การเผาศพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การเผาศพในประเทศเนปาล ณ วัดปศุปตินาถ

การเผาศพ หรือ ฌาปนกิจ หรือ การฌาปนกิจศพ คือ การแปรสภาพร่างกายของผู้วายชนม์ด้วยไฟ เพื่อให้ร่างกายซึ่งเน่าเสียง่ายแปรเป็นเศษอัฐิซึ่งเก็บรักษาไว้ได้นาน อาจทำหลังจากพิธีบำเพ็ญกุศลศพเสร็จสิ้นแล้ว หรืออาจทำก่อนพิธีบำเพ็ญกุศลศพก็กระทำได้ การเผาศพในอดีตนิยมทำในประเทศอินเดีย เนปาล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคซึ่งรับวัฒนธรรมอินเดีย แต่ในปัจจุบันนิยมทำกันทั่วโลก การเผาศพเป็นเรื่องต้องห้ามในบางลัทธิศาสนา เช่น ศาสนาอิสลาม ศาสนาโซโรอัสเตอร์[1]

การเผาศพในประเทศไทย อาจแบ่งออกเป็นการเผาในเมรุเปิด กล่าวคือ มีรางหรือมีแท่นรองเชื้อเพลิงซึ่งใช้วางศพ เมื่อจุดไฟ ไฟก็จะลุกไหม้เผาร่างกายของผู้วายชนม์ไปจนหมดพร้อมกับเชื้อเพลิง แล้วกลายเป็นเถ้าถ่านยุบตัวลงไปในแท่น หากศพบรรจุในโกศซึ่งทำด้วยโลหะ ก็ใช้วิธีก่อจิตกาธาน ด้านบนบรรจุดินเพื่อวางฟืน เหนือฟืนก็จะเป็นตะแกรงสำหรับวางโกศ เมื่อจะเผาก็จะเปิดฝาแล้วสุมไฟเข้าไปในโกศ ต่อมาได้มีการสร้างเมรุปิด ประกอบด้วยห้องเผาทำด้วยอิฐทนไฟ มีกระบะบรรจุถ่านหรือฟืนติดไว้กับราง ด้านล่างติดล้อให้เข็นเข้าเข็นออกได้ ด้านล่างของรางเมื่อเข็นรางเข้าไปจะเป็นช่องเจาะสำหรับให้เถ้าถ่านตกลงไปยังที่รองรับซึ่งวางไว้ในห้องเบื้องล่าง และต่อมาก็ได้มีการพัฒนาเตาเผาศพซึ่งใช้น้ำมันดีเซลหรือแก๊สธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยมีหัวเผาทำหน้าที่พ่นไฟเผาร่างผู้วายชนม์ หัวเผารองสำหรับเผาควันซ้ำ และมีพัดลมสำหรับอัดอากาศเลี้ยงเพลิง เมื่อเผาไปได้ระยะหนึงเจ้าหน้าที่จัดการศพก็จะกวาดอัฐิลงในภาชนะรองรับ หรืออาจจัดการดับกองฟอนตามวิธีปฏิบัติตามสำนักของตน

ในภาษาไทย การเผาศพนั้นเรียกได้หลายคำ อาทิ บุคคลสามัญชนเมื่อวายชนม์ลงแล้ว ใช้ ฌาปนกิจศพ บ้างก็ใช้ ประชุมเพลิงศพ หรือหากได้รับพระราชทานเกียรติยศก็จะใช้ พระราชทานเพลิงศพ พระบรมวงศานุวงศ์เมื่อสิ้นพระชนม์ก็จะได้รับ พระราชทานเพลิงพระศพ ส่วนพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี เมื่อเสด็จสวรรคตได้ระยะเวลาหนึ่งก็จะปลูกพระเมรุมาศเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในงานศพของพระภิกษุสงฆ์ มักใช้ ถวายเพลิงศพ เพื่อแสดงอาการคารวะต่อผู้วายชนม์

กระบวนการเผาศพแบบสมัยใหม่[แก้]

