดพลาด ±5 เมตร และมีระบบต่อต้านการรบกวนเลเซอร์ด้วยการยิงเลเซอร์วัดระยะพร้อมกัน 3 ครั้ง โดยผู้บังคับรถสามารถเลือกระยะที่เหมาะสมได้เอง หรือให้คอมพิวเตอร์คำนวณค่าที่เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติ
  • ระบบสวิตช์แลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ BK-6
  • ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม EB-6
  • ระบบควบคุมกล้อง BUG-6

ความสามารถของระบบกล้องตรวจการณ์ PNK-6 มีดังต่อไปนี้[12]

  • ตรวจการณ์รอบทิศ และ ส่งต่อเป้าหมายที่ตรวจพบให้พลยิง
  • ยิงปืนกลต่อสู้อากาศยาน
  • ยิงปืนหลัก
  • ยิงปืนกลร่วมแกน
  • ยิงจรวดต่อสู้รถถังผ่านระบบกล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนของพลยิง
  • วัดระยะเป้าหหมายด้วยระบบเลเซอร์วัดระยะ
  • ตรวจดูเป้าหมายของพลยิงผ่านระบบกล้องเล็งสร้างภาพด้วยความร้อนของพลยิง
  • แจ้งเตือนเลเซอร์เล็งเกาะ และ ยิงระเบิดควันไปยังทิศนั้น 

ระบบ PNK-6 ถือว่าเป็นระบบที่ทำให้รถถัง Oplot M มีความสามารถในการต่อต้านเป้าหมายได้ในแบบ Hunter-Killer ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และช่วยเพิ่มความตื่นรู้สถานการณ์ (Situation Awareness) ให้กับผู้บังคบรถได้ อย่างมีนัยยะสำคัญ

ระบบป้องกันตนเอง[แก้]

เกราะหลักของรถถัง Oplot M เป็นเกราะหลายชั้น (Laminated Armor) เกราะพื้นฐานทั้งป้อมปืนและตัวรถทำจากเหล็กกล้าผ่านกระบวนการหลอมใหม่ด้วยสแล็ก (Electro-slag Remelting) ซึ่งมีความแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าปกติถึง 10–15%[13] เสริมทับหลายชั้นด้วยเซรามิก อารามิดไฟเบอร์ คอมโพสิต ซึ่งเป็นความลับ และยังมีการเสริมเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (Explosive Reactive Armor)

แผ่นเกราะปฏิกิริยาแรงระเบิด (ERA) ประกอบด้วย[แก้]

โมดูลและแผ่นชายน้ำที่ติดเอาไว้ที่ตัวรถ เช่นเดียวกับชุดเกราะที่นำมาติดเอาไว้ด้านนอกของป้อมปืนตอนหน้าและด้านข้าง และด้านบนของป้อมปืน เกราะปฏิกิริยาแบบ Duplet[14] ติดตั้งเอาไว้บริเวณตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อป้องกันหัวรบแบบดินโพรง (Shape Charge) จากกระสุนระเบิดต่อสู้รถถัง (HEAT) ทุกแบบ และกระสุนเจาะเกราะทรงตัวด้วยครีบหางสลัดครอบทิ้งเอง (APFSDS) เกราะปฏิกิริยาแบบ Duplet ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดเกราะ จะไม่ระเบิดเมื่อถูกยิงด้วยกระสุน 12.7 มม., 30 มม. เจาะเกราะและสะเก็ดของกระสุนขนาดต่าง ๆ เกราะ Duplet จะถูกเก็บเอาไว้ในกล่องเก็บ หรือไว้ในตัวรถถังเพื่อป้องกันแสงอาทิตย์ หรืออุณหภูมิที่แตกต่างกันมากตั้งแต่ –50 ถึง +55 องศาเซลเซียส และยังสามารถเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพความชื้นสูงถึง 100% ที่อุณหภูมิ +35 องศาเซลเซียส เกราะ Duplet นี้สามารถรักษาคุณสมบัติเหล่านี้เอาไว้ได้นาน 10 ปี

ระบบป้องกันแบบแอคทีฟ Varta[แก้]

