กลุ่มอาการหลงผิดว่าตายังคงอยู่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กลุ่มอาการหลงผิดว่าตายังคงอยู่
(Phantom eye syndrome)
EyeMuscles.gif
กายวิภาคของตามนุษย์ กล้ามเนื้อภายนอกลูกตามีสีแดง
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10 G54.6, G54.7
ICD-9 353.6

กลุ่มอาการหลงผิดว่าตายังคงอยู่[1] (อังกฤษ: Phantom eye syndrome, ตัวย่อ PES) รวมความเจ็บปวดที่ตาและการเกิดประสาทหลอนทางตา หลังจากที่เอาตาข้างใดข้างหนึ่งออกโดยการควักลูกตา (enucleation) หรือการควักเนื้อในลูกตา (evisceration)

อาการ[แก้]

คนไข้จำนวนมากเกิดอาการหลงผิดหลังจากที่เอาลูกตาอออก รวมทั้ง

  • ความเจ็บปวดในตาที่เอาออกไปแล้ว (อัตราความชุกที่ 26%)[2]
  • ความรู้สึกไม่ประกอบด้วยความเจ็บปวดในตาที่เอาออกไปแล้ว[2]
  • ประสาทหลอนทางตา คือ คนไข้ประมาณ 30% แจ้งว่ามีประสาทหลอนทางตาที่เอาออกไปแล้ว[2] ซึ่งโดยมากแล้ว ภาพหลอนจะเป็นลักษณะการเห็นพื้นฐานทั่ว ๆ ไปเช่นรูปร่างและสี และโดยเปรียบเทียบแล้ว กลุ่มอาการ Charles Bonnet syndrome ที่เกิดในโรคที่ทำให้สูญเสียสายตาอย่างรุนแรง มีประสาทหลอนโดยอัตราชุกที่ต่ำกว่าที่ 10% และมักจะประกอบด้วยภาพหลอนที่มีรายละเอียดที่สูงกว่า

พยาธิกำเนิด[แก้]

ความรู้สึกและความเจ็บปวดในอวัยวะที่ไม่มี[แก้]

ความเจ็บปวดและความรู้สึกอื่น ๆ ในอวัยวะที่ไม่มี เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในระบบประสาทกลางที่เกิดขึ้นเนื่องจากการตัดประสาท (denervation) จากอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง[3][4] แต่ว่า ความเจ็บปวดในตาที่ไม่มีเกิดขึ้นน้อยกว่าการเจ็บปวดในอวัยวะอื่นเช่นแขนขาเป็นต้นที่ไม่มี ความเจ็บปวดในแขนขาที่ตัดออกมีอัตราความชุกประมาณ 50% ถึง 78% เปรียบเทียบกับความเจ็บปวดในลูกตาที่เอาออกประมาณ 30%

เชื่อกันว่า ความเปลี่ยนแปลงในคอร์เทกซ์ที่มีแผนที่ภูมิลักษณ์ของเนื้อเยื่อรับความรู้สึก (คือใน cortical homunculus) จุดใกล้กับอวัยวะที่ตัดออกไป มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของความเจ็บปวดและความรู้สึกอื่น ๆ ในอวัยวะที่ไม่มี เหตุผลที่มีคนไข้ที่มีความเจ็บปวดในตาที่ไม่มี น้อยกว่าคนไข้ที่มีความเจ็บปวดในแขนขาที่ไม่มี อาจจะเป็นเพราะระบบรับความรู้สึกทางกายมีเขตแผนที่ภูมิลักษณ์ของลูกตาที่เล็กกว่าของแขนขา

สำหรับผู้ที่ตัดแขนขาออก งานวิจัยหลายงานพบว่าบางคน[5] มีสหสัมพันธ์ระหว่างความเจ็บปวดในอวัยวะที่จะตัดออกก่อนผ่าตัด กับความเจ็บปวดในอวัยวะที่ไม่มีหลังผ่าตัด มีความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างความเจ็บปวดก่อนผ่าตัดตาและอาการปวดหัว กับความรู้สึกทั้งที่ประกอบด้วยความเจ็บปวดและไม่ประกอบด้วยความเจ็บปวดในตาที่ไม่มีหลังผ่าตัด[6] แต่ว่าด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ยังยากที่จะตัดสินว่า อาการปวดศีรษะและความเจ็บปวดที่ตาก่อนผ่าตัดเป็นเหตุของการเกิดขึ้นของความรู้สึกในตาที่ไม่มี หรือว่า อาการปวดศีรษะและความเจ็บปวดที่ตาก่อนผ่าตัด และความรู้สึกในตาที่ไม่มีหลังผ่าตัด ล้วนแต่เป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุอย่างอื่น อย่างไรก็ดี งานวิจัยในมนุษย์ได้แสดงแล้วว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในช่วงงานวิจัย นำไปสู่การจัดระเบียบใหม่อย่างรวดเร็วของคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกาย (somatosensory cortex)[7] งานวิจัยนี้อาจจะบอกเป็นนัยว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อนการผ่าตัดและหลังการผ่าตัดอาจจะเป็นเหตุสำคัญเหตุหนึ่งในการจัดระเบียบใหม่ของคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกาย และการเกิดขึ้นของความรู้สึกในอวัยวะที่ไม่มี