การเผาศพแบบสมัยใหม่ กระทำในเตาเผาซึ่งก่อจากอิฐทนไฟ คือ อิฐที่ไม่ขยายตัวมากเมื่อได้รับความร้อน และให้มีความร้อนสูงพอสมควรเพื่อทำให้ศพสลายตัวได้ดีในขณะที่ยังคงเศษอัฐิไว้พอสมควร[2] ภายในห้องเผาจะมีหัวเผาซึ่งใช้น้ำมันดีเซล[3] แก๊สธรรมชาติ หรือแก๊สถ่านหิน[4] เตาเผาบางรุ่นมักจะมีประตูกระจกทนไฟสำหรับให้พนักงานจัดการศพสังเกตว่าการเผาเรียบร้อยแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ก็มักจะมีช่องเจาะสำหรับขยับร่างกายของผู้วายชนม์ให้ต้องเพลิงเป็นคราว ๆ ได้ การเผาศพนั้นมักจะใช้เวลาแตกต่างกันแล้วแต่ขนาดของร่างกาย โดยมากมักจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง[5] เตาเผาสมัยใหม่มีข้อเสียคือ ไม่ทนทาน หากเผาศพไปได้สักระยะหรือเผาศพจำนวนมาก ๆ ก็มักจะต้องซ่อมแซมเปลี่ยนอิฐที่บุภายในออกหรืออาจต้องเปลี่ยนเตาเผาใหม่[6]

ในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ศพที่จะเผาจะต้องบรรจุในหีบทำด้วยไม้ กระดาษ หรือวัสดุอื่นซึ่งไหม้ไฟได้เพื่อให้เข็นเข้าสู่เตาเผาได้สะดวก[7] อีกทั้งเพื่อลดโอกาสในการรับสารคัดหลั่ง อาทิ เลือด น้ำเหลือง หนอง น้ำลาย ซึ่งจะเป็นอันตรายแก่พนักงานจัดการศพ[5] บางครั้ง เจ้าหน้าที่ฌาปนสถานอาจอนุญาตให้ญาติผู้วายชนม์สังเกตการนำศพเข้าสู่ห้องเผา ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อบังคับในบางลัทธิศาสนา อาทิ ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน[8] ตามกฎข้อบังคับการเผาศพของสหราชอาณาจักรยังระบุด้วยว่า เมื่อเคลื่อนศพมาถึงเมรุแล้วห้ามมิให้เปิดหีบศพ ให้เชิญหีบศพเข้าสู่ห้องเผาทันที[9] นอกจากนี้เมื่อสวดศพได้แล้ว 72 ชั่วโมงต้องทำการเผา และด้วยเหตุที่ห้ามมิให้เปิดหีบศพนี้เอง ก็ทำให้จำเป็นต้องนำโลหะต่าง ๆ ออกจากศพ เช่น เครื่องประดับ[10] ครั้นเผาศพเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จัดการศพมักนำอัฐิ (เศษกระดูก) และอังคาร (เถ้ากระดูกและเถ้าอื่น ๆ) ไปเข้าเครื่องบด[11] ก่อนที่จะนำอัฐิที่บดแล้วมอบคืนแก่ญาติเพื่อจัดการฝัง หรือโปรยต่อไป[12]

พิธีเผาศพในประเทศไทย[แก้]

