เด็กเก็บว่าว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เด็กเก็บว่าว
The Kite Runner  
ผู้ประพันธ์ คาเลด โฮสเซอินี
خالد حسینی
ภาษา อังกฤษ
ประเภท นวนิยาย
ผู้เผยแพร่ Riverhead Books
วันเผยแพร่ ค.ศ. 2003
ชนิดสื่อ การพิมพ์:
(หนังสือปกแข็ง และ หนังสือปกอ่อน)
จำนวนหน้า 324 หน้า (ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก)
ISBN ISBN 1-57322-245-3
(ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก, ปกแข็ง)

เด็กเก็บว่าว (อังกฤษ: The Kite Runner) เป็นนวนิยายเล่มแรก[1]ที่เขียนโดยคาเลด โฮสเซอินี (خالد حسینی, อังกฤษ: Khaled Hosseini) ที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2003 และในปี ค.ศ. 2007 ก็ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน -- “เด็กเก็บว่าว (ภาพยนตร์)

บทนำ[แก้]

เด็กเก็บว่าว” เป็นเรื่องราวของอาเมียร์เด็กชายจากตำบลวาเซียร์อัคบาร์ข่านในคาบูลในอัฟกานิสถานผู้ทรยศต่อฮะซันเพื่อนสนิท (โดยวิ่งหนีเมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแกและข่มขืน) ผู้เป็นลูกชายของผู้รับใช้ชาวฮาซาราของบิดา และต้องใช้ชีวิตอันรู้สึกผิดมาโดยตลอด เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผันผวนในอัฟกานิสถานตั้งแต่การสิ้นสุดการปกครองระบอบราชาธิปไตย ไปจนถึงการรุกรานของโซเวียต, การลี้ภัยจากอัฟกานิสถานไปยังปากีสถานและในที่สุดสหรัฐอเมริกา และการเรืองอำนาจของรัฐบาลของทาลิบาน

หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีความหมายกันไปต่างๆ ตั้งแต่วิธีที่ทาลิบานปฏิบัติต่อประชาชนของตนเอง ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกที่เป็นเด็กชายสองคนที่เป็นตัวแทนของสังคมโดยทั่วไป (Microcosms of society)

เนื้อเรื่อง[แก้]

ตอนที่ 1[แก้]

อาเมียร์เป็นเด็กชายชาวพาชทุนผู้มีฐานะดี และ ฮะซันเด็กชายชาวฮาซาราเป็นลูกของผู้รับใช้ของบิดาของอาเมียร์ใช้เวลาวัยเด็กเติบโตขึ้นในคาบูลด้วยกันในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังสงบสุข -- วิ่งเล่นกันตามถนนซอกซอย บิดาของอาเมียร์ (ในเรื่องกล่าวถึงในเรื่องว่า “บาบา” ตลอดเรื่อง) รักเด็กชายทั้งสองคนแต่ดูเหมือนมักจะติเตียนอาเมียร์ว่าเป็นเด็กที่ไม่มีความแข็งแกร่งหรือความเป็นชายพอ อาเมียร์หวั่นกลัวในใจว่าบิดาอาจจะโทษตนเองว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของมารดาขณะที่ให้กำเนิดอาเมียร์ แต่อาเมียร์ก็มีบุคคลที่เป็นเสมือนบิดาชื่อราฮีม ข่าน (เพื่อนของบาบา) ผู้ที่มีความเข้าใจในตัวของอาเมียร์มากกว่าบิดา และเป็นผู้สนับสนุนความชอบเขียนหนังสือของอาเมียร์ อาเมียร์เล่าให้ผู้อ่านฟังว่าคำแรกของตนคือ 'บาบา' และคำแรกของฮะซันคือ 'อาเมียร์' ที่เป็นนัยยะว่าอาเมียร์มีความนิยมและชื่นชมในตัว 'บาบา' เป็นที่สุด ขณะที่ฮะซันชื่นชมในตัว 'อาเมียร์'

