การเรียนรู้แบบมีผู้สอน
| ส่วนหนึ่งของเนื้อหา |
| การเรียนรู้ของเครื่อง และ การทำเหมืองข้อมูล |
|---|

การเรียนรู้แบบมีผู้สอน (อังกฤษ: supervised learning) เป็นกระบวนทัศน์หนึ่งของการเรียนรู้ของเครื่องที่ขั้นตอนวิธีเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลนำเข้ากับผลลัพธ์เป้าหมายจากตัวอย่างที่ทราบคำตอบ ตัวอย่างฝึกแต่ละตัวจึงอยู่ในรูปคู่ข้อมูลนำเข้า–ผลลัพธ์ เช่น ภาพกับชนิดวัตถุ อีเมลกับป้ายกำกับสแปม หรือลักษณะของบ้านกับราคาขาย ชุดตัวอย่างเช่นนี้เรียกว่าข้อมูลที่มีป้ายกำกับ (labeled data)[1][2]
เป้าหมายมิใช่เพียงทำให้แบบจำลองให้คำตอบถูกต้องบนตัวอย่างฝึก แต่คือการวางนัยทั่วไปเพื่อพยากรณ์ผลลัพธ์ของข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนได้ดี คำว่า “มีผู้สอน” หมายถึงการที่คำตอบในข้อมูลฝึกให้สัญญาณกำกับแก่ขั้นตอนวิธี ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องเฝ้าควบคุมทุกขั้นของการฝึก และคำตอบอาจมาจากผู้เชี่ยวชาญ การวัด ระบบสารสนเทศ หรือกระบวนการอื่น ไม่จำเป็นต้องสร้างโดยมนุษย์เสมอไป[3]
งานพื้นฐานสองกลุ่มคือการจำแนก ซึ่งพยากรณ์ผลลัพธ์เชิงหมวดหมู่ และการถดถอย ซึ่งพยากรณ์ค่าปริมาณ การเรียนรู้แบบมีผู้สอนยังครอบคลุมงานที่ผลลัพธ์ซับซ้อนกว่า เช่น ลำดับป้ายกำกับ โครงสร้างต้นไม้ การแบ่งส่วนภาพ และการจัดอันดับ[4]
กรอบปัญหาทางคณิตศาสตร์
[แก้]ให้ เป็นปริภูมิข้อมูลนำเข้า เป็นปริภูมิผลลัพธ์ และให้ชุดข้อมูลฝึกมีตัวอย่าง ตัว
ขั้นตอนวิธีการเรียนรู้เลือกฟังก์ชัน จากปริภูมิสมมติฐาน เพื่อให้ค่าพยากรณ์ ใกล้กับผลลัพธ์จริง การเลือกตระกูลฟังก์ชัน สถาปัตยกรรมแบบจำลอง และเงื่อนไขที่ใช้ฝึกเป็นส่วนหนึ่งของความเอนเอียงเชิงอุปนัย เพราะข้อมูลจำนวนจำกัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจระบุฟังก์ชันที่ถูกต้องได้โดยปราศจากข้อสมมติ[1]
ในกรอบการเรียนรู้เชิงสถิติ มักถือว่าคู่สุ่ม มีการแจกแจงร่วม ที่ไม่ทราบ และใช้ฟังก์ชันการสูญเสีย วัดต้นทุนของค่าพยากรณ์ ความเสี่ยงคาดหมายของ คือ
เนื่องจากไม่ทราบ โดยตรง จึงประมาณด้วยความเสี่ยงเชิงประจักษ์บนชุดข้อมูลฝึก
หลักการลดความเสี่ยงเชิงประจักษ์เลือกแบบจำลองที่ทำให้ ต่ำ แต่ค่าบนชุดฝึกที่ต่ำไม่รับประกันว่าความเสี่ยงต่อข้อมูลใหม่จะต่ำตามไปด้วย[5] การฝึกจำนวนมากจึงเพิ่มพจน์การทำให้เป็นระเบียบ (regularization) เพื่อจำกัดความซับซ้อนของแบบจำลอง เช่น
โดย ลงโทษความซับซ้อนบางรูปแบบ และ กำหนดน้ำหนักของข้อจำกัด การจำแนกมักใช้ความสูญเสียลอการิทึมหรือความสูญเสียฮินจ์ ส่วนการถดถอยมักใช้ความสูญเสียกำลังสองหรือความสูญเสียสัมบูรณ์ ทั้งนี้ฟังก์ชันที่เหมาะสมขึ้นกับความหมายและต้นทุนของความผิดพลาดในงานนั้น[4]
