แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด
(The Dark Knight Rises)
กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน
อำนวยการสร้างโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน
เอ็มม่า โทมัส
ชารี่ โรเว่น
เขียนบทโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน
โจนาธาน โนแลน
เขียนเรื่อง เดวิด เอส. โกเยอร์
คริสโตเฟอร์ โนแลน
อ้างอิงจาก ตัวละคร โดย
บ๊อบ เคน
นำแสดงโดย คริสเตียน เบล
ไมเคิล เคน
แกรี่ โอลด์แมน
แอนน์ แฮททาเวย์
ทอม ฮาร์ดี
มอร์แกน ฟรีแมน
โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์
มารียง กอตียาร์
เพลงประกอบ
ภาพยนตร์โดย
ฮานส์ ซิมเมอร์
กำกับภาพโดย วอลลี่ พฟิสเตอร์
ตัดต่อโดย ลี สมิธ
ค่าย ลีเจนนารี พิกเจอร์ส
ซินโคฟี ฟิล์ม
ดีซี คอมิคส์
จัดจำหน่ายโดย วอร์เนอร์บราเธอร์สพิคเจอร์
ฉาย 20 กรกฎาคม 2012 (2012-07-20)
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ภาษา อังกฤษ
งบประมาณ $250 ล้าน [1]
รายได้ $1,081,041,287[2]

แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด (อังกฤษ: The Dark Knight Rises) เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่จากการ์ตูนชุดมนุษย์ค้างคาว[3] มีกำหนดการเข้าฉายในเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 2012 เป็นภาพยนตร์ภาคที่สาม และภาคสุดท้ายในไตรภาคมนุษย์ค้างคาวที่กำกับโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน ต่อจากภาพยนตร์เรื่องแบทแมน บีกินส์ (Batman Begins, 2005) และแบทแมน อัศวินรัตติกาล (The Dark Knight, 2008) กำกับภาพยนตร์โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เขียนบทโดยตัวโนแลนเองและโจนาธาน ผู้เป็นน้องชาย นำแสดงโดยคริสเตียน เบล, ไมเคิล เคน, แกรี่ โอลด์แมน, และมอร์แกน ฟรีแมน ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาระบุว่า เนื้อเรื่องของภาคนี้จะดำเนินต่อจากภาคอัศวินรัตติกาลเป็นเวลา 8 ปี และจะมีตัวร้ายหลักคือเซลีนา ไคล์ และเบน (นำแสดงโดยแอนน์ ฮัทธาเวย์ และทอม ฮาร์ดี้ ตามลำดับ)

เนื้อเรื่อง[แก้]

แปดปีหลังจากเหตุการณ์ในแบทแมน อัศวินรัตติกาล เมืองก็อทแธมกลายเป็นเมืองที่สงบ ด้วยอำนาจจากกฎหมายเดนท์ ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจเจมส์ กอร์ดอนสามารถกำจัดองค์กรอาชญากรรมและอาชญากรรมที่รุนแรงได้ หากแต่กอร์ดอนยังคงรู้สึกผิดกับการปกปิดสิ่งที่ฮาร์วีย์ เดนท์เคยทำ เขาตั้งใจที่จะเปิดเผยแผนการปกปิดในงานเลี้ยงที่จัดเพื่อเป็นเกียรติกับเดนท์ แต่ตัดสินใจที่จะยังไม่บอกเพราะคิดว่าเมืองนี้ยังไม่พร้อมจะรับรู้ความจริง ระหว่างการติดตามเบาะแสคดีลักพักตัว ส.ส. จากงานเลี้ยงก่อนหน้า กอร์ดอนถูกลูกน้องของเบนจับตัว สุนทรพจน์ที่กอร์ดอนเตรียมไว้เพื่อเปิดเผยความจริงจึงตกไปอยู่ในมือของเบน เขาสามารถหนีมาได้แต่ถูกยิง ขณะอยู่ในโรงพยาบาล กอร์ดอนเลื่อนขั้นให้เจ้าหน้าที่สายตรวจจอห์น เบลคขึ้นเป็นนักสืบ และให้เบลครายงานขึ้นตรงต่อเขา