ระบบป้องกันแบบ Varta ทำหน้าที่ดังนี้

  • ตรวจจับแสงเลเซอร์ที่ตกกระทบตัวรถถัง และแจ้งตำแหน่งที่แสงเลเซอร์ยิงมา เพื่อใช้มาตรการต่อต้านหรือทำการต่อตีไปยังจุดนั้น
  • ยิงระเบิดควันพรางสายตา, อินฟราเรดและเลเซอร์
  • ใช้ระบบอินฟราเรดก่อกวนระบบนำวิถี สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีที่ใช้ระบบ SACLOS-Wire Guided (เช่น Bill-2, TOW, Metis, HOT, ERYX, MILAN) หรือ Radio Guided (เช่น Wireless TOW, 9K112 Kobra)

ส่วนประกอบของระบบ Varta[แก้]

ส่วนประกอบของระบบVarta มีดังนี้ เซนเซอร์ตรวจจับเลเซอร์ (Laser Warning Receiver)[15] ประกอบไปด้วยเซนเซอร์ 2 แบบ ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

  • เซนเซอร์ตรวจจับเบื้องต้น มีมุมตรวจจับทางทิศ 135 องศา ทางระดับ +25/−5 องศา
  • เซนเซอร์ตรวจจับแบบละเอียด มีมุมตรวจจับทางทิศ 45 องศา จากกระบอกปืน หรือ 90 องศาด้านหน้า ทางระดับ +25/−5 องศา
  • รวมทั้งระบบ ครอบคลุม 360 องศารอบตัวรถ
  • สามารถทำงานได้หลังจากเปิดระบบภายใน 20 วินาที (**ระบบ TSHU-1-1/11 ของระบบ Shtora-1)
  • ความไวในการตรวจจับ 0.15 วินาที
  • สามารถตรวจจับเลเซอร์จากระบบเลเซอร์วัดระยะในศูนย์เล็ง TPD-K1 (ศูนย์เล็งหลักของ T-72) ได้จากระยะไกลสุด 10,000 เมตร

ระบบท่อยิงระเบิดควัน และระเบิดควันแบบ GD-1[16][17]

คุณสมบัติระบบท่อยิงระเบิดควัน (มีต้นแบบจาก Tucha 902B ของโซเวียตและรัสเซีย ชื่อยูเครนยังไม่มีข้อมูล)

  • จำนวนท่อยิง: 12 ท่อยิง (ติดตั้งด้านข้างของป้อมปืน ชุดละ 6 ท่อยิง)
  • ความกว้างปากลำกล้อง: 81 มิลลิเมตร
  • มุมยิงทางทิศ: 45 องศา ในแต่ละชุด หรือ 90 องศาด้านหน้า
  • ระยะเวลาตอบสนองของระบบ: 0.5 วินาที (ในโหมดอัตโนมัติ)

โหมดการทำงาน (อ้างอิงจากระบบ Shtora-1)

  • อัตโนมัติ (หันป้อมปืนไปยังทิศที่ตรวจพบเลเซอร์ และ ยิงระเบิดควันโดยอัตโนมัติ ตามจำนวนที่ตั้งไว้ ตั้งแต่ 1–3 ลูกต่อชุดยิง)
  • กึ่งอัตโนมัติ (หันป้อมปืนไปยังตำแหน่งที่ตรวจพบเลเซอร์โดยอัตโนมัติ แต่ยิงระเบิดควันตามคำสั่งของผู้ใช้)
  • Manual (ยิงระเบิดควันตามคำสั่งผู้ใช้ โดยผู้ใช้กำหนดตำแหน่งที่ต้องการยิงเอง)
  • ยิงทั้งหมด (ยิงระเบิดควันทั้งหมด 12 ลูก ในกรณีฉุกเฉิน)
  • ควบคุม และ รีเซ็ท (สำหรับดูแลระบบ)

คุณสมบัติของระเบิดควัน GD-1[18]

  • แบบ: Multi-Spectral (อำพรางทางสายตา, ก่อกวนเลเซอร์ และก่อกวนระบบตรวจจับความร้อน)
  • ระยะยิงไกลสุด: ไม่น้อยกว่า 50 เมตร / ความสูงสูงสุด: ไม่เกิน 10 เมตร
  • ระยะเวลาการแตกของระเบิดหลังจากยิงออกไป: ไม่เกิน 1 วินาที
  • ระยะเวลาการคงอยู่ของม่านควัน: ไม่น้อยกว่า 60 วินาที