ประเภทของงาน
[แก้]| งาน | ลักษณะของผลลัพธ์ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| การจำแนก | หมวดหมู่หนึ่งชั้นหรือหลายชั้น | ระบุว่าอีเมลเป็นสแปมหรือไม่ หรือจำแนกชนิดวัตถุในภาพ |
| การจำแนกหลายป้ายกำกับ | ตัวอย่างหนึ่งตัวมีป้ายกำกับได้หลายป้ายพร้อมกัน | ระบุหัวข้อหลายหัวข้อของเอกสารหนึ่งฉบับ |
| การถดถอย | ค่าจำนวนจริงหรือเวกเตอร์เชิงปริมาณ | พยากรณ์ราคา ปริมาณพลังงาน หรืออุณหภูมิ |
| การทำนายเชิงโครงสร้าง | ลำดับ ต้นไม้ กราฟ หรือโครงสร้างที่องค์ประกอบสัมพันธ์กัน | กำกับชนิดคำในประโยค วิเคราะห์โครงสร้างวากยสัมพันธ์ หรือแบ่งส่วนภาพ |
| การเรียนรู้เพื่อจัดอันดับ | ลำดับความสำคัญหรือคะแนนเปรียบเทียบ | จัดอันดับเอกสารตามความเกี่ยวข้องกับคำค้น |
การจำแนก
[แก้]ในการจำแนก ผลลัพธ์ อยู่ในเซตหมวดหมู่จำกัด ปัญหาอาจเป็นแบบทวิภาค เช่น “สแปม–ไม่ใช่สแปม” แบบหลายชั้น เช่น การแยกตัวเลขเขียนมือ 10 ชั้น หรือแบบหลายป้ายกำกับ แบบจำลองบางชนิดให้เพียงชั้นพยากรณ์ ขณะที่แบบจำลองเชิงความน่าจะเป็นให้ค่าประมาณ ซึ่งสามารถใช้ตั้งเกณฑ์การตัดสินใจตามต้นทุนของผลบวกลวงและผลลบลวงได้[4]

การถดถอย
[แก้]ในการถดถอย ผลลัพธ์มักเป็นค่าต่อเนื่อง เช่น ราคาหรือปริมาณ แบบจำลองอาจพยากรณ์ค่าจุดเดียว ค่าคาดหมายแบบมีเงื่อนไข ควอนไทล์ หรือการแจกแจงความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ทั้งหมด ขึ้นกับเป้าหมายและฟังก์ชันการสูญเสีย ชื่อ “การถดถอย” ไม่ได้หมายความว่าขั้นตอนวิธีทุกชนิดต้องเป็นเชิงเส้น และวิธีอย่างต้นไม้ตัดสินใจ เครื่องเวกเตอร์ค้ำยัน และโครงข่ายประสาทสามารถใช้แก้ปัญหาการถดถอยได้เช่นกัน[3]

กระบวนการพัฒนา
[แก้]วงจรงานการเรียนรู้แบบมีผู้สอนมักประกอบด้วยขั้นต่อไปนี้ แม้การทำงานจริงอาจย้อนกลับไปแก้ขั้นก่อนหน้าได้
- กำหนดงานและหน่วยตัวอย่าง ระบุข้อมูลนำเข้า ผลลัพธ์เป้าหมาย ประชากรหรือบริบทการใช้งาน ตลอดจนเกณฑ์ประเมินที่สอดคล้องกับผลของความผิดพลาด
- รวบรวมและกำหนดป้ายกำกับ ตัวอย่างต้องครอบคลุมกรณีที่จะพบในการใช้งาน และป้ายกำกับควรมีนิยามกับวิธีตรวจคุณภาพที่ชัดเจน ในงานที่ต้องอาศัยดุลยพินิจ อาจใช้ผู้ให้ป้ายกำกับหลายคนและวัดความสอดคล้องระหว่างผู้ให้ป้ายกำกับ[6]
- แทนและเตรียมข้อมูล ข้อมูลดิบอาจถูกทำความสะอาด แปลงมาตราส่วน เข้ารหัส หรือแปลงเป็นเวกเตอร์ลักษณะ วิธีดั้งเดิมมักอาศัยวิศวกรรมค่าแทนลักษณะ ส่วนการเรียนรู้เชิงลึกสามารถเรียนรู้ค่าแทนจากข้อมูลดิบร่วมกับภารกิจเป้าหมายได้[4]