เมื่อวาระสุดท้ายของพิธีศพมาถึง ศพจะถูกเชิญจากสถานที่ตั้ง ซึ่งอาจจะเป็นบ้านหรือศาลาวัดไปยังเมรุ บางท้องที่อาจกำหนดให้เชิญศพเวียนเมรุในลักษณะอุตราวัฏ 3 รอบ บางท้องที่ไม่เวียน จากนั้นจึงนำศพขึ้นตั้งบนเมรุ หากเป็นศพที่ได้รับพระราชทานโกศ จะเชิญหีบขึ้นไปพักไว้ในห้องเผารอการพระราชทานเพลิงศพจริง ส่วนโกศจะเชิญขึ้นไปวางที่จิตกาธานซึ่งเตรียมไว้ด้านหน้า จากนี้ก็จะเป็นพิธีการศพตามแต่ที่บัญญัติรูปแบบไว้ตามประเพณีของท้องถิ่นหรือตามความประสงค์ของผู้วายชนม์ โดยมากมักจะเป็นการสวดพระพุทธมนต์และทอดผ้าบังสุกุล เมื่อปฏิบัติพิธีการเหล่านี้เสร็จแล้ว จึงทำพิธีวางดอกไม้จันทน์ "เผาหลอก"[13] ครั้นผู้ร่วมงานวางดอกไม้จันทน์เสร็จ จึงประกอบพิธีเผาจริงต่อไป

การเผาศพในประเทศไทย หากเป็นการเผาในเตาปิด กระบวนการจะคล้ายกับต่างประเทศเป็นส่วนน้อย มีข้อยกเว้นหลายประการ อาทิ

  • เปิดหีบศพออก เพื่อล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าวแก้ว บางสำนักอาจปิดหีบคืนก่อนเชิญเข้าเตา แต่ส่วนมากจะไม่ปิด และนำไม้ฝาหีบไปใช้ประโยชน์อื่น
  • การเผาศพมักใช้อุณหภูมิไม่สูงมาก เพื่อรักษาสภาพอัฐิให้ไม่เสียหายจนเกินไป ต่างจากการเผาศพในต่างประเทศที่มักเผาด้วยอุณหภูมิสูง
  • เมื่อเผาศพเสร็จแล้ว อัฐิและอังคารจะถูกแยกจากกัน ไม่บด โดยอัฐิจะถูกเก็บรักษาไว้โดยญาติ หรือนำไปประกอบพิธีอย่างอื่น ส่วนอังคารและอัฐิส่วนเกินมักจะนำไปลอยอังคารยังแม่น้ำหรือทะเล หรือนำไปโปรยยังสถานที่ที่เหมาะสม

หากเป็นการเผาในเตาเปิด มักจะใช้วิธีก่อเตาขึ้นจากอิฐทนไฟ ลักษณะคล้ายกล่อง ด้านล่างเป็นหีบหรือถาดสำหรับรองรับอัฐิ ถัดขึ้นไปเป็นตะแกรงสำหรับรองรับเชื้อเพลิง บนสุดวางศพ และอาจมีเครื่องกำบังสำหรับป้องกันฝนและลมหรือไม่ก็ได้ บางครั้งอาจเป็นเตาเปิดซึ่งมีเพียงเครื่องรองรับเชื้อเพลิงเท่านั้น

การพระราชทานเพลิงศพ[แก้]

การขอพระราชทานเพลิงศพแก่ผู้มีสิทธิได้รับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การพระราชทานเพลิงศพกรณีปกติ และ การพระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษ[14] โดยจะไม่พระราชทานเพลิงศพแก่ผู้ต้องอาญาแผ่นดินและผู้ทำลายชีพตนเอง