อะเซฟ (Assef) เด็กชายผู้มีอายุมากกว่าและผู้มีนิสัยชอบรังแกและทำร้ายเด็กอื่นดูถูกอาเมียร์ว่าไปสุงสิงกับเด็กชาวฮาซารา ซึ่งตามความเห็นของอะเซฟแล้วเป็นชาติพันธุ์ที่ด้อยกว่าและควรจะจำกัดอยู่แต่ในบริเวณฮะซารจัท เมื่ออะเซฟพยายามทำร้ายอาเมียร์ด้วยกำปั้นทองเหลือง (Brass knuckles) ฮะซันก็ป้องกันโดยขู่ว่าจะยิงอะเซฟที่ตาด้วยหนังสติ๊ก อะเซฟและเพื่อนจึงต้องถอยแต่ก็ขู่ไว้ว่าจะหาทางแก้แค้นในวันข้างหน้า

ฮะซันเป็นเด็กที่มีความสามารถในการวิ่งเก็บว่าวที่ถูกตัดให้อาเมียร์ มีสัญชาติญาณว่าว่าวจะตกลงตรงที่ใดโดยไม่ต้องแม้จะมองดูทิศทางของว่าว ในวันที่อาเมียร์ชนะการแข่งขันตัดว่าวและได้รับการชื่นชมจากบาบา ฮะซันก็ออกวิ่งไปเก็บว่าวตัวสุดท้ายที่อาเมียร์ตัดขาดมาให้ ซึ่งถือเป็นรางวัลอันสำคัญของชัยชนะสำหรับอาเมียร์โดยตะโกนออกก่อนวิ่งว่า “สำหรับคุณ, ผมทำให้มากกว่านี้ได้พันเท่า” หลังจากฮะซันเก็บว่าวได้ขณะที่วิ่งกลับก็ไปปะกับอะเซฟและเพื่อนอีกสองคนผู้เรียกร้องจะเอาว่าวที่ฮะซันเก็บได้ แต่ฮะซันไม่ยอมยกว่าวของอาเมียร์ให้ อะเซฟจึงทำการแก้แค้นโดยการทุบตีและข่มขืนฮะซัน ฮะซันไม่ต้องการที่จะยกว่าวให้อะเซฟเพราะความต้องการที่จะให้อาเมียร์มีความนับถือตน ขณะเดียวกันหลังจากที่ฮะซันวิ่งหายไปนานอาเมียร์ก็วิ่งไปตาม เมื่อได้ยินเสียงอะเซฟอาเมียร์ก็ซ่อนตัวและเห็นเหตุการณ์การข่มขืนแต่มีความขลาดกลัวเกินกว่าที่จะเข้าไปทำการหยุดยั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาเมียร์มีความรู้สึกว่าความขลาดของตนในการไม่ยอมเผชิญหน้ากับการข่มขืนฮะซันจะทำลายความรักความภูมิใจของพ่อที่มีต่อตนอาเมียร์จึงเก็บเรื่องไว้โดยไม่ได้บอกผู้ใด หลังจากนั้นอาเมียร์และฮะซันก็เริ่มห่างเหินกัน อาเมียร์เริ่มแสดงความไม่ยินดียินร้ายต่อฮะซันเพราะความละอายใจ และมีความรู้สึกอึดอัดใจต่อความเป็นคนดีของฮะซัน นอกจากนั้นอาเมียร์มีความรู้สึกอิจฉาในความเอ็นดูของพ่อที่มีต่อฮะซันเสมอ อาเมียร์มีความหวาดกลัวว่าวันหนึ่งบาบาจะทราบว่าฮะซันมีความกล้าหาญในการพิทักษ์ว่าวตัวเอก และ ทราบถึงความขลาดเขลาของตนเองที่อาจจะทำให้บาบายิ่งเพิ่มความรักต่อฮะซันมากขึ้นไปอีก

อาเมียร์จึงพยายามหาช่องทางไล่ฮะซันออกจากบ้านโดยเอานาฬิกาและเงินไปซ่อนไว้ในที่นอนของฮะซัน และกลับไปฟ้องบิดา ฮะซันยอมรับผิดแต่บาบายกโทษให้แม้ว่าบาบาจะเคยพูดว่า “ไม่มีพฤติกรรมใดที่เลวร้ายไปกว่าการขโมย” แต่ฮะซันและอาลีผู้เป็นบิดาก็ยืนยันที่จะลาออกแม้ว่าบาบาจะไม่เต็มใจ การจากไปของฮะซันทำให้อาเมียร์ไม่ต้องเห็นผู้ที่ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับความขลาดและความทรยศต่อเพื่อนของตนเองอยู่ทุกวัน แต่กระนั้นอาเมียร์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดตลอดมา

ตอนที่ 2[แก้]

ห้าปีต่อมาเมื่อโซเวียตรุกรานอัฟกานิสถาน อาเมียร์และบาบาก็หนีไปยังเปชวาร์ในปากีสถานและต่อไปยังเฟรมอนท์, แคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา อาเมียร์และบาบาผู้เคยมีฐานะดีมีบ้านช่องใหญ่โตหรูหราเมื่ออยู่ในอัฟกานิสถานต้องไปพำนักอาศัยอยู่ในห้องเช่าซอมซ่อในสหรัฐอเมริกา บาบาเริ่มทำงานที่ปัมพ์น้ำมัน ในที่สุดอาเมียร์ก็เข้าเรียนในวิทยาลัยประจำท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนหนังสือ ทุกวันอาทิตย์อาเมียร์และบาบาก็หารายได้พิเศษโดยการขายของใช้แล้วในตลาดขายของเก่าที่แซนโฮเซ เมื่ออาเมียร์ได้ทำความรู้จักกับโซรายา ทาเฮรีและครอบครัวที่เป็นเพื่อนผู้ลี้ภัยด้วยกัน โซรายาเป็นลูกสาวของนายพลผู้เคยมีตำแหน่งสูงในกองทัพของอัฟกานิสถานเดิมผู้เหยียดหยามความทะเยอทะยานในการเป็นนักเขียนของอาเมียร์ บาบาล้มเจ็บลงด้วย small cell carcinoma แต่ก็ยังแข็งแรงพอที่จะทำตามความประสงค์สุดท้ายของอาเมียร์ในการไปทำการสู่ขอโซโรยาจากบิดา นายพลทาเฮรียอมตกลง หลังจากนั้นไม่นานบาบาก็เสียชีวิต หลังจากนั้นอาเมียร์และโซโรยาก็ร่วมชีวิตกันอย่างมีความสุขแต่ทั้งสองคนไม่อาจมีบุตรได้

อาเมียร์ประสบกับความสำเร็จในการเป็นนักเขียนนวนิยาย สิบห้าปีต่อมาอาเมียร์ก็ได้รับโทรศัพท์จากราฮีม ข่าน (เพื่อนของบาบา) จากปากีสถานผู้ใกล้จะเสียชีวิต ราฮีมขอร้องให้อาเมียร์เดินทางไปยังปากีสถาน โดยทิ้งท้ายว่า “[การเดินทางมายังปากีสถาน]ของ[อาเมียร์]จะเป็นวิธีที่จะทำความดีได้อีกครั้งหนึ่ง”

ตอนที่ 3[แก้]

อาเมียร์เรียนรู้จากราฮีม ข่านถึงชะตาของฮะซัน อาลีเสียชีวิตจากทุ่นระเบิดที่ฝังดิน ฮะซันมีภรรยาชื่อฟาร์ซานาและลูกชายชื่อโซห์รับ ฮะซันกลับไปดูแลบ้านของบาบาที่ทิ้งไว้ที่คาบูลตามคำขอของราฮีม วันหนึ่งเมื่อทาลิบานสั่งให้ยกบ้านให้แต่ฮะซันปฏิเสธ ฮะซันจึงถูกสังหารโดยทาลิบานพร้อมกับฟาร์ซานา ราฮีมเปิดเผยต่อไปว่าอันที่จริงแล้วฮะซันไม่ใช่บุตรของอาลีแต่เป็นบุตรชายของบาบากับสาวใช้ ฉะนั้นฮะซันจึงเป็นน้องร่วมพ่อของอาเมียร์ ในที่สุดราฮีมก็บอกถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ราฮีมขอให้อาเมียร์เดินทางมายังปากีสถาน คือความต้องการที่จะให้อาเมียร์เดินทางต่อไปยังคาบูลเพื่อไปช่วยโซห์รับลูกชายของฮะซันจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า

