ข้ามไปเนื้อหา

ถ้วยมิกกีเมาส์

หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ถ้วยมิกกีเมาส์ (อังกฤษ: Mickey Mouse cup) เป็นคำที่ใช้ในเชิงดูถูกโดยเฉพาะฟุตบอลอังกฤษ เพื่ออธิบายการแข่งขันแบบน็อกเอาต์บางรายการที่ถูกมองว่ามีเกียรติยศหรือความสำคัญน้อยกว่ารายการอื่น ๆ

ในปัจจุบัน "ถ้วยมิกกีเมาส์" มักใช้เรียกรายการแข่งขันลีกคัพ โดยสโมสรฟุตบอลในระดับพรีเมียร์ลีก ซึ่งผู้จัดการทีมจะให้ความสำคัญกับการแข่งขันรายการอื่นมากกว่า[1] และมักจัดผู้เล่นทีมสำรองให้ลงเล่นเป็นตัวจริง เพื่อหาประสบการณ์กับสโมสรที่ด้อยกว่า

บางครั้งอาจถูกใช้เพื่อดูแคลนชัยชนะของทีมคู่แข่ง หรือเพื่อลดความสำคัญของการแข่งขันหากทีมของตนเองตกรอบไปแล้ว การใช้คำนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของ “เกมจิตวิทยา” (mind games) กับสโมสรคู่แข่งในรายการอื่น ๆ หรือเพื่อรักษาขวัญกำลังใจของทีมตัวเอง [2]

อย่างไรก็ตาม การมองว่าถ้วยใดเป็น “มิกกีเมาส์” อาจไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เพราะการแข่งขันระดับเล็กกว่าหรือมีมาตรฐานต่ำกว่านี้เปิดโอกาสให้สโมสรจากลีกล่างได้คว้าแชมป์ และยังช่วยให้พวกเขาได้รับรายได้เสริมจากการเจอกับสโมสรที่ใหญ่กว่า นอกจากนี้ การผ่านเข้าชิงและคว้าแชมป์ที่สนาม สนามกีฬาเวมบลีย์ (Wembley Stadium) ก็ยังถือว่ามีเกียรติสำหรับบางสโมสรในลีกสูงสุด [3]

ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่มีการรีแบรนด์การแข่งขันของ สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) ถ้วยยูฟ่า คัพ (UEFA Cup) ปัจจุบันคือ ยูฟ่ายูโรปาลีก (UEFA Europa League) ถูกมองว่าเป็น “ถ้วยรอง” หรือ “ถ้วยมิกกีเมาส์“ โดยสื่อบางส่วน ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการฟุตบอล และแฟนบอล เนื่องจากถูกบดบังความสำคัญโดย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (UEFA Champions League)[4]

เดิมทีแชมเปียนส์ลีก หรือชื่อเดิม ยูโรเปียน คัพ (European Cup) เปิดรับเฉพาะแชมป์ลีกของแต่ละประเทศ ส่วนยูฟ่าคัพ เป็นรายการสำหรับรองแชมป์ลีก และ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ (UEFA Cup Winners’ Cup) เป็นรายการสำหรับแชมป์ฟุตบอลถ้วยของแต่ละประเทศ แต่เมื่อแชมเปียนส์ลีก ขยายจำนวนทีมเข้าร่วมให้รวมถึงสี่อันดับแรกของลีกชั้นนำในยุโรป ความสำคัญของคัพวินเนอร์ส คัพลดลงจนกระทั่งถูกยุบและรวมเข้ากับยูฟ่าคัพ

การจบอันดับที่ 3 หรือ 4 ในลีกจึงกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการคว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศ เพราะมันการันตีตั๋วไปเล่นแชมเปียนส์ลีก ขณะที่แชมป์บอลถ้วยในประเทศมักได้สิทธิ์ไปแค่ยูโรปาลีก หรือ ยูฟ่าคอนเฟอเรนซ์ลีก(Conference League) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ฤดูกาล 2014–15 เป็นต้นมา ความสำคัญของยูโรปาลีกเพิ่มขึ้น เนื่องจากแชมป์ของรายการนี้จะได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลถัดไป ขณะที่คอนเฟอเรนซ์ลีก ซึ่งก่อตั้งในปี 2021 (โดยแยกออกจากยูโรปาลีก) ก็ถูกบางกลุ่มเรียกว่า “ถ้วยมิกกีเมาส์” เช่นกัน

