เซนเซอร์รูปภาพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เซนเซอร์ CCD บนแผงวงจรแบบยืดหยุ่น
เซนเซอร์รูปภาพบนแผงวงจรหลักของกล้อง Nikon Coolpix L2 6 เมกกะพิกเซล

เซนเซอร์รูปภาพ (อังกฤษ: image sensor) คืออุปกรณ์ที่แปลงภาพที่เห็นด้วยตาเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยมากแล้วจะเป็นส่วนประกอบในกล้องดิจิตอล และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับภาพอื่นๆ เซนเซอร์ในยุคแรกๆ นั้นจะมีลักษณะเป็นกระบอกกล้องวีดิทัศน์ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นอุปกรณ์ถ่ายเทประจุ หรือเซนเซอร์พิกเซลตอบสนอง (charge-coupled device - CCD) แบบกึ่งตัวนำเมทัลอ็อกไซด์ควบเสริม (complementary metal-oxide-semiconductor - CMOS)

ข้อแตกต่างระหว่าง CCD และ CMOS[แก้]

กล้องดิจิตอลในปัจจุบันมักใช้เซนเซอร์รูปภาพแบบ CCD หรือ CMOS ซึ่งทั้งสองประเภทสามารถตรวจจับแสงและแปลงเป็นสัญญาณอิเล็กโทรนิคได้เหมือนกัน แต่เทคโนโลยีเซนเซอร์ CCD มีมานานกว่าและแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเซนเซอร์รูปภาพที่ครองตลาดสำหรับผู้บริโภค โดย CCD เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1993 และพัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่ง CMOS เริ่มมามีส่วนแบ่งตลาดและเกือบจะทดแทนเทคโนโลยี CCD ในปี 2008 [1]

เซนเซอร์แบบ CCD มีลักษณะเป็นอุปกรณ์อนาล็อก ประกอบไปด้วยหลอดโฟโต้ไดโอดทำด้วยซิลิคอน เมื่อแสงตกกระทบตัวชิปแล้วจะถูกเก็บไว้เป็นประจุอิเล็กโทรนิกปริมาณน้อยๆ ในตัวเซนเซอร์ ซึ่งประจุเหล่านี้จะถูกแปลงไปเป็นแรงดันไฟฟ้าทีละหนึ่งพิกเซลขณะที่ถูกอ่านจากตัวชิป จากนั้นกระแสไฟในตัวกล้องจะแปลงแรงดันไฟฟ้านี้ไปเป็นข้อมูลดิจิตอลอีกทีหนึ่ง

ชิปแบบ CMOS มีลักษณะเป็นเซนเซอร์พิกเซลตอบสนอง ที่สร้างโดยกระบวนการประจุกึ่งตัวนำสำหรับ CMOS ซึ่งจะมีแผงวงจรเพิ่มขึ้นมาข้างเซนเซอร์ภาพเพื่อแปลงพลังงานแสงเป็นแรงดันไฟฟ้า จากนั้นแผงวงจรเสริมบนตัวชิปก็จะแปลงแรงดันไฟฟ้านั้นเป็นข้อมูลดิจิตอลได้ทันที

เทคโนโลยีทั้งสองแบบไม่ได้มีข้อได้เปรียบที่ชัดเจนในด้านคุณภาพของภาพ ในด้านหนึ่ง เซนเซอร์แบบ CCD จะมีโอกาสเกิดรอยเปื้อนแนวยาวจากแหล่งแสงที่สว่างจ้าได้ยามที่ตัวเซนเซอร์ถูกใช้งานอย่างหนัก แต่อุปกรณ์ถ่ายเทประจุระดับสูงจะไม่ประสบปัญญานี้ ส่วนเซนเซอร์ CMOS ก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์จากชัตเตอร์แบบหมุนได้มากกว่า

การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ CMOS สามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์ประกอบที่น้อยกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และสามารถแสดงผลได้เร็วกว่า CCD ส่วนเซนเซอร์ CCD นั้นเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนามายาวนานกว่าและเทียบเคียงได้กับ CMOS ในหลายๆ ด้าน[2][3] นอกจากนี้แล้ว ต้นทุนการผลิต CMOS ก็ต่ำกว่าเซนเซอร์ CCD