อาเมียร์จึงเดินทางกลับไปยังคาบูลที่ขณะนั้นปกครองโดยรัฐบาลทาลิบานพร้อมกับฟาริดผู้นำทาง และพยายามหาตัวโซห์รับในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า เพื่อที่จะเข้าไปในดินแดนของทาลิบานอาเมียร์ผู้ที่ตามปกติแล้วไม่มีหนวดเคราก็ต้องใส่หนวดเคราปลอมไม่เช่นนั้นก็จะถูกลงโทษตามกฎหมายชาริอะห์ แต่อาเมียร์ก็หาโซห์รับไม่พบในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าที่คาดว่าจะได้พบ ผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบอกอาเมียร์และฟาริดว่าเจ้าหน้าที่ทาลิบานมักจะมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเอาเงินมาให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้หญิง แต่บางครั้งก็จะเอาเด็กผู้ชายไป และครั้งสุดท้ายก็นำตัวโซห์รับกลับไปด้วย ผู้ดูแลบอกให้อาเมียร์ไปยังสนามฟุตบอล และกล่าวว่าบุคคลที่ทำการปราศัยระหว่างครึ่งเวลาคือผู้ที่เอาตัวโซห์รับไป ฟาริดจึงทำการนัดหมายให้อาเมียร์ได้ไปพบกับชายคนนั้น

ที่บ้านที่ไปพบกัน อาเมียร์พบกับชายที่สวมแว่นตาดำผู้เปิดเผยว่าตนคืออะเซฟศัตรูเก่าของอาเมียร์ อะเซฟรู้ว่าอาเมียร์เป็นใครมาตั้งแต่ต้น แต่อาเมียร์ไม่ทราบว่าอะเซฟเป็นใครจนกระทั่งอะเซฟเริ่มถามถึงอาลี, บาบา และ ฮะซัน โซห์รับถูกบังคับให้เป็น “Bacchá” หรือเด็กชายที่แต่งตัวเป็นสตรีและทำการเต้นรำให้แก่กลุ่มทาลิบาน และดูเหมือนว่าอะเซฟอาจจะข่มขืนโซห์รับด้วย (โซห์รับกล่าวในภายหลังว่า “ผมรู้สึกสกปรกและเต็มไปด้วยบาป ผู้ชายเลวร้ายกับอีกสองคนทำสิ่งไม่ดีกับผม”) อะเซฟตกลงที่จะคืนตัวโซห์รับให้แต่ต้องเป็นการแลกเปลี่ยน และทำการทำร้ายร่างกายอาเมียร์ แต่อาเมียร์ได้รับความช่วยเหลือเมื่อโซห์รับใช้หนังสติ๊กยิงตาซ้ายของอะเซฟสมตามที่พ่อของตนเคยขู่อะเซฟเอาไว้ครั้งหนึ่งก่อนหน้านั้น

อาเมียร์บอกโซห์รับถึงแผนการที่จะนำโซห์รับกลับไปยังสหรัฐอเมริกาด้วยและอาจจะรับเลี้ยงเป็นลูก และสัญญาว่าจะไม่ส่งตัวโซห์รับกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีก แต่ทางรัฐการสหรัฐต้องการหลักฐานแสดงฐานะเด็กกำพร้าของโซห์รับ หลังจากอยู่ในภาวะสงครามเป็นสิบสิบปีในอัฟกานิสถานเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เช่นที่อาเมียร์กล่าวว่าผู้เสียชีวิตไม่มีใบแจ้งตายเพราะแม้แต่ใบสูติบัตรก็ยังไม่มี อาเมียร์บอกโซห์รับว่าตนอาจจะต้องถอนคำสัญญาว่าจะไม่ส่งตัวโซห์รับกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีก แต่ก็อธิบายว่าจะเป็นเพียงการชั่วคราวเพื่อที่จะให้ตนและโซโรยาทำการรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมได้ เมื่อได้ยินเช่นนั้นโซห์รับก็พยายามฆ่าตัวตาย ในที่สุดอาเมียร์ก็สามารถนำตัวโซห์รับกลับไปยังสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ได้ส่งตัวโซห์รับกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และสถานะภาพทางอารมณ์ของโซห์รับก็ได้รับความกระทบกระเทือนไปแล้วและถึงกับไม่ยอมพูดหรือแม้แต่มองโซโรยา จนกระทั่งเมื่ออาเมียร์เริ่มระลึกถึงความหลังเกี่ยวกับฮะซันขณะที่เล่นว่าว อาเมียร์แสดงกลเม็ดต่างๆ ที่ฮะซันเคยสอนให้เมื่อเติบโตขึ้นมาด้วยกัน โซห์รับจึงเริ่มมีความรู้สึกอ่อนลง ในที่สุดโซห์รับก็เพียงแต่ยิ้มที่มุมปากแต่กระนั้นก็ทำให้อาเมียร์มีความปลื้มใจเมื่ออาสาวิ่งไปเก็บว่าวให้โซห์รับ และตะโกนว่า “สำหรับลูก, พ่อทำให้มากกว่านี้ได้พันเท่า”