- แบ่งข้อมูล โดยทั่วไปแยกเป็นชุดฝึก ชุดตรวจสอบ และชุดทดสอบ ชุดฝึกใช้ประมาณพารามิเตอร์ ชุดตรวจสอบหรือการตรวจสอบไขว้ใช้เลือกแบบจำลองและไฮเปอร์พารามิเตอร์ ส่วนชุดทดสอบสงวนไว้ประเมินขั้นสุดท้าย[7]
- ฝึกและเลือกแบบจำลอง ขั้นตอนวิธีปรับพารามิเตอร์เพื่อลดฟังก์ชันวัตถุประสงค์ จากนั้นเปรียบเทียบตระกูลแบบจำลอง การตั้งค่า และข้อสมมติที่เหมาะกับชนิดข้อมูล
- ประเมินและวิเคราะห์ความผิดพลาด นอกจากค่ารวม ควรตรวจรูปแบบความผิดพลาด ความไม่แน่นอน กลุ่มข้อมูลสำคัญ และความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล เพราะตัวชี้วัดเพียงค่าเดียวอาจปกปิดข้อจำกัดของระบบ
- นำขึ้นใช้งานและติดตาม เมื่อบริบทหรือการแจกแจงของข้อมูลเปลี่ยน สมรรถนะอาจลดลงแม้แบบจำลองเคยทำได้ดีบนชุดทดสอบ จึงต้องติดตามข้อมูลนำเข้า ผลพยากรณ์ คำตอบที่ได้รับภายหลัง และผลกระทบของระบบ[8]
การแบ่งข้อมูลต้องสะท้อนหน่วยที่ต้องการวางนัยทั่วไป หากตัวอย่างจากบุคคล เครื่องจักร สถานที่ หรือช่วงเวลาเดียวกันกระจายอยู่ทั้งชุดฝึกและชุดทดสอบ แบบจำลองอาจอาศัยข้อมูลเฉพาะกลุ่มที่ไม่เกิดขึ้นกับกรณีใหม่ ทำให้ผลประเมินสูงเกินจริง ในข้อมูลอนุกรมเวลา มักแยกข้อมูลตามลำดับเวลาแทนการสุ่มปะปนอดีตกับอนาคต[9]
ขั้นตอนวิธีและตระกูลแบบจำลอง
[แก้]ไม่มีขั้นตอนวิธีเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกปัญหา เพราะสมรรถนะขึ้นกับข้อสมมติของแบบจำลอง การแจกแจงข้อมูล ปริมาณข้อมูล ฟังก์ชันการสูญเสีย และทรัพยากรคำนวณ[10] ตระกูลแบบจำลองที่สำคัญประกอบด้วย:
| ตระกูล | ตัวอย่าง | แนวคิดโดยสรุป |
|---|---|---|
| แบบจำลองเชิงเส้น | การถดถอยเชิงเส้น, การถดถอยโลจิสติก, การวิเคราะห์จำแนกเชิงเส้น | รวมลักษณะด้วยค่าน้ำหนักเชิงเส้น มักฝึกและตีความได้สะดวก แต่ความสัมพันธ์ไม่เชิงเส้นต้องอาศัยการแปลงลักษณะหรือเคอร์เนล |
| แบบจำลองเชิงความน่าจะเป็น | การจำแนกแบบเบส์อย่างง่าย, การถดถอยด้วยกระบวนการเกาส์เซียน | กำหนดการแจกแจงของข้อมูลหรือผลลัพธ์เพื่อแทนความไม่แน่นอนและคำนวณการพยากรณ์ |
| วิธีอิงตัวอย่าง | ขั้นตอนวิธีการค้นหาเพื่อนบ้านใกล้สุด k ตัว | พยากรณ์จากตัวอย่างฝึกที่อยู่ใกล้ข้อมูลใหม่ตามมาตรวัดระยะ จึงไวต่อมาตราส่วน ลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้อง และมิติของข้อมูล |
| วิธีระยะขอบและเคอร์เนล | เครื่องเวกเตอร์ค้ำยัน | หาเส้นแบ่งที่มีระยะขอบกว้าง และใช้เคอร์เนลแทนความสัมพันธ์ไม่เชิงเส้นได้ |
| วิธีอิงต้นไม้และเอนเซมเบิล | ต้นไม้ตัดสินใจ, ป่าสุ่ม, แบ็กกิงและบูสต์ติง, การบูสต์แบบไล่ระดับ | แบ่งปริภูมิลักษณะเป็นบริเวณและอาจรวมตัวเรียนหลายตัวเพื่อลดความแปรปรวนหรือความเอนเอียง |