ในอดีต ญาติของผู้วายชนม์ที่จะขอพระราชทานเพลิงศพจะต้องไปติดต่อที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดของผู้วายชนม์ เพื่อให้ทำหนังสือถึงเลขาธิการพระราชวัง ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เครื่องเกียรติยศประกอบศพ และเพลิงเผาศพ กรณีที่ศพอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะเชิญเพลิงหลวงในโคมเทียน ดอกไม้จันทน์ กระทงข้าวตอกดอกไม้ขมาศพไปในรถยนต์พระประเทียบเพื่อไปปฏิบัติ ณ ฌาปนสถาน เมื่อประธานในพิธีขึ้นสู่เมรุแล้ว จะหยิบกระทงข้าวตอกดอกไม้ขมาศพวางไว้ที่ข้างหีบหรือโกศศพ จากนั้นจึงหยิบดอกไม้จันทน์จุดเทียนที่เจ้าหน้าที่ชูแล้ววางใต้หีบหรือโกศศพ กรณีที่ศพอยู่ต่างจังหวัด จะให้ญาติผู้วายชนม์มารับพระราชทานกล่องเพลิงพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งประกอบด้วยดอกไม้จันทน์ เทียนชนวน และไม้ขีดไฟ (ในอดีตใช้ศิลาหน้าเพลิง[15]) ทั้งหมดบรรจุในกล่องหุ้มด้วยแพรสีดำ เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพ จึงให้ประธานในพิธีจุดไม้ขีดไฟแล้วจุดที่เทียนชนวนซึ่งเจ้าหน้าที่ถือไว้ หากผู้วายชนม์เป็นทหารหรือตำรวจก็จะให้เป่าแตรนอนก่อน เมื่อแตรนอนจบ ประธานจึงถือดอกไม้จันทน์จุดไฟที่แล้ววางด้านล่างหีบหรือโกศศพ ขณะนี้หากมีกองเกียรติยศ ก็จะเป่าแตรเพลงคำนับ 1 จบ หรือถ้าเป็นวงโยธวาทิตก็บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ หากเป็นวงปี่กลองชนะก็จะบรรเลงเพลงสำหรับบท เมื่อประธานลงจากเมรุแล้วจึงอนุญาตให้ผู้ร่วมพิธีขึ้นวางดอกไม้จันทน์ได้

เนื่องจากความลำบากในการปฏิบัติพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในต่างจังหวัด กล่าวคือ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร จะไม่พระราชทานโกศและเครื่องประกอบเกียรติยศเว้นแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นพิเศษ เช่นเป็นบุคคลใกล้ชิดและทรงคุ้นเคย ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค จึงทำให้นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราโชบายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ปฏิบัติพิธีพระราชทานเพลิงศพตลอดถึงพิธีอันเกี่ยวกับศพที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศแทนสำนักพระราชวัง และจัดให้มีเครื่องเกียรติยศประกอบศพ ทั้งหีบ โกศ ฉัตรเบญจา และเครื่องประกอบอื่นไว้ประจำแต่ละจังหวัด ในปัจจุบันการขอพระราชทานเพลิงศพจึงสามารถกระทำได้ที่กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ณ ศาลากลางจังหวัดของทุกจังหวัด หรือที่กระทรวงวัฒนธรรมส่วนหน้าในพระบรมมหาราชวัง โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายรับสั่ง ในระยะหลัง เจ้าหน้าที่กลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานอาจใช้วิธีจุดเพลิงพระราชทานไว้ในโคมไว้พร้อม แล้วเดินทางไปยังเมรุเพื่อปฏิบัติพิธีการตามที่กำหนด ครั้นเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่จะมอบกล่องเพลิงพระราชทานให้แก่ญาติผู้วายชนม์ให้เก็บไว้เป็นที่ระลึก[16]

อนึ่ง กรณีผู้วายชนม์เป็นพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี และรัชทายาท การเคารพของทหารกองเกียรติยศเมื่อจุดเพลิงจะใช้เพลงคำนับ 3 จบ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมี และกรณีที่ผู้วายชนม์เป็นพระบรมวงศ์ จะใช้เพลงคำนับ 2 จบ หรือเพลงมหาชัย[17]

เมื่อเสร็จพิธีการพระราชทานเพลิงศพ (เผาหลอก) แล้ว จึงประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพจริง โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับศพทั่วไปแต่จุดด้วยเพลิงหลวงที่จัดเตรียมไว้เมื่อครั้งเผาหลอก เมื่อศพไหม้บริบูรณ์ดีแล้ว จึงประกอบพิธีเก็บอัฐิตามประเพณีนิยมหรือราชประเพณีต่อไป

