เมตตา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีย่อย


Dharmacakra flag (Thailand).svg
ประวัติศาสนาพุทธ

ศาสดา

พระโคตมพุทธเจ้า
(พระพุทธเจ้า)

จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
พระรัตนตรัย

พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์

ความเชื่อและการปฏิบัติ
ศีล (ศีลห้า) · ธรรม (เบญจธรรม)
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์และพระคาถา
คัมภีร์และหนังสือ
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรมที่น่าสนใจ
ไตรลักษณ์ · อริยสัจ ๔ · มรรค ๘
· ปฏิจจสมุปบาท · มงคล ๓๘
นิกาย
เถรวาท · มหายาน · วัชรยาน
สังคมศาสนาพุทธ
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน
การจาริกแสวงบุญ
พุทธสังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

เมตตา เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรมในพระพุทธศาสนา หรือพรหมวิหารสี่ ซึ่งประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา โดยเป็นปัจจัยให้เกิดพรหมวิหารอื่นได้ เราจำเป็นต้องมีการให้อภัยถ้าเราทำอันตราย เราต้องใช้เวลาที่ขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดในการเริ่มต้นกระบวนการของการกู้คืนกระบวนการของการปรองดอง เมื่อเรามีการให้อภัยคนที่ได้รับบาดเจ็บมีโอกาสที่จะเริ่มต้นกระบวนการที่จะกลับไปรัก เราต้องยอมรับข้อเสนอให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้และทำงานต่อการซ่อมแซมความสัมพันธ์ เรามักจะต้องยกโทษให้ตัวเอง นี้อาจจะค่อนข้างยาก เรา จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับการให้อภัยของเราเองและเดินหน้าต่อไปเช่น เดียวกับที่เราทำเมื่อรับการให้อภัยจากคนอื่น ๆ หรือเมื่อเราให้คนอื่นให้อภัย ที่จริงแล้วการให้อภัยไม่เพียงเกี่ยวกับคนอื่น ๆ แต่ยังเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณของเราเอง ความรักและการให้อภัยไม่สามารถแยกออกจากกัน ความ เมตตาและการให้อภัยเป็นอาการโดยตรงของความรักที่แท้จริงในความเป็นมนุษย์ใด ๆ มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในความเมตตาและการให้อภัย มากขึ้นแม้ความเมตตาและการให้อภัยให้อภัยเต็มไปทั้งหมดเป็นที่ง่ายที่สุดการ กระทำที่เร็วและบรรเทาที่สุดที่คุณสามารถกระทำ [1]

ลักษณะของเมตตา[แก้]

ในวิสุทธิมรรค สมาธินิทเทส พรหมวิหารนิเทส แสดงลักษณะของเมตตาพรหมวิหารไว้ว่า

  • เมตตามีอาการประพฤติเกื้อกูลเป็นลักษณะ
  • มีการน้อมนำเข้าไปเกื้อกูลประโยชน์ในสัตว์เป็นรส
  • มีการบำบัดความอาฆาตเป็นปัจจุปัฏฐาน (อาการที่ปรากฏ)
  • มีการเห็นสัตว์เป็นที่ชอบใจ คือไม่โกรธเคือง ไม่ขุ่นเคืองในขณะนั้นเป็นปทัฏฐาน (เหตุใกล้)
  • มีการเข้าไปสงบความพยาบาทเป็นสมบัติ
  • มีความเสน่หาเป็นวิบัติ

ตามอัฏสาลินี อรรถกถา พระธัมมสังคณีปกรณ์ ทุกนิกเขปกถา เหตุโคจฉกะ พระบาลีนิทเทอโทสะ (1062) ได้แสดงลักษณะของเมตตาไว้ว่า

  • เมตตามีชื่อว่าไมตรี เนื่องจากเป็นกิริยาที่สนิทสนม
  • เมตตามีชื่อว่าการเอ็นดู เพราะคอยปกป้องคุมครอง
  • เมตตามีชื่อว่าความแสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูล
  • เมตตามีชื่อว่าความสงสาร เนื่องจากคอยหวั่นไหวตามไปด้วย

ดังนั้น การจะแสดงว่ามีเมตตาต่อบุคคลใด จึงต้องมีลักษณะดังกล่าว ซึ่งหากว่าไม่ใช่อาการเหล่านี้ จิตขณะนั้นอาจเป็นโลภะหรือโทสะซึ่งเป็นอกุศลจิต ไม่ใช่เมตตา

อานิสงส์ของเมตตา[แก้]

ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต เมตตาวรรคที่ 1 เมตตาสูตร และในอังคุตรนิกาย เอกาทสนิบาต เมตตาสูตร ได้สรุปอานิสงส์ของเมตตาไว้ดังนี้

  • ย่อมหลับเป็นสุข
  • ย่อมตื่นเป็นสุข
  • ย่อมไม่ฝันลามก (คืออกุศลทั้งหลาย)
  • ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย
  • ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย
  • เทวดาย่อมรักษา
  • ไฟ ยาพิษ หรือศาสตรา ย่อมไม่กล้ำกราย
  • จิตย่อมตั้งมั่นโดยเร็ว
  • สีหน้าย่อมผ่องใส
  • เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ
  • เมื่อไม่แทงตลอดคุณที่ยิ่งยอด (เป็นพระอรหันต์) ย่อมเข้าถึงพรหมโลก

การแผ่เมตตา[แก้]

บทสวดแผ่เมตตาโดยทั่วไป จะกล่าวว่าขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งสิ้นเถิด แต่ในขุทกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค เมตตากถา ได้แสดงไว้ว่า "เมตตาเจโตวิมุตติ แผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ 5 เมตตาเจโตวิมุตติ แผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ 7 เมตตาเจโตวิมุตติ แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ10" ซึ่งในวิสุทธิมรรคได้แสดงไว้ว่าผู้จะแผ่เมตตาดังกล่าวได้ต้องบรรลุอัปปนาสมาธิแล้วคือได้ฌานจิตแล้ว[2] ดังนั้น ตามอรรถกถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ผู้ยังไม่บรรลุฌานจิตจึงไม่อาจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งปวงได้ แต่สามารถมีเมตตาต่อสัตว์หรือบุคคลได้

อ้างอิง[แก้]