ในเวลาที่แบทแมนหายตัวไปจากเมืองก็อทแธม บรูซ เวย์นก็หายตัวไปเช่นกัน โดยขังตัวเองอยู่ในคฤหาสน์เวย์น เวย์นเอนเตอร์ไพร์ซกำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยหลังจากที่เขาลงทุนไปในโครงการพลังงานสะอาดของมิแรนดา เทต ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้กำเนิดพลังงานฟิวชัน แต่บรูซตัดสินใจปิดโครงการลงเนื่องจากได้ยินมาว่าแกนของเตาปฏิกรณ์สามารถถูกนำไปดัดแปลงกลายเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ เบลค ผู้สามารถอนุมานตัวตนที่แท้จริงของแบทแมน และกอร์ดอนต่างก็เรียกร้องให้แบทแมนกลับมา แต่อัลเฟรด เพนนีเวิร์ธ พ่อบ้านประจำตระกูลเวย์น คัดค้านเรื่องนี้เนื่องจากเป็นห่วงอนาคตของบรูซ และเมื่อบรูซตัดสินใจกลับไปเป็นแบทแมนเต็มตัว ก็ตัดสินใจลาออก

เบนกับพรรคพวกบุกตลาดหุ้นเพื่อสวมรอยเป็นบรูซ และใช้สินทรัพย์ทั้งหมดของบรูซลงทุนในหุ้นสุ่มเสี่ยง ทำให้บรูซล้มละลายและเสียตำแหน่งบริหารในเวย์นเอนเตอร์ไพร์ซไป บรูซสันนิษฐานได้อย่างถูกต้องว่า จอห์น แด็คเกตต์ สมาชิกคณะกรรมการบริษัท ได้ว่าจ้างเบนให้ทำการเช่นนี้เพื่อยึดอำนาจของเขา เขาจึงมอบอำนาจทั้งหมดในมิแรนดา เทตก่อนที่จะตกถึงมือของแด็กเกตต์ แด็กเกตต์ที่ถูกตลบหลังจึงแสดงความไม่พอใจต่อเบน หารู้ไม่ว่าเบนมีแผนการอื่น เบนจึงฆ่าแด็คเกตต์ทิ้งเสียเพื่อใช้ทรัพยากรของแด็คเกตต์

แบทแมนตามรอยเซลีนา ไคล์ หัวขโมยตีนแมวไปหาเบน เขาเผชิญหน้ากับเบน ที่บอกว่าตัวเองเป็นหัวหน้าของพันธมิตรแห่งเงาตั้งแต่ตอนที่ราซ อัล กูลตาย เบนเปิดเผยว่าเขากำลังใช้บริษัทก่อสร้างของแด็คเกตต์ในการปล้นแผนกวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งเป็นที่รวบรวมอุปกรณ์ไฮเทคของแบทแมน แบทแมนกับเบนสู้กัน โดยเบนสามารถเอาชนะแบทแมน และทำการหักสันหลังของแบทแมน ก่อนจะนำเขาไปขังคุกที่ว่ากันว่าไม่มีใครเคยหลบหนีออกไปได้ ยกเว้นเด็กคนหนึ่งที่ถูกขับดันด้วยความจำเป็น และความมุมานะอย่างมาก

เบนล่อตำรวจแทบทั้งหมดในเมืองก็อทแธมลงใต้ดิน ก่อนที่จะกดระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ทั่วเมือง ทำให้ตำรวจเกือบทั้งหมดต้องติดอยู่ใต้ดิน เปลี่ยนเมืองก็อทแธมที่เคยสงบให้กลายเป็นเมืองปกครองตนเองที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เบนขู่ว่าถ้ามีใครพยายามจะออกจากเมือง เขาจะกดระเบิดแกนฟิวชั่น ต่อมาเบนก็เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับฮาร์วีย์ เดนท์ ตามมาด้วยการปล่อยนักโทษทั้งหมดออกมาจากเรือนจำแบล็คเกต คนรวยและผู้มีอำนาจถูกจับตัวไปให้โจนาธาน เครน (จากแบทแมน บีกินส์) พิพากษา ระหว่างนั้นรัฐบาลพยายามที่จะลักลอบส่งหน่วยรบพิเศษเข้ามาในเมืองแต่ก็ล้มเหลว จึงทำการปิดล้อมเมืองก็อทแธม เมืองทั้งเมืองจึงตกอยู่ในความวุ่นวายไร้ขื่อแป