| โครงข่ายประสาท | โครงข่ายประสาทเทียม, เพอร์เซปตรอนหลายชั้น, การเรียนรู้เชิงลึก | ประกอบการแปลงหลายชั้นและเรียนรู้ค่าแทนร่วมกับตัวพยากรณ์ เหมาะกับข้อมูลภาพ เสียง ข้อความ และข้อมูลที่มีโครงสร้างซับซ้อน แต่ต้องพิจารณาปริมาณข้อมูล การคำนวณ และการทำให้เป็นระเบียบ |
การเลือกขั้นตอนวิธีจึงมักเริ่มจากแบบจำลองฐานที่เรียบง่าย แล้วเปรียบเทียบทางเลือกด้วยวิธีประเมินเดียวกัน ข้อพิจารณารวมถึงชนิดกับมาตราส่วนของลักษณะ ความสัมพันธ์ไม่เชิงเส้น จำนวนตัวอย่างเทียบกับจำนวนมิติ ความต้องการด้านการตีความ ความเร็ว หน่วยความจำ และความสามารถในการประมาณความไม่แน่นอน[3]
การประเมินผล
[แก้]การประเมินต้องใช้ข้อมูลที่ไม่ได้มีส่วนในการประมาณพารามิเตอร์หรือเลือกการตั้งค่าของแบบจำลอง หากดูผลบนชุดทดสอบซ้ำแล้วปรับแบบจำลองตามผลนั้น ชุดทดสอบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเลือกและไม่เป็นค่าประมาณที่เป็นกลางอีกต่อไป[7][9]
สำหรับการจำแนก เมทริกซ์ความสับสนแสดงจำนวนผลบวกจริง ผลบวกลวง ผลลบจริง และผลลบลวง ซึ่งนำไปคำนวณความถูกต้อง (accuracy) ความแม่นตรงและความระลึก ค่าเอฟหนึ่ง (F1) และอัตราอื่น เมื่อชั้นข้อมูลไม่สมดุล ความถูกต้องรวมอาจสูงแม้แบบจำลองแทบตรวจไม่พบชั้นส่วนน้อย จึงควรรายงานตัวชี้วัดที่สะท้อนความผิดพลาดแต่ละชนิด เส้นโค้ง ROC หรือเส้นโค้งความแม่นตรง–ความระลึกตามบริบท[11][12] หากผลลัพธ์เป็นความน่าจะเป็น ควรประเมินความสูญเสียลอการิทึม คะแนนไบรเออร์ หรือการปรับเทียบความน่าจะเป็นร่วมกับความสามารถในการแยกชั้น
สำหรับการถดถอย ตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยได้แก่ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย ความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย รากของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย และสัมประสิทธิ์การกำหนด ตัวชี้วัดแต่ละชนิดให้น้ำหนักค่าผิดปกติและความผิดพลาดต่างกัน จึงควรเลือกตามหน่วยของผลลัพธ์ การแจกแจงข้อมูล และต้นทุนของการพยากรณ์สูงหรือต่ำเกินจริง[3]
การวางนัยทั่วไปและข้อท้าทาย
[แก้]การเข้ารูปสนิทเกินและการเข้ารูปหลวมเกิน
[แก้]
การเข้ารูปสนิทเกิน (overfitting) เกิดเมื่อแบบจำลองเรียนรู้รายละเอียดเฉพาะหรือสัญญาณรบกวนของชุดฝึกจนมีความสูญเสียบนชุดฝึกต่ำ แต่ทำงานกับข้อมูลใหม่ได้แย่ ในทางกลับกัน การเข้ารูปหลวมเกิน (underfitting) เกิดเมื่อแบบจำลองหรือค่าแทนข้อมูลไม่ยืดหยุ่นพอที่จะจับความสัมพันธ์สำคัญ ทำให้ผิดพลาดทั้งบนชุดฝึกและข้อมูลใหม่
