เดธโน้ต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เดธโน้ต
ไลท์ (ซ้าย), ยมทูตลุค (กลางบน) และยมทูตเรม (กลาง), L (ขวา)
ไลท์ (ซ้าย), ยมทูตลุค (กลางบน) และยมทูตเรม (กลาง), L (ขวา)
ชื่อไทย เดธโน้ต
ชื่อญี่ปุ่น デスノート
ชื่ออังกฤษ Death Note
ประเภท โชเน็น
แนว ลึกลับ, สืบสวน
มังงะ
เขียนเรื่อง สึงุมิ โอบะ (เรื่อง)
ทาเคชิ โอบาตะ (ภาพ)
สำนักพิมพ์ ญี่ปุ่น ชูเอชะ
ไทย เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์
ลงนิตยสาร ญี่ปุ่น โชเน็นจัมป์
ไทย บูม
เมื่อ ธันวาคม 2546พฤษภาคม 2549
จำนวนเล่ม 13 เล่ม (ในเล่ม 12 จบตอนที่ 108
ส่วนเล่ม 13 เป็น How to Read)
ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์
ผู้กำกับ เท็ตสึโร่ อารากิ
ออกแบบตัวละคร มาซารุ คิตาโอะ
ผลิตโดย แมดเฮาส์
ฉายทาง ญี่ปุ่น นิปปอนทีวี
ไทย ทรูวิชั่นส์
ฉายครั้งแรก 4 ตุลาคม 2549 - 26 มิถุนายน 2550
จำนวนตอน 37 ตอน
Wikikartoon.png ส่วนหนึ่งของสารานุกรมการ์ตูนญี่ปุ่น

เดธโน้ต (ญี่ปุ่น: デスノート Desu Nōto ทับศัพท์จาก Death Note ?) เป็นชื่อการ์ตูนญี่ปุ่นแนวลึกลับ แต่งเนื้อเรื่องโดยสึงุมิ โอบะ และวาดภาพโดยทาเคชิ โอบาตะ ในประเทศญี่ปุ่น เดธโน้ตลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์ชูเอชะ และตีพิมพ์รวมเล่มออกจำหน่ายทั้งหมด 12 เล่ม ส่วนในประเทศไทยผู้ได้รับลิขสิทธิ์ในการตีพิมพ์คือ เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ โดยลงตีพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ในนิตยสารบูม

เดธโน้ตได้มีการนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ซึ่งสร้างโดยวอร์เนอร์ บราเธอร์ส โดยแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือภาคแรก ในชื่อ สมุดโน้ตกระชากวิญญาณ และภาพที่สองในชื่อ อวสานสมุดมรณะ นอกจากนี้เดธโน้ตยังได้ถูกทำเป็นวิดีโอเกมของเครื่องนินเทนโดดีเอส ในชื่อ Death Note: Kira Game

ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2009 นิตยสารวาไรตี้ ได้ประกาศว่าทางวอร์เนอร์บราเธอร์ส ได้รับสิทธิในการนำการ์ตูนมาดัดแปลงเป็นฉบับคนแสดงในสหรัฐอเมริกา ทางวอร์เนอร์บราเธอร์ส ได้ว่าจ้างชาร์เลย์ กับวลาส พาร์ลาพานิเดส ในการดัดแปลงมังงะลงสู่บทภาพยนตร์ ซึ่งแตกต่างจากเดธโน้ตของญี่ปุ่นฉบับคนแสดงไตรภาค โดยในเวอร์ชันสหรัฐจะดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่ในมังงะโดยตรง และจะไม่มีการดัดแปลงเค้าเรื่องแบบภาพยนตร์ของญี่ปุ่น[1] ในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2011 ได้มีการประกาศว่าเชน แบล็ค ได้รับการว่าจ้างให้กำกับภาพยนตร์ ด้วยการเขียนสคริปต์โดยแอนโธนี่ บาการอสซี่ กับชาร์ลส์ มอนดรี่[2]

เนื้อเรื่องย่อ[แก้]

ภาคแรก[แก้]

ยางามิ ไลท์ นักศึกษามหาวิทยาลัย[ต้องการอ้างอิง] หัวดีอันดับหนึ่งของประเทศได้ไปพบ "บันทึกมรณะ" (เดธโน้ต) ของ ลุค ยมทูตผู้หนึ่งได้ทำให้ได้รับความสามารถพิเศษสามารถฆ่าคนได้ เพียงแค่รู้จักหน้าคนผู้นั้นแล้วเขียนชื่อลงไปในกระดาษของสมุดบันทึกเล่มนั้น โดยผู้ที่ถูกเขียนชื่อจะเกิดอาการหัวใจวาย เสียชีวิตภายในเวลา 40 วินาที ไลท์จึงตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงโลก โดยใช้เดธโน้ตฆ่าอาชญากร ผู้คนจึงขนานนามของผู้ฆ่า (ไลท์) ว่า "คิระ" (มาจากคำว่า killer ในภาษาอังกฤษ) ซึ่งไลท์ได้สร้างเว็บเพจขึ้น