ระบบไฟฉายอินฟราเรดก่อกวนระบบนำวิถี OTSHU-1-7 (ชื่อจากระบบ Shtora-1 ชื่อยูเครนยังไม่มีข้อมูล)[16] เป็นระบบป้องกันอาวุธนำวิถีที่ใช้หลักการ SACLOS (Semi-Automatic Command to Line-Of-Sight) ผ่านเส้นลวด (Wire Guided) หรือผ่านระบบวิทยุ (Radio Guided) หลักการโดยสังเขปไฟฉายนี้สามารถกำเนิดแหล่งอินฟราเรดขนาดใหญ่พอ ๆ กับแสงแฟลร์ท้ายลูกจรวดของจรวดนำวิถีด้วยเส้นลวด หรือ คอมมานด์ลิงก์ (เช่น TOW, MILAN, HOT, ERYX, BILL-2) ระบบการนำวิถีแบบนี้จะใช้แสงแฟลร์ท้ายลูกจรวดเป็นจุดอ้างอิง ระหว่างตัวจรวดกับเป้า ระบบไฟฉายนี้จะไปสร้างสัญญาณลวง ทำให้ระบบควบคุมจรวดสับสน จนทำให้จรวดออกจากทิศทางที่ควรจะเป็น

ข้อมูลทางเทคนิค (ระบบ OTSHU-1-7 ของระบบ Shtora-1)

  • ประเภท: ไฟฉายอินฟราเรด
  • มุมการทำงาน: ทางทิศ −20/+20 องศา จากกระบอกปืน // ทางระดับ +2/−2 องศา

โหมดการทำงาน (อ้างจากระบบ Shtora-1) :

  • ไฟฉายอินฟราเรด: สำหรับระบบกล้องกลางคืนพลขับ โดยจะมีการถอดเลนส์กระจายแสงหน้าไฟฉาย แล้วติดตั้งฟิลเตอร์ IR หน้าไฟฉายแทน และปรับให้ไฟฉายขนานกับปืน (คาดว่ารถถัง Oplot M คงไม่ใช้โหมดนี้แล้ว)
  • ก่อกวนระบบนำวิถี: สำหรับโหมดนี้ พลประจำรถจะติดตั้งฟิลเตอร์สีแดงเข้ากับตัวไฟฉาย หลังจากนั้นจะติดตั้งเลนส์กระจายแสง แล้วปรับตัวไฟฉายในมุมที่จะให้การป้องกันมากที่สุด

ระบบ Varta ช่วยเพิ่มความอยู่รอดให้กับรถถัง Oplot ดังนี้ (ข้อมูลของระบบ Shtora-1)[16]

  • โอกาสในการยิงไม่ถูกของอาวุธปืนและระเบิดที่นำวิถีด้วยระบบนำวิถี ATLIS, TADS, Pave Spike: 0.85
  • โอกาสในการยิงไม่ถูกของอาวุธปืนนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ AGM-65E, Hellfire: 0.8
  • โอกาสในการยิงไม่ถูกของลูกปืนใหญ่นำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ Copperhead: 0.8
  • โอกาสในการยิงไม่ถูกของอาวุธปืนนำวิถีด้วยโทรทัศน์แบบ AGM-65A/B: 0.54
  • โอกาสในการยิงไม่ถูกของอาวุธปืนนำวิถีด้วยเส้นลวด เช่น MILAN, HOT: 0.6
  • เพิ่มอัตราการป้องกันตัวจากระบบวัดระยะด้วยเลเซอร์: 1.3–3 เท่า

ระบบป้องกันอาวุธนิวเคลียร์ชีวะเคมี[แก้]

ระบบป้องกันอาวุธนิวเคลียร์ชีวะเคมีแบบสร้างแรงดันสูงมีหน้าที่ป้องกันพลประจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถจากผลของอาวุธนิวเคลียร์, ฝุ่นกัมมันตภาพรังสี, สารพิษและอาวุธชีวภาพ ตัวป้องกันการแผ่รังสีถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นแผ่นบุ (Liner) ที่ติดเอาไว้ด้านใน และยังสามารถทำหน้าที่ป้องกันการกะเทาะของเกราะจากภายใน (Spall Liners) ระบบมีหน้าที่ป้องกันพลประจำรถ และอุปกรณ์ภายในรถจากการระเบิดของนิวเคลียร์, การแพร่กระจายของรังสีเรเดียม, สารพิษหรืออาวุธชีวะ เช่นเดียวกับการตรวจหาและดับไฟในห้องปฏิบัติการของพลประจำรถถัง และในห้องเครื่องยนต์

ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่[แก้]

รถถัง Oplot มีเครื่องยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์สูงและยังมีระบบช่วยการทำงานของเครื่องยนต์ อันได้แก่ ระบบจ่ายน้ำมัน ระบบป้อนอากาศ ระบบหล่อลื่น ระบบให้ความเย็น ระบบระบายแก๊สจากเครื่องยนต์ ระบบให้ความร้อนเครื่องยนต์เบื้องต้นและระบบทำความร้อนในห้องทำงานพลประจำ จุดเด่นอีกประการหนึ่งของรถถัง Oplot คือการเคลื่อนที่ถอยหลังได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากมีการออกแบบชุดส่งกำลัง อันประกอบไปด้วย กล่องเกียร์ เฟืองท้ายส่งกำลังถอยหลัง ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบซับซ้อนเช่น เฟืองขับ ระบบสายพาน ระบบพยุงตัวรถ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์พิเศษอื่น ๆ อีกเช่น อุปกรณ์ลุยน้ำลึก อุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาและนำทางเบื้องต้น อุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาเวลากลางวัน อุปกรณ์ช่วยขับเวลากลางคืน อุปกรณ์ช่วยนำทางเบื้องต้น (นำทางด้วยไจโร) อุปกรณ์เป่าลมที่ช่วยทำความสะอาดอุปกรณ์ตรวจการณ์ด้วยสายตาของป้อมปืนและตัวรถ ระบบช่วยนำทางด้วยดาวเทียม (GPS)

ระบบช่วยนำทางแบบ TIUS-NM (TIUS-NM Navigation Support System)[แก้]

ระบบช่วยนำทางอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากดาวเทียม GLONASS และ GPS NAVSTAR ระบบจะแสดงข้อมูลให้กับผู้บังคับรถเกี่ยวกับตำแหน่งที่อยู่ของรถถังของตนมุมภาคทิศ และตำแหน่งต่าง ๆ ของกำลังฝ่ายเดียวกัน ช่วยให้ง่ายต่อการควบคุมการดำเนินกลยุทธ์ของหน่วยรถถัง โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการปฏิบัติการในสภาพที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงที่ต้องมีการปิดป้อม, ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่หมอกควันปกคลุมหนาแน่น ระบบยังแสดงข้อมูลอื่น ๆ เช่นทิศทางการหันเลี้ยวให้กับพลขับ เพื่อให้มั่นใจต่อการเคลื่อนที่เข้าหาที่หมายที่ได้เลือกเอาไว้ล่วงหน้า ระบบช่วยนำทางยังช่วยให้ผู้บังคับรถถังสามารถส่งข้อมูล (รวมถึงข้อมูลที่เข้ารหัส) ผ่านทางช่องการติดต่อสื่อสารแบบดิจิทัล โดยใช้ชุดวิทยุมาตรฐานที่ติดอยู่ในรถ คุณสมบัติดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถ ในการควบคุมบังคับบัญชา เพื่อรองรับกับระบบ C4I ในอนาคต

อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร[แก้]

อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร ระบบสื่อสารประกอบไปด้วยชุดวิทยุความถี่สูงมากแบบ R-030-U และชุดวิทยุความถี่สูงแบบ R-163-50K และยังมีระบบติดต่อ ภายในรถ หรืออินเตอร์คอม (สามารถติดตั้งระบบวิทยุตามที่ลูกค้าต้องการได้ทุกประเภท)

ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกันกับประเทศต่าง [แก้]

เป็นไปตามความต้องการของลูกค้ารถถังหลักแบบ รถถัง Oplot สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้อย่างหลากหลาย เพื่อสนองตอบตรงกับความต้องการ สิ่งอุปกรณ์เหล่านั้นผลิตโดยโรงงานในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นผู้นำในแต่ละชนิดอุปกรณ์ได้แก่