ปัญหานี้สัมพันธ์กับภาวะได้อย่างเสียอย่างระหว่างความเอนเอียงกับความแปรปรวน แบบจำลองที่มีข้อจำกัดมากอาจมีความเอนเอียงสูง ส่วนแบบจำลองที่ไวต่อการเปลี่ยนตัวอย่างฝึกอาจมีความแปรปรวนสูง[13] แนวทางควบคุมประกอบด้วยการทำให้เป็นระเบียบ การหยุดก่อนกำหนด การลดความซับซ้อน การเพิ่มข้อมูลที่เป็นตัวแทน การเสริมข้อมูล การเลือกค่าแทนลักษณะ และการใช้เอนเซมเบิล ทั้งนี้ผลของแต่ละวิธีขึ้นกับปัญหาและขั้นตอนวิธี
ปริมาณ มิติ และค่าแทนข้อมูล
[แก้]ความซับซ้อนที่เรียนได้ขึ้นกับทั้งจำนวนตัวอย่างและข้อมูลที่แต่ละตัวอย่างให้ เมื่อจำนวนลักษณะสูงเมื่อเทียบกับจำนวนตัวอย่าง ปริภูมิข้อมูลจะเบาบางและการประมาณความคล้ายคลึงหรือขอบเขตการตัดสินใจยากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำสาปของมิติ การลดมิติ การคัดเลือกลักษณะ (feature selection) และการทำให้เป็นระเบียบ (regularization) อาจลดความแปรปรวน แต่การตัดลักษณะที่มีข้อมูลสำคัญออกย่อมเพิ่มความเอนเอียงได้[3]
คุณภาพข้อมูลและป้ายกำกับ
[แก้]ข้อมูลฝึกอาจไม่เป็นตัวแทนของประชากรใช้งาน มีตัวอย่างซ้ำ ขาดบางกลุ่ม หรือสะท้อนขั้นตอนเก็บข้อมูลเฉพาะแห่ง แบบจำลองสามารถเรียนรู้ทางลัดที่สัมพันธ์กับป้ายกำกับในชุดฝึกแต่ไม่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่ต้องการจริง ปัญหานี้อธิบายไม่ได้ด้วยขนาดชุดข้อมูลเพียงอย่างเดียว[14]
ป้ายกำกับอาจผิด ไม่แน่นอน หรือไม่สอดคล้องกันเพราะความคลาดเคลื่อนของการวัด ความกำกวมของนิยาม และความเห็นต่างของผู้เชี่ยวชาญ สัญญาณรบกวนของป้ายกำกับอาจลดสมรรถนะ เพิ่มความซับซ้อนของแบบจำลอง และทำให้การประเมินคลาดเคลื่อน จึงควรรักษาความแตกต่างระหว่างป้ายที่สังเกตได้กับสถานะที่ต้องการประมาณไว้ในการออกแบบข้อมูล[15]
การรั่วไหลและการเปลี่ยนแปลงของการแจกแจง
[แก้]การรั่วไหลของข้อมูลในการเรียนรู้ของเครื่องเกิดเมื่อการฝึกหรือการเลือกแบบจำลองได้รับข้อมูลที่ไม่ควรมีในเวลาพยากรณ์ เช่น ลักษณะที่สร้างจากผลลัพธ์ภายหลัง หรือข้อมูลจากชุดทดสอบที่รั่วเข้าสู่การเตรียมข้อมูล การรั่วไหลทำให้ผลประเมินสูงเกินจริงและไม่สามารถแก้ได้เพียงเลือกขั้นตอนวิธีที่ซับซ้อนกว่า[9]
ทฤษฎีพื้นฐานจำนวนมากสมมติว่าข้อมูลฝึกและข้อมูลใหม่มาจากการแจกแจงเดียวกัน แต่ระบบจริงอาจพบการเปลี่ยนแปลงของการแจกแจงข้อมูลตามเวลา สถานที่ อุปกรณ์ โรงพยาบาล หรือกลุ่มประชากร งานชุดข้อมูล WILDS แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้สมรรถนะนอกการแจกแจงต่ำกว่าสมรรถนะในข้อมูลที่มีการแจกแจงแบบเดียวกับชุดฝึกได้อย่างมาก[16] การประเมินที่ดีจึงต้องกำหนดประชากรเป้าหมาย แบ่งข้อมูลให้เลียนแบบการใช้งาน และติดตามการเปลี่ยนแปลงหลังนำระบบขึ้นใช้