ตัวละคร[แก้]

คาเลด โฮสเซอินีกับผู้แสดงเป็นอาเมียร์และฮะซัน Bahram และ Elham Ehsas
  • อาเมียร์ — ตัวละครเอกผู้บรรยายเรื่องผู้กล่าวว่าเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1963 ในคาบูล ผู้เริ่มชีวิตเป็นเด็กที่มีฐานะดีชาวพาชทุนผู้ต่อมาอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาหลังจากการรุกรานของโซเวียตในอัฟกานิสถาน อาเมียร์เป็นพี่ร่วมบิดาของฮะซัน แต่ไม่ทราบข้อมูลนี้จนกระทั่งหลังจากฮะซันเสียชีวิตไปแล้ว ฮะซันเองก็ไม่ทราบความเท็จจริงที่ว่านี้
  • ฮะซัน — เพื่อนวัยเด็กของอาเมียร์ แม้ว่าอาเมียร์จะไม่เคยยอมรับอย่างเปิดเผย ผู้เขียนบรรยายว่าฮะซันมีใบหน้าเหมือนตุ๊กตาจีน, ตาสีเขียว และปากแหว่ง เมื่อเริ่มเรื่องฮะซันเป็นบุตรของอาลี (ผู้เป็นผู้รับใช้และเพื่อนในวัยเด็กของบาบา) และซานอบาร์ เมื่อนวนิยายดำเนินเรื่องต่อมาก็เปิดเผยว่าฮะซันเป็นลูกนอกสมรสของบาบาและซานอบาร์ แต่ตัวฮะซันไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ว่านี้ ฮะซันมีความจงรักภักดีต่ออาเมียร์อย่างสม่ำเสมอตลอดมา
  • อะเซฟ — เด็กวัยรุ่นผู้มีปัญหาผู้ชอบรังแกเด็กอื่น เป็นตัวปรปักษ์เอก (antagonist) ของเรื่อง อะเซฟมีพ่อเป็นชาวอัฟกานิสถาน และ แม่เป็นชาวเยอรมัน แม้จะเป็นลูกครึ่งแต่อะเซฟก็ถือตัวว่ามีศักดิ์สูงกว่าชาวฮาซารา ขณะที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นอะเซฟข่มขืนฮะซัน หลังจากทำการข่มขืนแล้วอะเซฟก็มาปรากฏตัวในงานเลี้ยงวันเกิดของอาเมียร์และให้หนังสือเกี่ยวกับบุคคลที่อะเซฟถือว่าเป็นวีรบุรุษของตนอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ให้อาเมียร์ เมื่อเป็นโตเป็นผู้ใหญ่อะเซฟก็ข่มขืนโซห์รับลูกชายของฮะซัน และเด็กอายุน้อยคนอื่นๆ ทั้งหญิงและชาย การข่มขืนของอะเซฟดูไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจากการสนองความต้องการทางเพศแต่เป็นการแสดงถึงความมีอำนาจเหนือผู้อื่น หลายปีต่อมาอะเซฟก็กลายมาเป็นเพชฌฆาตและผู้ไคร่เด็กเมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของทาลิบาน
  • บาบา — บิดาของอาเมียร์และฮะซัน ในเรื่องเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1933 (เมื่อพระมหากษัตริย์เริ่มรัชสมัยการปกครองที่ยาวนานถึง 40 ปี) บรรยายว่าเป็นคนตัวใหญ่, แข็งแรง, ดูท่าทางสุขภาพดี และมีผมและหนวดสีน้ำตาล และกล่าวว่ามีความสูงราว 1.96 เมตร นอกจากนั้นก็เป็นผู้ที่ชอบจัดงานเลี้ยง มีเพื่อนฝูงมากในคาบูล และมีชื่อว่าเป็นผู้ที่แข็งแรง บาบาเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้มีบทบาทในประชาคม ช่วนเหลือผู้คนในการก่อตั้งกิจการ และสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บาบาไม่สนับสนุนการเรียกร้องทางศาสนาของนักบวชอิสลาม และถือว่าสิ่งที่ชั่วร้ายอย่างเดียวคือการขโมย สิ่งเดียวที่บาบาดูเหมือนจะผิดหวังคือตัวลูกชายอาเมียร์ ผู้ที่บาบามีความหวังจะให้มีความเป็นชายเหมือนกับตนเอง แต่อาเมียร์ชอบอ่านหนังสือและให้คนอื่นปราบผู้ที่มารังแกตน หลังจากที่อพยพไปยังสหรัฐอเมริกาแล้วบาบาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานก่อนที่จะมาเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 53 ปีในปี ค.ศ. 1987 ด้วยโรคมะเร็ง แต่ก็มีโอกาสได้เห็นอาเมียร์แต่งงานกับโซโรยา