การได้เล่นใน แชมเปียนส์ลีก และการจบอันดับท็อป 3 หรือ 4 ในลีกใหญ่ ๆ จึงมีค่ามากกว่าการคว้าแชมป์บอลถ้วยภายในประเทศ เช่น เอฟเอคัพ (FA Cup) หรือลีกคัพ ตัวอย่างเช่น ในฤดูกาล 2011–12 นัดชิง โกปาเดลเรย์(Copa del Rey) ถูกกำหนดวันแข่งขันไว้ช้ากว่าปกติโดย ราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (Royal Spanish Football Federation) เพื่อให้ทีมใหญ่อย่าง สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา และ สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด สามารถโฟกัสกับแชมเปียนส์ลีกได้เต็มที่

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เคยถอนตัวจาก FA Cup 1999–2000 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแชมป์เก่า เพื่อเข้าร่วม ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (FIFA Club World Championship) โดยให้เหตุผลว่าการเล่นทั้งสองรายการจะทำให้โปรแกรมแข่งขันแน่นเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อการป้องกันแชมป์ลีก และ แชมเปียนส์ลีกของพวกเขา การตัดสินใจนี้ส่งผลดีต่อ แมน ยูไนเต็ด เพราะพวกเขาได้พักเบรกสองสัปดาห์ และจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ลีกโดยมีแต้มเหนืออันดับสองถึง 18 คะแนน แม้จะตกรอบแบ่งกลุ่มใน สโมสรโลก (Club World Cup) อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจาก FA Cup ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการลดคุณค่าของการแข่งขัน และเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับในภายหลังว่าเสียใจกับวิธีที่พวกเขาจัดการกับสถานการณ์นี้ [5]

ในช่วงทศวรรษ 1990s แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ FA Cup สามครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของ “ดับเบิลแชมป์” ในปี 1994 และ 1996 รวมถึง “ทริปเปิลแชมป์” ในปี 1999 แต่หลังจากนั้นพวกเขาให้ความสำคัญกับ พรีเมียร์ลีก และ แชมเปียนส์ลีกมากกว่า ส่งผลให้ทีมคว้า FA Cup ได้เพียงสองครั้งในปี 2004 และ 2016

“ทริปเปิล มิกกีเมาส์“ (Mickey Mouse Treble) และ “ดับเบิล มิกกีเมาส์” (Mickey Mouse Double)

คำว่า “ทริปเปิล มิคกี้เมาส์” และ “ดับเบิล มิกกีเมาส์” ถูกใช้ในเชิงดูถูกเพื่อกล่าวถึงทีมที่คว้าแชมป์หลายรายการในฤดูกาลเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นแชมป์รายการที่มีเกียรติสูงสุด

ตัวอย่างเช่น ในปี 2001 สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ (UEFA Cup) และ FA Cup แต่ถูกแฟนบอลของคู่แข่งนำไปเปรียบเทียบกับ “ทริปเปิล” ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1999 ซึ่งได้แชมป์ลีก, FA Cup และแชมเปียนส์ลีก ทำให้ลิเวอร์พูลถูกมองว่าได้ “ทริปเปิล มิกกีเมาส์” หรือ “ทริปเปิลปลอม ๆ“ (Plastic Treble) [6][7]

ในทำนองเดียวกัน แมน ยูไนเต็ด ถูกล้อกลับว่าเฉลิมฉลอง “ทริปเปิล มิกกีเมาส์” ในฤดูกาล 2016–17 เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ (FA Community Shield), ลีกคัพ, และยูโรปาลีก เนื่องจากบอลถ้วยอย่าง คอมมิวนิตีชิลด์ ถูกมองว่าเป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องที่มีสถานะทางการ แต่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก[8]