ความสัมพันธ์กับกระบวนทัศน์อื่น
[แก้]| กระบวนทัศน์ | สัญญาณที่ใช้เรียนรู้ | ความแตกต่างจากการเรียนรู้แบบมีผู้สอนมาตรฐาน |
|---|---|---|
| การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอน | ข้อมูลไม่มีผลลัพธ์เป้าหมาย | มุ่งค้นหาโครงสร้าง การแจกแจง หรือค่าแทนในข้อมูล แทนการเรียนแผนที่จากข้อมูลนำเข้าไปยังคำตอบที่กำหนด |
| การเรียนรู้แบบกึ่งมีผู้สอน | ข้อมูลมีป้ายกำกับจำนวนน้อยร่วมกับข้อมูลไม่มีป้ายกำกับจำนวนมาก | ใช้โครงสร้างของข้อมูลไม่มีป้ายกำกับช่วยงานพยากรณ์ |
| การเรียนรู้แบบสอนตัวเอง | สร้างเป้าหมายกำกับจากข้อมูลเอง | เรียนค่าแทนจากงานเบื้องต้นก่อนนำไปปรับละเอียดด้วยป้ายกำกับของงานปลายทาง |
| การเรียนรู้เชิงรุก | ให้ตัวเรียนเลือกตัวอย่างที่จะขอป้ายกำกับ | พยายามลดต้นทุนการกำกับข้อมูลโดยเลือกตัวอย่างที่คาดว่าให้ข้อมูลมาก[17] |
| การกำกับแบบอ่อน | ป้ายกำกับที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ละเอียด หรือมีสัญญาณรบกวนจากกฎ แหล่งข้อมูล หรือผู้กำกับหลายแหล่ง | ประมาณป้ายกำกับสำหรับฝึกจากแหล่งกำกับที่มีคุณภาพไม่แน่นอน แทนการถือว่าทุกป้ายเป็นคำตอบถูกต้อง[18] |
| การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง | รางวัลจากการกระทำและปฏิสัมพันธ์ตามลำดับ | เรียนนโยบายการกระทำเพื่อเพิ่มผลตอบแทนสะสม ไม่ได้กำหนดคำตอบที่ถูกต้องให้ทุกสถานะ |
การเรียนรู้แบบถ่ายโอนเป็นแนวคิดที่คาบเกี่ยวกับหลายกระบวนทัศน์ เพราะแบบจำลองอาจเรียนค่าแทนจากงานหนึ่งแล้วนำไปใช้กับอีกงานหนึ่ง ตัวอย่างเช่น แบบจำลองอาจฝึกล่วงหน้าแบบสอนตัวเอง แล้วปรับละเอียดแบบมีผู้สอนด้วยข้อมูลมีป้ายกำกับของงานปลายทาง
การประยุกต์
[แก้]การเรียนรู้แบบมีผู้สอนใช้ในงานที่สามารถนิยามผลลัพธ์เป้าหมายและรวบรวมตัวอย่างคู่ข้อมูลได้ เช่น
- คอมพิวเตอร์วิทัศน์: การจำแนกภาพ การตรวจจับวัตถุ การแบ่งส่วนภาพ และการอ่านอักขระ[19]
- การประมวลผลภาษาธรรมชาติ: การกรองอีเมล การวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึก การระบุชื่อเฉพาะ การแปลภาษา และการจัดอันดับผลค้นหา
- การรู้จำคำพูดและข้อมูลอนุกรมเวลา: การถอดเสียง การจำแนกเหตุการณ์จากเสียง การพยากรณ์ความต้องการ และการรู้จำกิจกรรมมนุษย์จากเซนเซอร์
- เวชสารสนเทศและชีวสารสนเทศ: การจำแนกภาพทางการแพทย์ การประเมินความเสี่ยง และการพยากรณ์ผลลัพธ์ โดยต้องตรวจสอบความใช้ได้กับประชากรและสถานพยาบาลเป้าหมาย[20]
