จิตรกรรมประวัติศาสตร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วันสุดท้ายของปอมเปอี” (ค.ศ. 1833) เป็นตัวอย่างที่ดีของภาพเขียนประวัติศาสตร์

จิตรกรรมประวัติศาสตร์ (อังกฤษ: History painting) เริ่มเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ ค.ศ. 1667 โดยอันเดร เฟลิเบียน (André Félibien) จิตกรประวัติศาสตร์, สถาปนิก, นักทฤษฎีคลาสสิกซิสม์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นลักษณะที่ระบบ “การจัดลำดับคุณค่าของศิลปะ[1]” (Hierarchy of genres) ถือว่าเป็นประเภทการเขียนภาพที่มีคุณค่าสูงที่สุดในบรรดาการเขียนภาพประเภทต่างๆ

คำอธิบาย[แก้]

“จิตรกรรมประวัติศาสตร์” เป็นจิตรกรรมที่แสดงฉากบรรยายเนื้อหาจากประวัติศาสตร์กรีกโรมัน, ประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา และตำนานเทพ/ปรัมปราวิทยา และรวมทั้งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานก่อนที่จะเขียน ภาพเขียนชนิดนี้รวมทั้งภาพเขียนที่ในหัวเรื่องที่เกี่ยวกับ ศาสนา, ประวัติศาสตร์, วรรณคดี หรืออุปมานิทัศน์--ที่ตีความหมายของชีวิตหรือสื่อความหมายทางจริยธรรม เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เลือกเขียนจะเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่แต่เพียงจะแสดงเหตุการณ์แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อสังคมของผู้เขียนภาพ เช่นการเขียนภาพการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา หรือบางครั้งอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่จิตรกรต้องการเขียนภาพที่สื่อความหมายที่ต้องการ

เทพหรือเทพีจากปรัมปราวิทยาก็ใช้เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิทยาต่างๆ ของมนุษย์ และบุคคลจากศาสนาต่างก็เป็นตัวแทนของความคิดต่างๆ และเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสที่การเขียนภาพประวัติศาสตร์มักจะเน้นการเขียนภาพวีรบุรุษชายเปลือย แต่ลดถอยลงไปในคริสต์ศตวรรที่ 19

เครื่องแต่งตัวในภาพบางครั้งก็จะเป็นการแต่งอย่างกรีกโรมันไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใด ในปี ค.ศ. 1770 เบนจามิน เวสต์ เสนอว่าการวาดภาพ “ความตายของนายพลวูลฟ” ควรจะใช้เครื่องแต่งกายร่วมสมัยแต่ก็มีผู้คัดค้านหลายคนว่าควรจะแต่งตัวอย่างคลาสสิก ในที่สุดเวสต์ก็เขียนโดยใช้เครื่องแต่งกายร่วมสมัย แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษไม่ทรงยอมซื้อภาพ แต่อย่างไรก็ตามเวสต์ก็ได้รับชัยชนะต่อผู้ต่อต้านและริเริ่มการเขียนภาพประวัติศาสตร์ที่ตรงตามความเป็นจริงแทนที่จะเป็นภาพอุดมคติ

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการริเริ่มลักษณะการเขียนที่เรียกว่าประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งเป็นการเขียนแบบการเลียนแบบการเขียนภาพประวัติศาสตร์หรือจิตรกรประวัติศาสตร์

การวิวัฒนาการอีกอย่างหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือการผสานการเขียนภาพประวัติศาสตร์กับการภาพชีวิตประจำวัน (Genrepainting) ที่แสดงให้เห็นฉากชีวิตประจำวัน เป็นการเขียนเหตุการณ์สำคัญที่มีรายละเอียดที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นส่วนตัวหรือเหตุการณ์ประจำวันของเหตุการณ์หรือบุคคลในภาพ จิตรกรที่เขียนภาพบางทีก็จะพยายามสื่อความหมายทางจริยธรรมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จิตรกรประวัติศาสตร์[แก้]

คำสาบานของโฮราติอิ” โดย ฌาคส์-ลุยส์ ดาวิด (ค.ศ. 1784) สร้างนาฏกรรมในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

“จิตรกรประวัติศาสตร์” มิใช่เป็นแต่เพียงจิตรกรที่วาดภาพที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แต่วาดอย่างใหญ่โตและเป็นนาฏกรรม โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หรือตำนานกรีกโรมัน, ฉากจากวรรณคดีสำคัญ, หรือเหตุการณ์สำคัญของบุคคลสำคัญๆ ในสมัยบาโรก หัวเรื่องก็มักจะเป็นจุดสูงสุดของเหตุการณ์โดยมีผู้ร่วมเหตุการณ์แต่งตัวแบบคลาสสิก

“จิตรกรรมประวัติศาสตร์” เป็นการเขียนที่ไม่แต่มีความสำคัญเป็นลำดับหนึ่งของศิลปะสถาบัน ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ในสมัยหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วย ฉะนั้นจิตรกรรมประวัติศาสตร์จึงเป็นกระบวนการเขียนที่เป้าในการถูกโจมตีเมื่อขบวนการเขียนแบบใหม่ๆ เริ่มขึ้น เช่นเมื่อขบวนการอิมเพรสชันนิสม์หันหลังให้การเขียนของจิตรกรรมประวัติศาสตร์ หรือกลุ่มพรีราฟาเอลไลท์ในอังกฤษที่เน้นเฉพาะหัวเรื่องเขียนที่มาจากวรรณคดีหรือเรื่องลึกลับแทนที่จะเขียนภาพแบบคลาสสิก ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 วิธีการเขียนภาพประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเขียนแบบนาฏกรรมไปเป็นการเขียนนอกสถานที่และหัวข้อที่เล็กลง

อ้างอิง[แก้]

  1. Visual-arts-cork.com: Hierarchy of the Genres [1]

ดูเพิ่ม[แก้]