ในขณะเดียวกัน เวย์นฟื้นตัวขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บ และฝึนฝนตนเองเพื่อกลับมาเป็นแบทแมนอีกครั้ง เขาหนีออกจากคุกได้สำเร็จ หลังจากพยายามมาหลายครั้ง และมุ่งหน้ากลับไปยังก็อทแธม โดยเกณฑ์ไคล์, เบลค, เทต, กอร์ดอน และลูเซียส ฟอกซ์มาร่วมช่วยเหลือการปลดปล่อยเมือง และหยุดการระเบิดของแกนฟิวชั่น ที่ใกล้จะเสื่อมสภาพและจะระเบิดในอีกไม่กี่ชั่วโมง แบทแมนปลดปล่อยตำรวจออกมาจากใต้ดินและเผชิญหน้ากับเบนอีกครั้ง คราวนี้แบทแมนสามารถเอาชนะเบนได้ แต่เทตกลับแทงแบทแมน และเปิดเผยว่าตัวเองคือทาเลีย อัล กูล ลูกสาวของราซ อัล กูล และบอกกับแบทแมนว่าเธอเองที่เป็นคนสามารถหนีออกจากคุกมาได้ ก่อนที่จะกลับไปหาพ่อของเธอและกลับไปพร้อมกับพันธมิตรแห่งเงาเพื่อช่วยเบน ซึ่งเป็นคนที่ช่วยให้เธอหนีออกมาได้ เธอวางแผนที่จะสานต่อแผนการของพ่อให้เสร็จด้วยการทำลายล้างก็อทแธมและแก้แค้นความตายของพ่อที่แบทแมนเป็นคนก่อ

กอร์ดอนสามารถสกัดกั้นสัญญาณรีโมตระเบิดจากระยะไกลไว้ได้ ในขณะที่ไคล์สามารถช่วยชีวิตแบทแมนไว้ได้ด้วยการฆ่าเบน แบทแมนจึงทำการไล่ล่าทาเลีย โดยพยายามต้อนเธอให้พาระเบิดกลับไปยังเตาปฏิกรณ์ ซึ่งจะทำให้แกนฟิวชั่นกลับมาเสถียร แต่ก่อนที่จะทำได้ เธอก็ปล่อยน้ำเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ เธอเสียชีวิตลงเมื่อรถบรรทุกระเบิดพลิกค่ำ แต่ก่อนตายเธอพูดกับแบทแมนอย่างมั่นใจว่าไม่มีทางหยุดระเบิดได้อีกแล้ว หากแต่แบทแมน ใช้ยานเดอะแบท (ประดิษฐ์โดยลูเซียส ฟอกซ์) พาระเบิดออกไปยังอ่าวก็อทแธม พ้นจากรัศมีของเมือง แล้วแกนฟิวชั่นก็ระเบิดออกกลางมหาสมุทร

ใครๆ ก็คิดว่าแบทแมนตายจากวีรกรรมครั้งนี้ แบทแมนจึงถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษ ในขณะที่คนสันนิษฐานว่าบรูซ เวย์นคงจะเสียชีวิตระหว่างเกิดเหตุจลาจล ฟ็อกซ์พยายามจะแก้ไขข้อบกพร่องในระบบนักบินอัตโนมติของยาน แต่พบว่าบรูซแก้ไขมันไปแล้วหกเดือนก่อนหน้า ในตอนท้าย อัลเฟรดเห็นเวย์นกับไคล์อยู่ด้วยกันที่ร้านกาแฟในอิตาลี ในขณะที่พินัยกรรมของบรูซระบุให้เบลค ซึ่งมีชื่อหน้าที่แท้จริงว่า "โรบิน" ได้รับถ้ำค้างคาวเป็นมรดกตกทอด

นักแสดง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Barnes, Brooke. "Batman Sales High Despite Shootings". The New York Times. สืบค้นเมื่อ July 22, 2012. 
  2. "The Dark Knight Rises (2012)". Box Office Mojo. July 23, 2012. สืบค้นเมื่อ July 25, 2012. 
  3. "The Dark Knight Rises (2012)". Allrovi. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ September 19, 2011. 
  4. Chang, Charlene (June 30, 2008). "Christian Bale talks 'Dark Knight' follow-up and 'Terminator Salvation'". Archived from the original on July 3, 2008. 
  5. 5.0 5.1 Jensen, Jeff (January 19, 2011). "'The Dark Knight Rises' scoop: Anne Hathaway, Tom Hardy join cast". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ January 19, 2011. 
  6. Wigler, Josh (August 5, 2011). "'Dark Knight Rises': Anne Hathaway As Catwoman!". MTV. สืบค้นเมื่อ August 9, 2011. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Boucher, Geoff (March 10, 2010). "Christopher Nolan takes flight with Superman: 'We have a fantastic story' [Updated]". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ July 5, 2010. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]