กล้องดีเอสแอลอาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตัวอย่างกล้อง D-SLR (Canon EOS 5D)

กล้องดีเอสแอลอาร์ (อังกฤษ: D-SLR) เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวด้วยระบบดิจิทัล มีลักษณะเหมือนกล้องที่ใช้ฟิล์ม เพียงแต่ใช้เซ็นเซอร์ในการรับภาพแทนฟิล์ม

ส่วนประกอบ[แก้]

กล้อง D-SLR มักนำตัวกล้องที่ใช้ฟิล์มแบบ 35mm. SLR มาดัดแปลงให้เป็นกล้องดิจิทัล โดยเปลี่ยนฝาหลัง และแทนที่ฟิล์มด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้

รูปแบบการทำงาน[แก้]

ภาพตัดขวางของกล้อง D-SLR
  1. เลนส์กล้อง
  2. กระจกสะท้อน
  3. แผ่นบังเซนเซอร์
  4. เซนเซอร์รูปภาพ
  5.  
  6. เลนส์รวมแสง
  7. ปริซึมห้าเหลี่ยม
  8. เลนส์ใกล้ตาของช่องมองภาพ
หลักการทำงานของกล้องถ่ายภาพ
           หลักการทำงานของกล้องถ่ายภาพ คือ การที่แสงสะท้อนจากวัตถุเดินทางเป็นเส้นตรงผ่านช่องเล็กๆ ของกล่องสี่เหลี่ยม เกิดภาพของวัตถุบนฉากรองรับด้านตรงกันข้ามเป็นภาพหัวกลับ อันเป็นหลักการของการสร้างกล้องรูเข็มในสมัยโบราณ ปัจจุบัน กล้องถ่ายภาพได้พัฒนามาโดยลำดับ เช่น มีการนำเอาเลนส์นูนไปติดตั้งที่ช่องรับแสงที่มีขนาดเล็ก เพื่อช่วยรวมแสงให้เข้าไปในตัวกล้องให้มากขึ้น ทางด้านตรงกันข้ามของเลนส์เป็นตำแหน่งที่ตั้งวัสดุไวแสงหรือฟิล์ม สามารถปรับตัวเลนส์เพื่อให้เกิดภาพที่ชัดเจนบนฟิล์มได้ มีการติดตั้งไดอะแฟรมปรับให้เกิดช่องรับแสงขนาดต่างๆ รวมทั้งมีส่วนที่เรียกว่าชัตเตอร์ ทำหน้าที่ควบคุมเวลาในการเปิด-ปิด ม่าน เพื่อให้ปริมาณแสงตกกระทบกับฟิล์มตามความเหมาะสม และยังมีช่องเล็งภาพเพื่อช่วยในการจัดองค์ประกอบของภาพถ่ายให้เกิดความสวยงาม


   หลักการทำงานของกล้องรูเข็ม

กล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวดิจิทัล (D-SLR) ใช้กระจกสะท้อน สำหรับการแสดงภาพที่กำลังจะถ่ายผ่านช่องมองภาพ ภาพตัดขวางด้านซ้ายมือ นั่นแสดงให้เห็นถึงเส้นทางของแสงที่เดินทางผ่านเลนส์ (1) และสะท้อนผ่านกระจกสะท้อนภาพ (2) และ ฉายบนแผ่นปรับโฟกัส (5) จากนั้นลดขนาดภาพผ่าน เลนส์ลดขนาดภาพ (6) และสะท้อนใน ปริซึมห้าเหลี่ยม ทำให้ภาพปรากฏที่ช่องมองภาพ (8) เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ จะทำให้กระจกสะท้อนจะกระเด้งตามลูกศรขึ้นไป และช่องระนาบโฟกัส (3) เปิดออก และภาพฉายลงบน เซ็นเซอร์รับภาพ (4) เช่นเดียวกับที่ปรากฏบนระนาบโฟกัส