สถาปัตยกรรมที่เป็นลูกผสมระหว่าง CCD และ CMOS มีชื่อว่า "sCMOS" โดยประกอบไปด้วยแผงวงจรรวมสำหรับอ่านผล CMOS (CMOS readout integrated circuits - ROICs) ที่เชื่อมต่อวัสดุซับสเตรทภาพ CCD ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนาเพื่ออุปกรณ์ตรวจจับภาพอินฟราเรดและในปัจจุบันได้นำมาปรับใช้กับเทคโนโลยีอุปกรณ์ตรวจจับที่มีซิลิคอนเป็นส่วนประกอบ อีกกรรมวิธีหนึ่ง จะใช้ระยะที่เล็กมากๆ ที่มีในเทคโนโลยี CMOS รุ่นใหม่ๆ ไปใช้กับโครงสร้างที่คล้ายกับ CCD ด้วยเทคโนโลยีของ CMOS ทั้งหมด หรือคือนำเทคโลโยีดิจิตอลไปใช้กับโครงสร้างอนาล็อก โดยวิธีนี้จะใช้การแยกประตูโพลีซิลิคอนแต่ละช่องด้วยระยะที่เล็กมากๆ เซนเซอร์เหล่านี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา และจะสามารถผนวกเอาศักยภาพต่างๆ ของทั้ง CCD และ CMOS เข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ นับแต่ปี 2006 ทางบริษัทผู้ผลิตเซนเซอร์ Panasonic ยังได้พัฒนาเซนเซอร์ที่เรียกว่า Live-MOS โดยใช้เทคโนโลยี MOS ซึ่งให้ภาพคุณภาพสูงแต่กินพลังงานน้อยกว่า CCD เนื่องจากในแต่ละพิกเซลจะมีส่วนเชื่อมต่อที่น้อยลง ภาพที่ได้จะเสมือนส่งผ่านให้ชมแบบ "ทันที" (live) แม้จะไม่ได้ใช้กรรมวิธีการแปลงแบบดั้งเดิมในเซนเซอร์ CCD

ประสิทธิภาพ[แก้]

ฟิลเตอร์กันรังสีอินฟราเรด ถอดจากกล้อง Canon EOS 350D

ตัววัดประสิทธิภาพเซนเซอร์มีอยู่ด้วยกันหลายตัวที่สามารถนำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพของเซนเซอร์รูปภาพ เช่น ช่วงรายละเอียดแสง (dynamic range), สัดส่วนสัญญาณต่อคลื่นรบกวน (signal-to-noise ratio) เป็นต้น สำหรับตัวเซนเซอร์ประเภทที่เทียบเคียงกันได้นั้น ช่วงรายละเอียดแสงและสัดส่วนดังกล่าวจะสูงขึ้นเมื่อขนาดเพิ่มมากขึ้น

การแยกสี[แก้]

ตัวอย่างการทำงานของปริซึ่มสองสี

เซนเซอร์ภาพโดยตัวมันเองแล้วมีลักษณะเป็น​ "ขาว-ดำ" เพื่อให้ตัวเซนเซอร์ส่งผ่านสี จึงต้องใช้กรรมวิธีการแยกสี ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท

เซนเซอร์พร้อมตัวกรองโมเสก[แก้]

พิกเซลภาพของเซนเซอร์จะจัดเรียงบนระนาบเดียว และแต่ละพิกเซลจะถูกครอบด้วยตัวกรองของแต่ละสี โดยการจัดวางตำแหน่งตัวกรองมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ตามความไวแสงและการคัดลอกสี ยิ่งความเร็วมากขึ้น สีที่ได้จะยิ่งผิดเพี้ยน