สำหรับลัทธิศาสนาที่ไม่เผาศพนั้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานดินฝังศพ ซึ่งทำด้วยดินสอพองปั้นเป็นก้อนกลม ตากแห้ง แล้วห่อด้วยผ้าขาว มีทั้งหมด 10 คู่ แต่ละคู่จะห่อด้วยผ้าสีขาวหนึ่งลูกและผ้าสีดำหนึ่งลูก ดินพระราชทานนั้นใช้สำหรับวางบนหีบศพก่อนการฝัง (เช่นศพชาวจีนหรือชาวคริสต์) หรือวางบนหลุมศพหลังการฝัง (เช่นศพชาวมุสลิม)

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม[แก้]

การเผาศพก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการจัดการศพประเภทอื่น โดยเป็นแหล่งของการปล่อยคาร์บอนตลอดจนมลสารนานาชนิดสู่บรรยากาศ แต่มีข้อดีกว่าการฝังศพโดยเฉพาะการฝังศพทั้งหีบหรือการฝังศพแบบมีกล่องคอนกรีตล้อม เพราะใช้พื้นที่น้อยกว่ามาก ในสหรัฐ การฝังศพมักจะต้องมีการขุดหลุม กรุหลุมด้วยคอนกรีต แล้วจึงนำศพลงไปในลักษณะบรรจุ ส่วนในญี่ปุ่น หลุมฝังศพปกติมีราคาสูงมากจนบุคคลทั่วไปไม่สามารถหาเช่าได้[18][19] ในกรุงลอนดอน เคยมีการเสนอให้มีการขุดศพเก่าออกแล้วฝังศพใหม่ซ้อนกันหลายชั้นคล้ายกับรถโดยสาร[20] ในบางประเทศเช่นเยอรมนี เมื่อศพถูกฝังไว้จนหมดสัญญาเช่าหลุมฝังศพแล้ว อัฐิจะถูกขึ้นมาจารึกรายละเอียดไว้ที่กะโหลกศีรษะ ก่อนนำไปบรรจุรวมกันในห้องใต้ดิน ในประเทศไทย การฝังศพบุคคลอนาถา หรือบุคคลที่ไม่มีญาติมาขอรับจะฝังไว้ระยะหนึ่งพอให้ศพสำรอกมังสาออก แล้วจึงนำอัฐิที่เหลือไปเผาจนละเอียดก่อนจัดเก็บ พร้อมกับบำเพ็ญกุศลด้วย[21]

การเผาศพหนึ่งศพใช้น้ำมันประมาณ 110 ลิตร และผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 240 กิโลกรัมขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ในสหรัฐ มีการเผาศพปีละประมาณ 1 ล้านศพ คิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 240,000 ตัน ซึ่งมีประมาณพอ ๆ กับบ้านจำนวน 22,000 หลัง[22]

เพื่อเป็นการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาว การเผาศพมักอุ่นเตาให้ร้อนตลอดเวลาทำการเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการจุดเตาให้ร้อนซ้ำแล้วซ้ำอีก อันเป็นการเปลืองเชื้อเพลิง และมักจะมีข้อกำหนดว่าหากศพมาถึงยังฌาปนสถานก็ให้จัดการเผาเสียทีเดียวในวันนั้น นอกจากนี้ ฌาปนสถานหลายแห่งใช้หีบรองในซึ่งทำด้วยกระดาษทับหีบชั้นนอก เมื่อจะเผาก็จะเชิญหีบรองในพร้อมกับศพออก[23][24]