  • อาลี — คนรับใช้ของบาบา อาลีเป็นเพื่อนของบาบามาตั้งแต่เป็นเด็กด้วยกัน เมื่อพ่อของบาบาผู้เป็นผู้พิพากษานำมาเลี้ยงหลังจากที่บิดามารดาถูสังหารในอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน เมื่อเริ่มต้นเรื่องผู้อ่านก็เชื่อว่าอาลีเป็นบิดาของฮะซัน ก่อนที่จะเริ่มเรื่องอาลีป่วยด้วยโรคโปลิโอซึ่งทำให้ขาซ้ายพิการ ที่ทำให้ถูกล้อเลียนโดยเด็กคนอื่นในเมือง อาลีถูกฆ่าด้วยทุ่นระเบิดหลังจากที่อาเมียร์และบาบาอพยพออกจากอัฟกานิสถาน
  • ราฮีม ข่าน — ผู้ร่วมธุรกิจและเพื่อนสนิทของบาบา ผู้ต่อมาเปิดเผยกับอาเมียร์ว่าบาบาเป็นบิดาของฮะซัน ราฮีมชอบอาเมียร์มาตั้งแต่เด็ก และเป็นผู้ใหญ่คนเดียวที่สนับสนุนความทะเยอทะยานในการเป็นนักเขียนของอาเมียร์ และราฮีมเป็นผู้ที่ชวนอาเมียร์ให้เดินทางมายังปากีสถานและต่อไปยังอัฟกานิสถานเพื่อไปช่วยโซห์รับผู้เป็นหลาน
  • โซโรยา — สตรีชาวอัฟกานิสถานที่อพยพไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับบิดาและมารดา โซโรยาพบอาเมียร์ในตลาดขายของเก่า ก่อนที่จะพบกับอาเมียร์โซโรยาหนีไปอยู่กับแฟนชาวอัฟกานิสถานแต่ถูกนำตัวกลับเพราะบิดาเห็นว่าไม่เหมาะสมกับลูกสาว
  • โซห์รับ — ลูกชายของฮะซันผู้ที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงกับการถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ และถูกข่มขืนโดยอะเซฟ อาเมียร์เดินทางมายังอัฟกานิสถานและในที่สุดก็สามารถช่วยโซห์รับให้หลุดพ้นจากการถูกทำร้าย และนำกลับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมในสหรัฐอเมริกา
  • ซานอบาร์ — ภรรยาของอาลีผู้ให้กำเนิดแก่ฮะซันเมื่อไปมีความสัมพันธ์กับบาบา จากนั้นซานอบาร์ก็หายไปจากบ้านไปดำเนินชีวิตเร่รอนและสำส่อน แต่ต่อมาซานอบาร์ก็กลับเข้ามามีบทบาทในชีวิตของฮะซันอีก และมาเป็นย่าของโซห์รับที่โซห์รับเรียกว่า "ซาซา"
  • ฟาอิด — คนขับรถทาจิคผู้เต็มไปด้วยความขมขื่นผู้เมื่อพบกับอาเมียร์เป็นหนแรกก็ไม่ชอบหน้าอาเมียร์ แต่ต่อมาก็กลายเป็นเพื่อนของอาเมียร์ ลูกสาวสองคนในบรรดาเจ็ดคนเสียชีวิตไปกับทุ่นระเบิด มือของฟาอิดเองก็ได้รับการบาดเจ็บ ฟาริดเป็นผู้นำอาเมียร์เข้าไปในอัฟกานิสถาน และเป็นส่งข่าวและให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานแก่อาเมียร์ หลังจากที่นอนพักที่บ้านของพี่ชายผู้ยากจนของฟาอิดอยู่คืนหนึ่ง อาเมียร์ก็เอาเงินซ่อนไว้ในที่นอนเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการกระทำอย่างลับๆ ที่เหมือนจะเป็นการแก้ตัวที่เคยได้ไปซ่อนและกล่าวหาฮะซันเมื่อยังเป็นเด็ก ซึ่งเท่ากับเป็นก้าวแรกของการแสดงว่าสำนึกผิดและทำการแก้ตัว