  • RGGB หรือ เซนเซอร์เบเยอร์ (Bayer sensor) มีต้นทุนต่ำและพบได้มากที่สุด เพราะเริ่มมีใช้แรกสุด จะใช้ตัวกรองสีที่ส่งผ่านแสงแดง, เขียว หรือน้ำเงินไปยังเซนเซอร์พิกเซลที่กำหนดไว้ ทำให้เกิดช่องตารางซ้อนที่ไวต่อสีแดง, เขียว และน้ำเงิน ส่วนสีที่ขาดไปจะถูกผสมโดยใช้อัลกอริทึ่มแบบ demosaic ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลสีที่ได้จากการผสมแล้ว เทคนิคประเภทสุ่มคู่ตำแหน่งสีจะใช้กรรมวิธีแบบ piezo เพื่อขยับเซนเซอร์สีแบบขั้นพิกเซล เซนเซอร์เบเยอร์ยังมีตัวเซนเซอร์แสงด้านหลัง ที่แสงลอดเข้าไปตกกระทบซิลิคอนที่ไวต่อแสงจากด้านตรงข้ามกับตำแหน่งตัวต้านทานประจุและสายไฟ เพื่อให้ส่วนต่อเชื่อมเหล็กด้านตัวอุปกรณ์ไม่ไปบังแสง และประสิทธิภาพดีขึ้น[4][5]
  • RGBW มีความไวต่อแสงและระดับยอมรับการรับแสง (exposure latitude) มากกว่า (โดยปกติจะไวแสงในระดับ 1.5-2 และ 1 สต็อป) สำหรับเซนเซอร์ RGBW แบบพิเศษ ได้แก่ เซนเซอร์ RGBW ของบริษัทโกดัก
  • RGEB (แดง - เขียว - เขียวมรกต - น้ำเงิน)
  • CGMY (น้ำเงิน - เขียว - บานเย็น - เหลือง)

เซนเซอร์พร้อมพิกเซลครบสี[แก้]

เทคโนโลยีที่เพื่อให้แต่ละพิกเซลแยกแม่สีครบทั้งสามสี แบบแรกเริ่มมีวางจำหน่ายโดยบริษัทซิกม่า และแบบที่สองเริ่มมีปรากฏเป็นต้นแบบในช่วงกลางปี 2008

เซนเซอร์โฟวีออน (Foveon) X3[แก้]

เซนเซอร์ตรวจจับภาพของโฟวีออนใช้เซนเซอร์พิกเซลที่เรียงเป็น 3 ชั้น แดง, เขียว, แดง ทำการแยกแสงโดยอาศัยคุณสมบัติดูดซับแสงที่ไม่ขึ้นกับความยาวคลื่นของซิลิคอน เพื่อให้ทุกๆ ตำแหน่งสามารถรับสัมผัสช่องสีทั้งสามได้ทั้งหมด

เซนเซอร์ X3 มีใช้ในกล้องของซิกม่า

เซนเซอร์ RGB ของนิคอน[แก้]

นิคอน ได้จดสิทธิบัตรเซนเซอร์ไว้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2007[6] โดยตัวเซนเซอร์แยกแม่สีจะประกอบไปด้วยหลอดโฟโต้ไดโอดและเลนส์ย่อย (microlens) สามเลนส์ในแต่ละพิกเซล เลนส์ย่อยดังกล่าวจะส่งผ่านแสงไปยังกระจกสองสีบานแรก ซึ่งส่วนที่เป็นสีน้ำเงินจะผ่านกระจกไปตกกระทบกับตัวตรวจจับสีน้ำเงินเข้ม ส่วนสีเขียวและแดงจะสะท้อนไปยังกระจกบานที่สอง ซึ่งจะสะท้อนสีเขียวไปยังตัวตรวจจับสีเขียว และส่งผ่านสีแดงกับส่วนที่เป็นอินฟราเรดไปยังกระจกบานที่สาม กระจกบานนี้จะสะท้อนส่วนสีแดงไปยังตัวตรวจจับสีแดงและส่วนดูดซับคลื่นอินฟราเรด[7]

แม้ว่าตัวต้นแบบของเซนเซอร์นี้จะมีมาตั้งแต่ปี 2008 แต่สิทธิบัตรดังกล่าวดูจะยังไม่สามารถนำมาผลิตใช้งานในอนาคตอันใกล้เนื่องจากความซับซ้อนของเทคโนโลยี