  • กล้องสร้างภาพด้วยความร้อนผลิตโดยบริษัท THALES ฝรั่งเศส
  • ระบบติดต่อสื่อสารภายในของพลประจำรถ ผลิตโดยบริษัท THALES ฝรั่งเศส
  • ปืนกลผลิตโดย Fn HERSTAL เบลเยียม
  • อุปกรณ์นำทางผลิตโดยบริษัท LITEF เยอรมัน
  • เซ็นเซอร์วัดสภาพอากาศผลิตโดย บริษัท IRDAM สวิตเซอร์แลนด์

รถถังหลักแบบ Oplot ได้เคยผ่านการทดสอบมาอย่างหนักในหลายภูมิภาคเช่น ตุรกี, มาเลเซีย และกรีซ จากการทดสอบได้แสดงให้เห็นว่ารถถังหลัก Oplot นั้นสามารถปฏิบัติการได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคยุโรป, เอเชียและในที่อื่น ๆ สามารถปฏิบัติการได้อย่างยอดเยี่ยมในทุก ๆ สภาพอากาศ และในทุก ๆ สภาพภูมิประเทศ การออกแบบของรถถัง Oplot เน้นความอ่อนตัวที่สามารถปรับแต่งให้ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ เพื่อให้เข้ากับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ความอ่อนตัวเพื่อการส่งออกเหล่านี้ได้แก่ ระบบปรับอากาศ, ระบบช่วยนำทางแบบก้าวหน้าของเยอรมัน, ปืนกลร่วมแกน และปืนกลต่อสู้อากาศยานทำในเบลเยียม, ชุดวิทยุที่ออกแบบโดยฝรั่งเศส, อิสราเอล ฯลฯ รถถังถูกออกแบบโดยเน้นระบบเป็นแบบชุดสำเร็จรูป (Modular) ช่วยให้การสับเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสนองตอบปรับเปลี่ยนไปตามภัยคุกคามที่พัฒนาไปไม่หยุดยั้ง เช่น อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง หรือแม้แต่การปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกองทัพก็สามารถทำได้ง่าย โดยคงไว้ซึ่งอำนาจการยิง, เกราะป้องกันและความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงขีดความสามารถทางเทคนิคอยู่หลายรายการ รวมถึง ระบบปฏิบัติการในสนามรบที่ทำงานร่วมกับแผนที่ดิจิทัล ทำให้ผู้บังคับรถมีความเข้าใจสถานการณ์การรบดีขึ้น ทำให้รถถังสามารถตอบสนองความต้องการทางยุทธวิธีได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระการทำงานของพลประจำลงรวมถึงความเสี่ยงในการยิงฝ่ายเดียวกัน, ระบบควบคุมติดตามเป้าหมายแบบอัตโนมัติในระบบควบคุมการยิง จะช่วยยกระดับความสามารถในการยิงเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ ลดความผิดพลาดในการติดตามเป้าหมายของพลยิงลง, การพิสูจน์ฝ่ายในสนามรบ, ระบบจัดการเครื่องยนต์แบบอิเล็กทรอนิกส์, ระบบติดต่อสื่อสารแบบดิจิทัลระหว่างรถถัง ฯลฯ

ที-84 รุ่นต่าง [แก้]

ที-84 โอพลอต-เอ็ม
  • ที-84: พัฒนามาจาก ที-80 ปรับปรุงป้อมปืนและระบบต่อต้าน Shtora-1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปืนใหญ่ และเกราะ เครื่องยนต์ 1,200 แรงม้า (895 กิโลวัตต์) 6TD-2 ดีเซล
  • ที-84 ยู: เพิ่มระบบเกราะด้านข้างตัวรถ ระบบเกราะ Kontakt-5 ระบบกำเนิดพลังงานสำรอง, กล้องมองภาพความร้อน, ระบบสื่อสารดาวเทียม, ระบบวัดระยะด้วยเลเซอร์, ระบบควบคุมกระบอกปืน
  • ที-84 โอพลอต: ปรับปรุงมาจากรุ่น ที-84 ยู ปรับปรุงป้อมปืนแบบตะวันตก, ปืนใหญ่ 125 มม. ระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ
  • ที-84-120 ยาตากัน: โอพลอตรุ่นสำหรับกองทัพตุรกี ติดตั้งปืนใหญ่ 120 มม. มาตรฐานเนโท ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมกระบอกปืน ระบบควบคุมการยิง และระบบสื่อสาร
  • ที-84 โอพลอต-เอ็ม (Modernized), หรือ บีเอ็ม โอพลอต: เป็นรุ่นปรับปรุงล่าสุดของ ที-84 โอพลอต โดยการปรับปรุงเกราะป้องกันให้หนาขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์, ระบบตอบโต้ ติดตั้งกล้องตรวจการรอบตัว PNK-6[19]

ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

แผนที่โลกที่แสดงประเทศที่ใช้รถถัง ที-84 ในสีน้ำเงิน

คุณสมบัติ T-84 Oplot M (Object 478 DU9-1)[แก้]

คุณลักษณะทางเทคนิคของรถถัง OPLOT ประเภท: รถถังหลัก (Main Battle Tank : MBT)

  • น้ำหนักรวม: 51 ตัน ±3%
  • พลประจารถ: 3 นาย
  • อัตราส่วนกำลังต่อน้าหนัก: ไม่ต่ำกว่า 17.5 กิโลวัตต์/ตัน (23.5 แรงม้า/ตัน)
  • น้ำหนักกดบนพื้นดิน : ระหว่าง 0.097 MPa ( 0.097 กก./ซม.2)
  • ย่านอุณหภูมิใช้งาน : −40 ถึง +55 องศาเซลเซียส

ความยาว:

  • ปืนใหญ่ชี้ไปข้างหน้า 9,720 มม.
  • ปืนใหญ่หันไปข้างหลัง 9,750 มม.
  • ตัวรถ 7,075 มม.

ความกว้าง:

  • ไม่รวมชายน้ำด้านข้างแบบถอดได้ 3,400 มม.
  • รวมชายน้ำด้านข้างแบบถอดได้ 4,275 มม.
  • สูง วัดถึงกล้องตรวจการณ์ผู้บังคับรถ 2,800 มม.
  • ความยาวของสายพานบนพื้น 4,290 มม.
  • ท้องรถสูงพ้นพื้น 470–500 มม.
  • สายพาน 2,800 มม.

อาวุธ :

  • ปืนใหญ่ลำกล้องเรียบแบบ 2A46M-1 (KBA-3) ขนาด 125 มม. 1 กระบอก (สามารถยิงอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังได้)
  • ปืนกลร่วมแกนแบบ PKT (KT-7.62) ขนาด 7.62 มม. 1 กระบอก
  • ปืนกลแบบ NSVT (KT-12.7) ขนาด 12.7 มม. 1 กระบอก
  • เครื่องยิงลุกระเบิดควัน 12 ท่อยิง

ความเร็วในการเคลื่อนที่ :

  • เฉลี่ย (บนถนนดินธรรมชาติ) 40–45 กม./ชม.
  • สูงสุด (บนถนนพื้นแข็ง) 70 กม./ชม.
  • เมื่อใช้เกียร์ถอยหลัง :
  • ต่ำสุด 4.8 กม./ชม.
  • สูงสุด 31.3 กม./ชม.

ความสิ้นเปลืองน้ามันเพลิงต่อ 100 กม.

  • บนถนนดินธรรมชาติแห้ง 325–370 ลิตร
  • บนถนนผิวแข็ง ไม่เกิน 300 ลิตร

ระยะปฏิบัติการ :

  • บนถนนดินธรรมชาติ :
  • ใช้น้ำมันเชื่อเพลิงจากถังหลัก 350 กม.
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังอะไหล่เพิ่ม 450 กม.
  • บนถนนผิวแข็ง :
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังหลัก 400 กม.
  • ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากถังอะไหล่เพิ่ม 500 กม.
  • การข้ามเครื่องกีดขวาง :
  • ลาดชัน 58 องศา
  • ลาดทางข้าง 25 องศา
  • คู กว้าง 2.85 เมตร
  • เครื่องกีดขวางแนวตั้ง (สูง) 1 เมตร
  • ลุยน้ำลึก (โดยไม่ต้องเตรียมการ) 1.8 เมตร
  • ลุยน้ำลึกโดยใช้อุปกรณ์ลุยน้ำ 5 เมตร โดยไม่จำกัดความกว้าง และระยะทาง

กระสุน :