ปฏิกิริยาจากผู้อ่าน[แก้]

เด็กเก็บว่าว” ได้รับรางวัลเบิคเคอ (Exclusive Books Boeke Prize) ของแอฟริกาใต้ในปี ค.ศ. 2004 และเป็นหนังสือขายดีติดอันดับในปี ค.ศ. 2005 ในสหรัฐอเมริกา[2] นอกจากนั้นก็ยังได้รับการออกเสียงให้เป็นหนังสือดีเด่นประจำปีสำหรับกลุ่มนักอ่านในปี ค.ศ. 2006 และ ค.ศ. 2007 และเป็นหนึ่งในหนังสือ 60 เล่มที่ได้รับการส่งเข้าแข่งขันในการประกวดชิงรางวัล Penguin/Orange Reading Group ในสหราชอาณาจักร[3][4]

นอกจากจะได้รับการดัดแปลงไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว “เด็กเก็บว่าว” ก็ยังได้รับการดัดแปลงสำหรับเป็นบทละครโดยแม็ทธิว สแปงเกลอร์ด้วย[5]

ข้อขัดแย้ง[แก้]

เด็กเก็บว่าว” ได้รับการกล่าวหาว่าเป็นนวนิยายที่เป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจทาลิบานโดยชาวตะวันตก โดยการสร้างภาพพจน์ของทาลิบานให้เป็นเป็นตัวแทนของความเชื่อของตะวันตกว่าเป็นผู้ที่ชั่วร้าย (เช่นในการบรรยายตัวละครอะเซฟว่าเป็นผู้ไคร่เด็ก, นิยมนาซี, ติดยา และ ชอบทำร้ายคน) และการที่มีอาชีพเป็นเพชฌฆาต[6]

สมาคมห้องสมุดอเมริกันรายงานว่า “เด็กเก็บว่าว” เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในบรรดาหนังสือที่สร้างข้อขัดแย้งที่สุดของปี ค.ศ. 2008 โดยมีผู้พยายามที่จะดึงออกจากห้องสมุดหลายครั้งโดยกล่าวหาว่าเป็นหนังสือที่ใช้คำพูดที่บาดหู, และเขียนถึงเรื่องเพศอย่างแจ่มแจ้ง และไม่เหมาะแก่ผู้อ่านไปทุกกลุ่มอายุ[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Kite Runner". World Literature Today 78 (3/4): 148. September/December 2004. 
  2. "Harry Potter tops US best-seller list for 2005". ninemsn.com.au. 2006-01-07. สืบค้นเมื่อ 2007-02-14. 
  3. "Word-of-mouth success gets reading group vote", The Guardian, August 7, 2006
  4. "Kite Runner is reading group favourite for second year running". guardian.co.uk. 2007-08-15. สืบค้นเมื่อ 2009-04-23. 
  5. "'Kite Runner'floats across SJSU stage on Friday night". Spartan Daily. 2007-02-22. สืบค้นเมื่อ 2009-04-23. 
  6. "Butcher and Bolt, By David Loyn". The Independent Books. 2008-10-24. สืบค้นเมื่อ 2009-07-04. 
  7. "Top ten most frequently challenged books of 2008, by ALA Office of Intellectual Freedom". ALA Issues and Advocacy. สืบค้นเมื่อ 2009-09-28. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]