หากเปรียบเทียบกับระบบแยกสีอื่นๆ ยกเว้นระบบสามเซนเซอร์แล้ว เทคโนโลยีนี้มีข้อได้เปรียบตรงที่ประสิทธิภาพการใช้แสง คิดเป็น 1.5 เท่าเมื่อเทียบกับเซนเซอร์ RGBW และ 3 เท่าเมื่อเทียบกับเซนเซอร์ที่มีตัวกรองเบเยอร์ หากเทียบกับเซนเซอร์โฟวีออน X3 เทคโนโลยีนี้มีข้อได้เปรียบในเรื่องสี และหากเทียบกับระบบสามเซนเซอร์แล้ว ระบบนี้ใช้ประโยชน์จากกระจกและไม่จำเป็นต้องมีการจัดเรียงตำแหน่งระบบเลนส์ที่แม่นยำแบบ 3CCD[6]

ระบบแยกสีสามเซนเซอร์[แก้]

ระบบแยกสีสามเซนเซอร์ หรือที่เรียกว่า 3CCD ใช้เซนเซอร์รูปภาพแบบภินทนะ (discrete image sensor) สามตัว โดยแยกสีด้วยปริซึ่มสองสี ซึ่งถือได้ว่าเป็นเซนเซอร์ที่มีคุณภาพดีที่สุด และมีราคาแพงกว่าเซนเซอร์เดี่ยว แสงจะลอดผ่านเข้ามาในตัวกล้อง และตกกระทบกับปริซึ่มคู่ ซึ่งทำหน้าที่แยกแสงออกเป็นแม่สีหลัก แดง, เขียว และน้ำเงิน โดยแต่ละลำแสงจะส่องผ่านไปยังเซนเซอร์ (โดยมากแล้วจะใช้ CCD จึงเป็นที่มาของชื่อ 3CCD) ทั้งนี้ ระบบการแยกสามสีนี้มักมีใช้ในกล้องถ่ายวีดิทัศน์ระดับกลางขึ้นไป

ข้อได้เปรียบของระบบแยกสีสามเซนเซอร์เมื่อเทียบกับเซนเซอร์เดี่ยว[แก้]

  • การส่งผ่านสีดีกว่า และไม่ประสบปัญหาลายลูกคลื่น (moire)
  • ความละเอียดภาพสูงกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องมีการกรองเพื่อจัดการลดลายลูกคลื่น
  • ไวต่อแสงกว่าและระดับจุดรบกวน (noise) ต่ำกว่า
  • สามารถปรับแต่งค่าตัวกรองให้กับแต่ละตัวเซนเซอร์ทำให้การแปลงค่าสีกับแหล่งแสงที่ไม่ปกติทำได้ดีกว่า

ข้อเสียของระบบแยกสีสามเซนเซอร์เมื่อเทียบกับเซนเซอร์เดี่ยว[แก้]

  • ขนาดที่ใหญ่กว่า
  • ระบบนี้ไม่สามารถใช้กับเลนส์ที่มีระยะโฟกัสสั้น
  • ปัญหาข้อมูลสี เนื่องจากระบบสามเซนเซอร์ต้องการการจัดเรียงตำแหน่งที่แม่นยำ ดังนั้นหากเซนเซอร์มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ได้ความละเอียดที่ครบถ้วน ก็จะยิ่งยากที่จะให้ได้ความแม่นยำดังกล่าว

เซนเซอร์ที่ใช้ในกล้องดิจิทัล[แก้]

