การหลับ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เด็กกำลังหลับ

การหลับเป็นสถานะที่เกิดซ้ำตามธรรมชาติ โดยแสดงลักษณะที่มีความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป กิจกรรมรับความรู้สึกค่อนข้างถูกยับยั้ง และการยับยั้งกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจแทบทั้งหมด[1] การหลับต่างจากความตื่นตัวเงียบตรงที่มีความสามารถสนองต่อสิ่งเร้าลดลง และสามารถผันกลับได้ง่ายกว่าอยู่ในสถานะจำศีลหรือโคม่ามาก การหลับเป็นสถานะที่มีแอแนบอลิซึมเพิ่มขึ้น โดยเน้นการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ประสาท กระดูกและกล้ามเนื้อ การหลับพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด นกทุกชนิด และสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลาหลายชนิด

ความมุ่งหมายและกลไกของการหลับยังไม่ชัดเจนทั้งหมด และยังเป็นหัวข้อของการวิจัยอย่างจริงจัง[2] มักคิดกันว่า การหลับช่วยรักษาพลังงาน[3][4] แต่แท้จริงกลับลดเมแทบอลิซึมเพียง 5-10%[3][4] สัตว์ที่จำศีลต้องการหลับ แม้ว่าภาวะเมแทบอลิซึมต่ำจะพบได้ในการจำศีล และต้องเปลี่ยนกลับจากภาวะตัวเย็นเกินมาเป็นอุณหภูมิปกติของร่างกายก่อนจึงจะหลับได้ ทำให้การหลับ "มีราคาทางพลังงานสูง"[5]

แต่ละช่วงอายุต้องการการหลับต่อวันไม่เท่ากัน เด็กต้องการหลับมากกว่าเพื่อให้ร่างกายพัฒนาและทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม ทารกเกิดใหม่ต้องการหลับถึง 18 ชั่วโมง และมีอัตราลดลงในวัยเด็ก

อายุหรือสภาวะ ความต้องการการหลับ
ทารกเกิดใหม่ (0-2 เดือน) 12-18 ชั่วโมง[6]
ทารก (3–11 เดือน) 14-15 ชั่วโมง[6]
เด็กวัยหัดเดิน (1–3 ขวบ) 12-14 ชั่วโมง[6]
เด็กก่อนวัยเรียน (3–5 ขวบ) 11-13 ชั่วโมง[6]
เด็กวัยเรียน (5–10 ปี) 10-11 ชั่วโมง[6]
วัยรุ่น (10-17 ปี) 8.5-9.25 ชั่วโมง[6][7]
ผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ 7-9 ชั่วโมง[6]
สตรีมีครรภ์ 8 ชั่วโมงขึ้นไป

ขณะหลับ มนุษย์มีการฝัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้ของการสัมผัสทางการมองเห็นและเสียง ในลำดับที่ผู้ฝันโดยปกติรับรู้ในฐานะผู้มีส่วนร่วมชัดเจนมากกว่าผู้สังเกต ฝันถูกกระตุ้นโดยพอนส์และส่วนมากเกิดขึ้นในการหลับระยะ REM

การอดนอนหรือนอนไม่เพียงพอ ที่เรียกว่า "หนี้การหลับ" (sleep debt) นั้น จะทำให้เกิดความอ่อนล้าทั้งทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งยัง ทำให้ความสามารถในขบวนการคิดระดับสูงลดลง

ความผิดปกติของการหลับมีหลายอย่าง เช่น การนอนไม่หลับ (insomnia), ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea) ที่เกิดจากกล้ามเนื้อรอบทางเดินหายใจของผู้ป่วยหย่อนขณะหลับ ทำให้ทางเดินหายใจล้มเหลวและขวางการรับออกซิเจน และผู้ป่วยต้องตื่นขึ้นมาจากภาวะหลับลึกเพื่อหายใจ และภาวะง่วงเกิน (narcolepsy) ที่ผู้ป่วยจะหลับอย่างควบคุมไม่ได้ เป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

  1. Macmillan Dictionary for Students Macmillan, Pan Ltd. (1981), p. 936. Retrieved 2009-10-01.
  2. Bingham, Roger (February 2007). "Waking Up To Sleep" (Several conference videos). The Science Network. สืบค้นเมื่อ 2008-01-25. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  3. 3.0 3.1 "Sleep Syllabus. B. The Phylogeny of Sleep". Sleep Research Society, Education Committee. สืบค้นเมื่อ 2010-09-26.
  4. 4.0 4.1 "Function of Sleep.". Scribd.com. Retrieved on 2011-12-01.
  5. Daan S, Barnes BM, Strijkstra AM (1991). "Warming up for sleep? Ground squirrels sleep during arousals from hibernation". Neurosci. Lett. 128 (2): 265–8. doi:10.1016/0304-3940(91)90276-Y. PMID 1945046.
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 6.6 "How Much Sleep Do We Really Need?". National Sleep Foundation. n.d. สืบค้นเมื่อ 2012-04-16.
  7. "Backgrounder: Later School Start Times". National Sleep Foundation. n.d. สืบค้นเมื่อ 2009-10-02. Teens are among those least likely to get enough sleep; while they need on average 91/4 hours of sleep per night...