- การเงิน อุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์: การให้คะแนนความเสี่ยง การตรวจสอบคุณภาพ การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ การจำแนกการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียม และการพยากรณ์สมบัติของวัสดุ
การมีป้ายกำกับไม่ได้ทำให้ผลพยากรณ์เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยอัตโนมัติ แบบจำลองอาจใช้สหสัมพันธ์ที่ใช้พยากรณ์ได้ในข้อมูลฝึกแต่ไม่คงอยู่เมื่อมีการแทรกแซงหรือเปลี่ยนบริบท ดังนั้น งานที่ต้องตอบคำถามเชิงสาเหตุจำเป็นต้องอาศัยการออกแบบการศึกษาและข้อสมมติเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรอบการพยากรณ์แบบมีผู้สอน[21]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Mitchell, Tom M. (1997). Machine Learning (ภาษาอังกฤษ). McGraw-Hill. น. 2–3. ISBN 978-0-07-042807-2.
- ↑ Mohri, Mehryar; Rostamizadeh, Afshin; Talwalkar, Ameet (2012). Foundations of Machine Learning (ภาษาอังกฤษ). MIT Press. ISBN 978-0-262-01825-8.
- 1 2 3 4 5 Hastie, Trevor; Tibshirani, Robert; Friedman, Jerome (2009). The Elements of Statistical Learning: Data Mining, Inference, and Prediction (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Springer. doi:10.1007/978-0-387-84858-7. ISBN 978-0-387-84857-0.
- 1 2 3 4 Bishop, Christopher M. (2006). Pattern Recognition and Machine Learning (ภาษาอังกฤษ). Springer. ISBN 978-0-387-31073-2.
- ↑ Vapnik, Vladimir N. (2000). The Nature of Statistical Learning Theory (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Springer. doi:10.1007/978-1-4757-3264-1. ISBN 978-0-387-98780-4.
- ↑ Gebru, Timnit; Morgenstern, Jamie; Vecchione, Briana; Wortman Vaughan, Jennifer; Wallach, Hanna; Daumé III, Hal; Crawford, Kate (2021). "Datasheets for Datasets". Communications of the ACM (ภาษาอังกฤษ). 64 (12): 86–92. doi:10.1145/3458723.
- 1 2 Arlot, Sylvain; Celisse, Alain (2010). "A Survey of Cross-Validation Procedures for Model Selection". Statistics Surveys (ภาษาอังกฤษ). 4: 40–79. doi:10.1214/09-SS054.
- ↑ Sculley, D.; Holt, Gary; Golovin, Daniel; Davydov, Eugene; Phillips, Todd; Ebner, Dietmar; Chaudhary, Vinay; Young, Michael; Crespo, Jean-François; Dennison, Dan (2015). "Hidden Technical Debt in Machine Learning Systems". Advances in Neural Information Processing Systems 28 (ภาษาอังกฤษ). น. 2503–2511.