ความกว้าง ความสูง อัตราส่วนลักษณะ จำนวนพิกเซลจริง เมกกะพิกเซล ตัวอย่างรุ่นกล้อง
320 240 4:3 aspect ratio 76,800 0.07 ต้นแบบ Steven Sasson (1975)
640 480 4:3 aspect ratio 307,200 0.3 Apple QuickTake 100 (1994)
832 608 4:3 aspect ratio 505,856 0.5 Canon Powershot 600 (1996)
1,024 768 4:3 aspect ratio 786,432 0.8 Olympus D-300L (1996)
1,280 960 4:3 aspect ratio 1,228,800 1.3 Fujifilm DS-300 (1997)
1,280 1,024 5:4 1,310,720 1.3 Fujifilm MX-700, Fujifilm MX-1700 (1999), Leica Digilux (1998), Leica Digilux Zoom (2000)
1,600 1,200 4:3 aspect ratio 1,920,000 2 Nikon Coolpix 950, Samsung GT-S3500
2,012 1,324 3:2 aspect ratio 2,663,888 2.74 Nikon D1
2,048 1,536 4:3 aspect ratio 3,145,728 3 Canon PowerShot A75, Nikon Coolpix 995
2,272 1,704 4:3 aspect ratio 3,871,488 4 Olympus Stylus 410, Contax i4R (แม้ว่าจริงๆ แล้วเซนเซอร์ CCD มีขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2,272x2,272)
2,464 1,648 3:2 aspect ratio 4,060,672 4.1 Canon EOS 1D
2,560 1,920 4:3 aspect ratio 4,915,200 5 Olympus E-1, Sony Cyber-shot DSC-F707, Sony Cyber-shot DSC-F717
2,816 2,112 4:3 aspect ratio 5,947,392 5.9 Olympus Stylus 600 Digital
3,008 2,000 3:2 aspect ratio 6,016,000 6 Nikon D40, Nikon D50, Nikon D70, Pentax K100D
3,072 2,048 3:2 aspect ratio 6,291,456 6.3 Canon EOS 10D, Canon EOS 300D
3,072 2,304 4:3 aspect ratio 7,077,888 7 Olympus FE-210, Canon PowerShot A620
3,456 2,304 3:2 aspect ratio 7,962,624 8 Canon EOS 350D
3,264 2,448 4:3 aspect ratio 7,990,272 8 Olympus E-500, Olympus SP-350, Canon PowerShot A720 IS
3,504 2,336 3:2 aspect ratio 8,185,344 8.2 Canon EOS 30D, Canon EOS-1D Mark II, Canon EOS-1D Mark II N
3,520 2,344 3:2 aspect ratio 8,250,880 8.25 Canon EOS 20D
3,648 2,736 4:3 aspect ratio 9,980,928 10 Olympus E-410, Olympus E-510, Panasonic Lumix DMC-FZ50, Fujifilm FinePix HS10
3,872 2,592 3:2 aspect ratio 10,036,224 10 Nikon D40x, Nikon D60, Nikon D3000, Nikon D200, Nikon D80, Pentax K10D, Pentax K200D, Sony Alpha A100
3,888 2,592 3:2 aspect ratio 10,077,696 10.1 Canon EOS 40D, Canon EOS 400D, Canon EOS 1000D
4,064 2,704 3:2 aspect ratio 10,989,056 11 Canon EOS-1Ds
4,000 3,000 4:3 aspect ratio 12,000,000 12 Canon Powershot G9, Fujifilm FinePix S200EXR, Nikon Coolpix L110
4,256 2,832 3:2 aspect ratio 12,052,992 12.1 Nikon D3, Nikon D3S, Nikon D700, Fujifilm FinePix S5 Pro
4,272 2,848 3:2 aspect ratio 12,166,656 12.2 Canon EOS 450D
4,032 3,024 4:3 aspect ratio 12,192,768 12.2 Olympus PEN E-P1
4,288 2,848 3:2 aspect ratio 12,212,224 12.2 Nikon D2Xs/D2X, Nikon D300, Nikon D90, Nikon D5000, Pentax K-x
4,900 2,580 16:9 12,642,000 12.6 RED ONE Mysterium
4,368 2,912 3:2 aspect ratio 12,719,616 12.7 Canon EOS 5D
7,920 (2,640 × 3) 1,760 3:2 aspect ratio 13,939,200 13.9 Sigma SD14, Sigma DP1 (ชั้นพิกเซล 3 ชั้น 4.7 เมกกะพิกเซลในแต่ละชั้น ในเซนเซอร์โฟวีออน X3)
4,672 3,104 3:2 aspect ratio 14,501,888 14.5 Pentax K20D, Pentax K-7
4,752 3,168 3:2 aspect ratio 15,054,336 15.1 Canon EOS 50D, Canon EOS 500D