   ดวงตามนุษย์กับกล้องถ่ายภาพ
ส่วนประกอบและการทำงานของดวงตามนุษย์กับกล้องถ่ายภาพจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยมีส่วนสำคัญแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ
          1. ส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาพ ทั้งดวงตาและกล้องถ่ายภาพจะมีส่วนที่เป็นเลนส์ ในดวงตาของมนุษย์ ก่อนที่แสงจะตกกระทบเลนส์ต้องผ่านชั้นของเยื่อที่เรียกว่าคอร์เนีย (Cornea) ทำหน้าที่ช่วยเลนส์ในการหักเหแสงให้ภาพตกลงบนจอตาพอดี เลนส์ของกล้องถ่ายภาพมีระบบกลไก เปิด-ปิด ให้แสงผ่านเข้าไปยังแกหลังควบคุมเวลาด้วยชัตเตอร์ (Shutter) ส่วนดวงตาควบคุมด้วยหนังตา (Eyelid) ในส่วนหนึ่งของเลนส์ถ่ายภาพจะมีไดอะแฟรม (Diaphragm) สามารถปรับให้เกิดช่องรับแสง (Aperture) ขนาดต่างๆ เช่นเดียวกับดวงตาจะมีส่วนที่เรียกว่าม่านตา (Iris) ตรงกลางของม่านตาจะมีช่องกลมเรียกรูม่านตาหรือพิวพิล (Pupil) เป็นทางให้แสงผ่าน สามารถปรับให้มีขนาดต่างๆ กันโดยอัตโนมัติ เช่น ในที่ๆ มีแสงสว่างมากรูม่านตามจะปรับให้มีขนาดเล้ก ส่วนในที่ๆ มีแสงสลัวๆ รูม่านตาจะปรับให้มีขนาดกว้างขึ้น
           2. ส่วนที่ไวแสง ได้แก่ ส่วนที่เป็นฉากหลังในกล้องถ่ายภาพจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งวัสดุไวแสง ได้แก่ ฟิล์มส่วนในดวงตา ได้แก่ จอตาเป็นฉากรับภาพ เรียกว่า เรตินา (Retina) ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานประสาท ประกอบด้วยเส้นประสาทไวต่อแสงและเชื่อมโยงไปยังส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกเกี่ยวกับการมองเห็น ทำให้ทราบถึงรูปร่าง ขนาด ลักษณะของพื้นผิว 

ขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพกับคุณภาพของภาพ[แก้]

ขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพในกล้อง D-SLR จะมีขนาดใหญ่กว่ากล้องคอมแพก และ กล้องโปรคอนซูเมอร์ การที่กล้อง D-SLR มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพที่ใหญ่ขึ้น ทำให้คุณภาพของภาพสูงขึ้น มีจุดรบกวนต่ำ มีความชัดตื้น ความไวแสงที่สูงขึ้น เพิ่มพื้นที่ในการรับภาพ และ มีไดนามิคเรนจ์กว้างขึ้น ในกล้องD-SLR โดยทั่วไปจะมีขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพที่ขนาด APS หรือ 22มม. X 15มม. เล็กกว่าขนาด APS-C เล็กน้อย แต่เล็กกว่าฟิล์ม 135มม. ค่อนข้างมาก แต่กล้องคอมแพกระดับสูงอย่าง Nikon Coolpix 8800 นั้นมีขนาดของเซ็นเซอร์รับภาพเพียง 8.8มม. X 6.6มม. (รูปแบบ 2/3นิ้ว) หรือเล็กกว่ากล้อง D-SLR ประมาณ 4-6 เท่า และกล้อง D-SLR ระดับสูง ก็จะมีเซ็นเซอร์รับภาพขนาดเท่าฟิล์ม 35มม. ซึ่งเราจะเรียกว่า กล้องเต็มเฟรม

ชนิดของเซ็นเซอร์รับภาพ[แก้]

โดยทั่วไปจะพบชนิดของเซ็นเซอร์รับภาพอยู่ 3 ชนิด คือ CCD CMOS และ MOS แต่ Nikon D2Hs จะใช้รูปแบบ JFET LBCAST

  • CCD (Charge Coupled Device) เป็นรูปแบบของ เซ็นเซอร์รับภาพ ที่ให้ ไดนามิคเรนจ์ของแสงที่ดี และ อ่อนไหวต่อสี ทำให้ถูกใช้อย่างแพร่หลายกว่าชนิดอื่น ๆ แต่ข้อเสียของ เซ็นเซอร์รับภาพชนิดนี้คือการบริโภคพลังงานที่ค่อนข้างสูง และมีคอนโทรลเลอร์แปลงสัญญาณที่ซับซ้อน
  • CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) ในสมัยก่อน เซ็นเซอร์รับภาพชนิดนี้ มีปัญหาเรื่อง สัญญาณรบกวน ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความไวแสงที่ต่ำ แต่ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาให้มีความสามารถดีขึ้น และส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งบริษัทที่ใช้ CMOS ในการผลิตเซ็นเซอร์รับภาพ คือ Canon ซึ่งใช้ในDSLR ตระกูล Canon EOS
  • MOS (Metal Oxide Semiconductor) มีคุณสมบัติใกล้เคียง CMOS แต่ไม่มีคุณสมบัติของการประหยัดพลังงาน ซึ่งพบเซ็นเซอร์รับภาพ ชนิดนี้ได้ในกล้อง DSLR จาก Olympus
  • JFET (Junction Field Effect Transistor) LBCAST (Lateral Buried Charge Accumulator & Sensor Transistor array) มีลักษณะใกล้เคียงกับ CCD แต่จะคุณสมบัติในการส่งผ่านข้อมูลได้เร็วกว่า ซึ่งจะพบได้ในกล้อง Nikon D2Hs และกล้องDSLRระดับสูงจาก Nikon

ดูเพิ่ม[แก้]