- 1 2 3 Kapoor, Sayash; Narayanan, Arvind (2023). "Leakage and the Reproducibility Crisis in Machine-Learning-Based Science". Patterns (ภาษาอังกฤษ). 4 (9). Article 100804. doi:10.1016/j.patter.2023.100804.
- ↑ Wolpert, David H.; Macready, William G. (1997). "No Free Lunch Theorems for Optimization". IEEE Transactions on Evolutionary Computation (ภาษาอังกฤษ). 1 (1): 67–82. doi:10.1109/4235.585893.
- ↑ Fawcett, Tom (2006). "An Introduction to ROC Analysis". Pattern Recognition Letters (ภาษาอังกฤษ). 27 (8): 861–874. doi:10.1016/j.patrec.2005.10.010.
- ↑ He, Haibo; Garcia, Edwardo A. (2009). "Learning from Imbalanced Data". IEEE Transactions on Knowledge and Data Engineering (ภาษาอังกฤษ). 21 (9): 1263–1284. doi:10.1109/TKDE.2008.239.
- ↑ Geman, Stuart; Bienenstock, Elie; Doursat, René (1992). "Neural Networks and the Bias/Variance Dilemma". Neural Computation (ภาษาอังกฤษ). 4 (1): 1–58. doi:10.1162/neco.1992.4.1.1.
- ↑ Torralba, Antonio; Efros, Alexei A. (2011). "Unbiased Look at Dataset Bias". 2011 IEEE Conference on Computer Vision and Pattern Recognition (ภาษาอังกฤษ). น. 1521–1528. doi:10.1109/CVPR.2011.5995347.
- ↑ Frénay, Benoît; Verleysen, Michel (2014). "Classification in the Presence of Label Noise: A Survey". IEEE Transactions on Neural Networks and Learning Systems (ภาษาอังกฤษ). 25 (5): 845–869. doi:10.1109/TNNLS.2013.2292894.
- ↑ Koh, Pang Wei; และคณะ (2021). "WILDS: A Benchmark of in-the-Wild Distribution Shifts". Proceedings of the 38th International Conference on Machine Learning. Proceedings of Machine Learning Research (ภาษาอังกฤษ). เล่มที่ 139. น. 5637–5664.
- ↑ Settles, Burr (2009). Active Learning Literature Survey (รายงาน) (ภาษาอังกฤษ). University of Wisconsin–Madison, Department of Computer Sciences.
- ↑ Ratner, Alexander; Bach, Stephen H.; Ehrenberg, Henry; Fries, Jason; Wu, Sen; Ré, Christopher (2017). "Snorkel: Rapid Training Data Creation with Weak Supervision". Proceedings of the VLDB Endowment (ภาษาอังกฤษ). 11 (3): 269–282. doi:10.14778/3157794.3157797.
- ↑ LeCun, Yann; Bottou, Léon; Bengio, Yoshua; Haffner, Patrick (1998). "Gradient-Based Learning Applied to Document Recognition". Proceedings of the IEEE (ภาษาอังกฤษ). 86 (11): 2278–2324. doi:10.1109/5.726791.
- ↑ Esteva, Andre; Kuprel, Brett; Novoa, Roberto A.; Ko, Justin; Swetter, Susan M.; Blau, Helen M.; Thrun, Sebastian (2017). "Dermatologist-Level Classification of Skin Cancer with Deep Neural Networks". Nature (ภาษาอังกฤษ). 542: 115–118. doi:10.1038/nature21056.
- ↑ Pearl, Judea (2009). Causality: Models, Reasoning, and Inference (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-89560-6.
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Shalev-Shwartz, Shai; Ben-David, Shai (2014). Understanding Machine Learning: From Theory to Algorithms (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. doi:10.1017/CBO9781107298019. ISBN 978-1-107-05713-5.
- Russell, Stuart J.; Norvig, Peter (2021). Artificial Intelligence: A Modern Approach (ภาษาอังกฤษ) (พิมพ์ครั้งที่ 4th). Pearson. ISBN 978-0-13-461099-3.