ลิเวอร์พูลเองก็ถูกล้อว่าคว้า “ดับเบิล มิกกี เมาส์” ในฤดูกาล 2021–22 เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์ ลีกคัพ และ FA Cup แต่จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ลีก (แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่ 1 แต้ม) และแพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ในนัดชิง แชมเปียนส์ลีก 1-0 โดยบางคนมองว่าความเหนื่อยล้าจากตารางแข่งขันที่แน่นส่งผลให้พวกเขาพลาดแชมป์ใหญ่ในท้ายที่สุด[9]

ฟุตบอลอังกฤษ

อีกตัวอย่างหนึ่งของการแข่งขันที่ถูกเรียกว่า “ถ้วยมิกกีเมาส์” ในฟุตบอลอังกฤษคือ Full Members’ Cup ซึ่งจัดขึ้นระหว่างปี 1985–1992 หลังจากที่สโมสรอังกฤษถูกแบนจากการแข่งขันระดับยุโรปเนื่องจาก ภัยพิบัติสนามกีฬาเฮย์เซล (Heysel disaster)

การแข่งขันนี้เปิดให้ทีมในสองดิวิชันสูงสุดของลีกลงแข่งขัน แต่หลายทีมโดยเฉพาะใน ดิวิชัน 1 เลือกที่จะไม่เข้าร่วมหรือส่งทีมชุดสำรองลงเล่น ทำให้ทัวร์นาเมนต์นี้ถูกมองว่าไม่มีความสำคัญมากนัก

แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะเทียบเท่ากับลีกหรือบอลถ้วยรายการหลัก Full Members’ Cup ก็เคยมีสโมสรชื่อดังอย่าง สโมสรฟุตบอลเชลซี และ สโมสรฟุตบอลนอตทิงแฮมฟอเรสต์ คว้าแชมป์ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แฟนบอลและนักวิเคราะห์มักดูถูกการแข่งขันที่ขาดการสนับสนุนจากสโมสรชั้นนำ ไม่มีเงินรางวัลสูง หรือมีทีมใหญ่เข้าร่วมไม่มาก


อ้างอิง

  1. Tyldesley, Clive (2003-02-28). "League Cup takes its chance to shine". London: The Times. สืบค้นเมื่อ 2008-11-08.
  2. Reade, Brian (2004-11-13). "Big two should stop their mind games and start worrying about Chelsea". Daily Mirror. สืบค้นเมื่อ 2008-11-08.
  3. "Ready for wembley". Nursing Standard. 21 (34): 20–21. 2007-05-02. doi:10.7748/ns.21.34.20.s26. ISSN 0029-6570.
  4. doi.org https://doi.org/10.17658/issn.2058-5462/issue-11/beyond/p18. สืบค้นเมื่อ 2025-03-25. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  5. "Manchester, Sir William Edwin, (1869–5 May 1956), JP County of London; Director, Express Dairy Co., Ltd", Who Was Who, Oxford University Press, 2007-12-01, สืบค้นเมื่อ 2025-03-25
  6. "Japan News-Week, Volume 01, Issue 22 - 1939-04-08". Manchuria Daily News Online. สืบค้นเมื่อ 2025-03-25.
  7. Guha, Malini (2015-02-01), "Global London: Highs and Lows, Spaces and Places", From Empire to the World, Edinburgh University Press, ISBN 978-0-7486-5646-2, สืบค้นเมื่อ 2025-03-25
  8. "Newman, Edward, (born 14 May 1953), Lord Mayor of Manchester, 2017–May 2018", Who's Who, Oxford University Press, 2007-12-01, สืบค้นเมื่อ 2025-03-25
  9. "Number Aged over 65 May Double in Next 35 Years". The Science News-Letter. 27 (725): 142. 1935-03-02. doi:10.2307/3911504. ISSN 0096-4018.