การย่อยศพ หรือการเผาเขียว (green cremation) เป็นวิธีการ "เผาศพ" โดยการนำร่างกายของผู้วายชนม์ไปต้มในสารละลายด่างจนกระทั่งมังสาและอวัยวะทั้งหมดย่อยละลายไป เหลือแต่อัฐิ วิธีนี้เป็นการแปรสภาพศพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในขณะนี้[25][26]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Vanishing Vultures A Grave Matter For India's Parsis". NPR. สืบค้นเมื่อ 23 March 2022.
  2. "How is a Body Cremated? – Cremation Resource".
  3. "Project Profile of re-provisioning of Diamond Hill Crematorium" (PDF). Environmental Protection Department, Hong Kong. สืบค้นเมื่อ 5 April 2011.
  4. "Proposed replacement of cremators at Fu Shan Crematorium, Shatin". Environmental Protection Department, Hong Kong. สืบค้นเมื่อ 5 April 2011.
  5. 5.0 5.1 "This is exactly what happens to your body when it is cremated and how long it takes to burn". Cambridge News. 12 September 2018. สืบค้นเมื่อ 4 January 2020.
  6. Schacht, Charles A. (2004), Refractories Handbook, Marcel Dekker
  7. "cremation process in the uk". 3 August 2018. สืบค้นเมื่อ 3 August 2018.
  8. Carlson, Lisa (1997). Caring for the Dead. Upper Access, Inc. p. 78. ISBN 0-942679-21-0.
  9. "Code of Cremation Practice". สืบค้นเมื่อ 3 August 2018.
  10. "Melting down hips and knees: The afterlife of implants". BBC News. 21 February 2012. สืบค้นเมื่อ 21 February 2012.
  11. "cremulator". 3 August 2018. สืบค้นเมื่อ 3 August 2018.
  12. "Choosing a final resting place – West Herts Crematorium". Westhertscrem.org. สืบค้นเมื่อ 3 October 2017.
  13. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. สาส์นสมเด็จ. 16 มกราคม 2483 (ตาม พ.ร.บ. ปีปฏิทิน)
  14. ศาลยุติธรรม, หลักเกณฑ์การขอพระราชทานเพลิงศพ
  15. กระทรวงวัฒนธรรม. คำศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร.
  16. กองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. การขอพระราชทานเกี่ยวกับพิธีการศพ. 2564.
  17. ข้อบังคับทหารว่าด้วยการเคารพ
  18. Shimizu, Louise Picon; Maruyama, Meredith Enman; Tsurumaki, Nancy Smith (1998). Japan Health Handbook. Kodansha International. p. 335. ISBN 4-7700-2356-1. Not only is cremation of the body and internment [sic] of the ashes in an urn a long-standing Buddhist practice, it is also a highly practical idea today, given the scarcity of burial space in crowded modern Japan.
  19. Furse, Raymond (2002). Japan: An Invitation. Tuttle Publishing. p. 73. ISBN 0-8048-3319-2. [L]and prices so high that a burial plot in Tokyo a mere 21 feet square could easily cost $150,000.
  20. Land, John (30 May 2006). "Double burials in UK cemeteries to solve space shortage". 24dash.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 26 September 2007. สืบค้นเมื่อ 13 July 2007.
  21. "ความเชื่อและศรัทธา! "พิธีล้างป่าช้า" งานมหากุศล แหล่งรวมจิตอาสา-ผู้ใจบุญ ร่วมส่งดวงวิญญาณศพไร้ญาติ". ผู้จัดการออนไลน์. 18 พ.ย. 2564. สืบค้นเมื่อ 23 March 2022. Check date values in: |date= (help)
  22. Herzog, Katie (29 May 2016). "A different way to die: the story of a natural burial". สืบค้นเมื่อ 29 May 2016.
  23. Spongberg, Alison L.; Becks, Paul M. (January 2000). "Inorganic Soil Contamination from Cemetery Leachate". Water, Air, & Soil Pollution. 117 (1–4): 313–327. Bibcode:2000WASP..117..313S. doi:10.1023/A:1005186919370. S2CID 93957180.
  24. "Funeral Industry Case Study" (PDF). carbonneutral.com.au. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 25 February 2014.
  25. Keijzer, Elisabeth (May 2017). "The environmental impact of activities after life: life cycle assessment of funerals" (PDF). International Journal of Life Cycle Assessment. 22 (5): 715–730. doi:10.1007/s11367-016-1183-9. S2CID 113516933. สืบค้นเมื่อ 10 July 2021.
  26. "Dissolving the dead: Alkaline hydrolysis, a new alternative to". BBC News. 22 May 2017. สืบค้นเมื่อ 4 January 2020.

ดูเพิ่ม[แก้]