ภาพหลอนทางตา[แก้]

ทั้งการควักลูกตาออก (enucleation) และความเสียหายในเรตินา นำไปสู่ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในคอร์เทกซ์สายตาที่รับข้อมูลทางตา คือ การยับยั้งประสาทที่เกิดจากการหลั่งสาร GABA[8] ลดลง และการกระตุ้นคอร์เทกซ์สายตาเนื่องจากการหลั่งสารกลูตาเมตก็เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยความไวต่อสิ่งเร้าทางตา และแม้กระทั่งการทำงานที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่มีสัญญาณกระตุ้นที่ส่งไปจากตา ในคอร์เทกซ์สายตา[9] เชื่อกันว่า การทำงานที่ไม่มีเหตุในคอร์เทกซ์สายตาที่ตาไม่ได้ส่งข้อมูลประสาทไปให้แล้ว เป็นประสาทสัมพันธ์ (neural correlate) คือเป็นเหตุของภาพหลอนทางตา

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. ICD-10 ให้ความหมายของ G54.6 ว่า กลุ่มอาการหลงผิดว่าแขนขายังคงอยู่
  2. 2.0 2.1 2.2 Sörös, P.; O. Vo, I.-W. Husstedt, S. Evers and H. Gerding (May 2003). "Phantom eye syndrome: Its prevalence, phenomenology, and putative mechanisms". Neurology 60 (9): 1542–3. PMID 12743251. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  3. Ramachandran, Vilayanur S.; W Hirstein (September 1998). "The perception of phantom limbs. The D. O. Hebb lecture". Brain 121 (9): 1603–30. PMID 9762952. doi:10.1093/brain/121.9.1603. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  4. Nikolajsen, L.; T. S. Jensen (July 2001). "Phantom limb pain". British Journal of Anaesthesia 87 (1): 107–16. PMID 11460799. doi:10.1093/bja/87.1.107. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  5. Nikolajsen L, Ilkjaer S, Krøner K, Christensen JH, Jensen TS (September 1997). "The influence of preamputation pain on postamputation stump and phantom pain". Pain 72 (3): 393–405. PMID 9313280. doi:10.1016/S0304-3959 (97) 00061-4 Check |doi= value (help). สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  6. Nicolodi, M.; R. Frezzotti, A. Diadori, A. Nuti and F. Sicuteri (June 1997). "Phantom eye: features and prevalence. The predisposing role of headache". Cephalalgia 17 (4): 501–4. PMID 9209770. doi:10.1046/j.1468-2982.1997.1704501.x. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  7. Sörös, Peter; Stefan Knecht, Carsten Bantel, Tanya Imai, Rainer Wüsten, Christo Pantev, Bernd Lütkenhöner, Hartmut Bürkle and Henning Henningsen (February 2001). "Functional reorganization of the human primary somatosensory cortex after acute pain demonstrated by magnetoencephalography". Neuroscience Letters 298 (3): 195–8. PMID 11165440. doi:10.1016/S0304-3940 (00) 01752-3 Check |doi= value (help). สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 
  8. กาบา (Gamma-Aminobutyric acid ตัวย่อ GABA) เป็นสารสื่อประสาทแบบยับยั้งตัวหลักในระบบประสาทกลางของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการเร้าได้โดยทั่วไปในระบบประสาท นอกจากนั้นแล้ว ในมนุษย์ กาบายังมีบทบาทโดยตรงในการควบคุมความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (muscle tone)
  9. Eysel, Ulf T.; Georg Schweigart, Thomas Mittmann, Dirk Eyding, Ying Qu, Frans Vandesande, Guy Orban and Lutgarde Arckens (1999). "Reorganization in the visual cortex after retinal and cortical damage". Restorative Neurology and Neuroscience 15 (2–3): 153–64. PMID 12671230. สืบค้นเมื่อ 2008-09-23. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]