  • กระสุนสำหรับปืนใหญ่รถถัง: ทั้งหมด 46 นัด (28 นัดในช่องใส่กระสุนพร้อมยิง (Carouselle) สำหรับเครื่องบรรจุกระสุนอัตโนมัติ)
  • ชนิดของกระสุนปืนใหญ่รถถัง:
  • กระสุนเจาะเกราะทรงตัวด้วยครีบหางสลัดทิ้งเอง APDSFS ระยะยิงหวังผล 2,800 เมตร
  • กระสุนระเบิดแรงสูงแรงสูงต่อสู้รถถัง HEAT ระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร
  • กระสุนระเบิดแรงสูงแรงสูงมีสะเก็ด HE-FRAG ระยะยิงหวังผล 2,600 เมตร
  • อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังแบบ Kombat ระยะยิงหวังผล 5,000 เมตร

กระสุนสำหรับอาวุธอื่น ๆ:

  • ปืนกลร่วมแกน KT–7.62 จำนวน 1,250 นัด
  • ปืนกลต่อสู้อากาศยาน KT–12.7 จำนวน 450 นัด
  • ปืนไรเฟิลแบบ AKS จำนวน 450 นัด
  • กระสุนปืนยิงพลุสัญญาณ จำนวน 12 นัด
  • ระเบิดมือแบบ F-1 จำนวน 10 ลูก
  • ระเบิดสำหรับสร้างฉากควัน จำนวน 12 ลูก

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Україна здійснить експортну поставку одного танку «Оплот» до США [Ukraine to export one Oplot Tank to USA]. Оборонно-промисловий кур'єр. 28 กุมภาพันธ์ 2018.
  2. 2.0 2.1 "EEUU compra un tanque ucraniano del Ejército Rojo y este podría ser el motivo". Sputnik Mundo (ภาษาสเปน). 3 มีนาคม 2018. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 มิถุนายน 2018. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2018.
  3. 3.0 3.1 The Military Balance 2010 (1st ed.). Routledge. 3 February 2010. p. 184. ISBN 978-1-857-43557-3.
  4. 4.00 4.01 4.02 4.03 4.04 4.05 4.06 4.07 4.08 4.09 4.10 4.11 "The BM Oplot main battle tank". Kharkiv Machine Building Design Bureau named after A.A. Morozov.
  5. "ТИУС" (PDF). Lviv Radio Engineering Research Institute. p. 71.
  6. "Gunner's Tank Sights 1G46, 1G46M". RPC «Photoprylad». เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014.
  7. "9K119 REFLEKS". kotsch88.de (ภาษาเยอรมัน).
  8. Gordienko Valentin Ivanovich and co, Ukraine patent No. 15, 2009.
  9. "TPN-4". kotsch88.de (ภาษาเยอรมัน).
  10. Khonchenko Oleksi Yakovich and co, Ukraine patent No. 10, 2002.
  11. "Thermal Sighting Tank Complexes «Buran-Matis», «Buran-Catherine»". RPC «Photoprylad» (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มกราคม 2015. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014.
  12. 12.0 12.1 Гордиенко, В. И.; Хомченко, А. Я. (2010). Особенности интегрирования панорамного прицельного комплекса в систему управления огнем танка (PDF). Інтегровані технології та енергозбереження. 3: 57–63. ISSN 2078-5364.
  13. Размышления на тему «Оплот» и Т-90. btvt.narod.ru (ภาษารัสเซีย).
  14. "Active Protection Systems, Armament Control Systems & Explosive Reactive Armour". SpetsTechnoExport (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014.
  15. "Головки /Датчики/ Регистрации Факта ЛАЗЕРНОГО Облучения Объекта". феодосийский Казенный Оптический Завод (ภาษารัสเซีย).
  16. 16.0 16.1 16.2 "Комплекс оптико-электронного подавления «Штора-1»". btvt.narod.ru (ภาษารัสเซีย).
  17. "Система оптико-электронной защиты от высокоточного оружия ТШУ-1-2А". НПО Электромашина (ภาษารัสเซีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2014. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014.
  18. ГД-1 (ภาษายูเครน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2014.
  19. "Panoramic Tank Sighting Complex (PNK-6)". RPC «Photoprylad» (ภาษาอังกฤษ). 17 ตุลาคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2009. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2013.

บรรณานุกรม[แก้]

  • George Forty; Jack Livesey (September 2005). the World Encyclopedia of Tanks. Anness. ISBN 9780754815341.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]