4,928 3,262 3:2 aspect ratio 16,075,136 16.1 Nikon D7000, Pentax K-5
4,992 3,328 3:2 aspect ratio 16,613,376 16.6 Canon EOS-1Ds Mark II, Canon EOS-1D Mark IV
5,184 3,456 3:2 aspect ratio 17,915,904 17.9 Canon EOS 7D, Canon EOS 60D, Canon EOS 600D, Canon EOS 550D
5,270 3,516 3:2 aspect ratio 18,529,320 18.5 Leica M9
5,616 3,744 3:2 aspect ratio 21,026,304 21.0 Canon EOS-1Ds Mark III, Canon EOS-5D Mark II
6,048 4,032 3:2 aspect ratio 24,385,536 24.4 Sony α 850, Sony α 900, Nikon D3X
7,500 5,000 3:2 aspect ratio 37,500,000 37.5 Leica S2
7,212 5,142 4:3 aspect ratio 39,031,344 39.0 Hasselblad H3DII-39
7,216 5,412 4:3 aspect ratio 39,052,992 39.1 Leica RCD100
7,264 5,440 4:3 aspect ratio 39,516,160 39.5 Pentax 645D
7,320 5,484 4:3 aspect ratio 40,142,880 40.1 Phase One IQ140
8,176 6,132 4:3 aspect ratio 50,135,232 50.1 Hasselblad H3DII-50, Hasselblad H4D-50, Hasselblad H4D-200MS
11,250 5,000 9:4 56,250,000 56.3 Better Light 4000E-HS (เมื่อสแกน)
8,956 6,708 4:3 aspect ratio 60,076,848 60.1 Hasselblad H4D-60
8,984 6,732 4:3 aspect ratio 60,480,288 60.5 Phase One IQ160, Phase One P65+
10,320 7,752 4:3 aspect ratio 80,000,640 80 Leaf Aptus-II 12, Leaf Aptus-II 12R
10,328 7,760 4:3 aspect ratio 80,145,280 80.1 Phase One IQ180
9,372 9,372 1:1 87,834,384 87.8 Leica RC30
12,600 10,500 6:5 132,300,000 132.3 Phase One PowerPhase FX/FX+ (เมื่อสแกน)
18,000 8,000 9:4 144,000,000 144 Better Light 6000-HS/6000E-HS (เมื่อสแกน)
21,250 7,500 17:6 159,375,000 159.4 Seitz 6x17 Digital (เมื่อสแกน)
16,352* 12,264* 4:3 aspect ratio 200,540,928 200.5 Hasselblad H4D-200MS
18,000 12,000 3:2 aspect ratio 216,000,000 216 Better Light Super 6K-HS (เมื่อสแกน)
24,000 15,990 2,400:1,599 383,760,000 383.8 Better Light Super 8K-HS (เมื่อสแกน)
30,600 13,600 9:4 416,160,000 416.2 Better Light Super 10K-HS (เมื่อสแกน)
62,830 7,500 6,283:750 471,225,000 471.2 Seitz Roundshot D3 (เลนส์ 80 มม.) (เมื่อสแกน)
62,830 13,500 6,283:1,350 848,205,000 848.2 Seitz Roundshot D3 (เลนส์ 110 มม.) (เมื่อสแกน)
38,000 38,000 1:1 1,444,000,000 1,444 Pan-STARRS PS1
157,000 18,000 157:18 2,826,000,000 2,826 Better Light 300 mm lens Digital (เมื่อสแกน)

เซนเซอร์เฉพาะทาง[แก้]

เซนเซอร์เฉพาะทางมีไว้สำหรับการใช้งานประเภทต่างๆ เช่น ภาพตรวจจับความร้อน, การอัดภาพหลายช่วงคลื่น, กล้องส่องลำคอ, กล้องรังสีแกมม่า, เซนเซอร์สำหรับรังสีเอกซ์ และการใช้งานทางดาราศาสตร์ที่ต้องการความแม่นยำสูง

บริษัทผู้ผลิต[แก้]

บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ที่จำหน่ายเซนเซอร์รูปภาพ ได้แก่

  • Agilent
  • Aptina
  • Canesta
  • Canon
  • Cypress Semiconductor
  • Eastman Kodak
  • ESS Technology
  • Fuji
  • MagnaChip
  • Matsushita
  • Micron Technology
  • Mitsubishi
  • Nikon
  • OmniVision Technologies
  • PixArt Imaging
  • Pixim
  • Samsung
  • Sharp
  • Sony
  • STMicroelectronics
  • Toshiba
  • TowerJazz
  • TransChip
  • Trusight

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]