ไม่นานนักเหตุการณ์นี้ก็บานปลาย อาชญากรพากันล้มตายจนเป็นจำนวนมาก องค์กรตำรวจโลก (ICPO) จึงจัดประชุมใหญ่ขึ้น พวกเขาประณามการกระทำของ คิระ โดยมีนักสืบผู้แก้ไขคดีต่างๆ มาแล้วมากมายให้กับองค์กรตำรวจโลก ซึ่งมีนามแฝงว่า แอล ได้ปรากฏตัวขึ้น และประกาศว่าเขาได้เริ่มสืบสวนคดีนี้แล้ว โดยมี วาตาริ ผู้ที่สามารถติดต่อกับแอลได้คนเดียวเป็นผู้ช่วย โดยแอลเองได้ท้าทายคิระ และวางแผนล่อให้คิระฆ่าคนโดยใช้ Lind.L.Tailor นักโทษประหารมาหลอกว่าเป็นแอล และกล่าวประณามว่าสิ่งที่คิระทำอยู่นี้เป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้ไลท์ (คิระ) โกรธมากและเขียนชื่อ Lind.L.Tailor จนหัวใจวายตายคาโทรทัศน์ แต่แอลตัวจริงก็ปรากฏตัวออกมาโดยไม่ให้เห็นชื่อเห็นหน้าและกล่าวว่าคิระโดนหลอกแล้ว ทั้งคู่ต่างก็กล่าวออกมาพร้อมกันว่า "ฉันจะหาตัวนายและจัดการนายให้ได้ เพราะฉันนี่แหละ ฝ่ายที่ถูกต้อง" ไลท์พยายามหาทางกำจัดแอลให้ได้เช่นกัน ทางแอลก็ได้ร่วมมือกับทีมงานตำรวจญี่ปุ่น ซึ่งนำโดย ยางามิ โซอิจิโร่ พยายามตามจับตัว พยายามสืบหาว่า "คิระ" คือใคร และใช้วิธีใดในการฆ่าคนเพียงแต่เห็นหน้าและทราบชื่อโดยมี วาตาริ เป็นผู้ช่วย ระหว่างนี้ แอลขอให้ทางสหรัฐฯ ส่งเอฟบีไอ เข้ามาติดตามผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคิระ ทางด้านไลท์ได้ทดสอบใช้งานโน้ต จนทราบว่าสามารถที่จะกำหนดให้บุคคลเสียชีวิตด้วยเหตุอื่นๆ และสามารถกำหนดเวลาที่จะให้เสียชีวิตได้ด้วย จนในที่สุดสามารถใช้เดธโน้ตฆ่าเอฟบีไอ ที่เข้ามาได้ทั้งหมด ทำให้แอลเริ่มมั่นใจว่า ไลท์ น่าจะเป็นคิระ และคอยดูไลท์อยู่เสมอมา เมื่อถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไลท์ แอลก็ได้มาสอบด้วยและได้คะแนนเท่ากันทุกวิชา และแอลก็ได้ขอให้ไลท์เข้าทีมสืบสวนด้วย[3]

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีวิดีโอเทปถูกส่งมายังสถานีโทรทัศน์ ระบุว่าตนเองคือ "คิระ" โดยสามารถฆ่าคนได้ เพียงแค่รู้จักหน้าตาเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไลท์พยายามหาทางติดต่อกับ คิระ คนนั้น จนในที่สุด ไลท์สามารถดึงตัว อามาเนะ มิสะ ซึ่งเป็นคิระเบอร์สอง มาเป็นพวกได้ในที่สุด เพราะมิสะเองได้หลงรักไลท์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยสาเหตุที่คิระได้ฆาตกรรมคนที่สังหารพ่อแม่ของมิสะไว้ และยังช่วยชีวิตของมิสะไว้อีก ต่อมาไลท์เองพยายาม ทำให้มิสะเจอกับ แอลให้ได้ ส่วนแอลเองก็เชื่อว่ามีคิระ 2 คน ดังนั้น แอลจึงออกมาพบกับไลท์เพื่อเฝ้าติดตามดูไลท์ตลอดเวลา เมื่อแอลออกมาพบกับไลท์ และบังเอิญเจอมิสะ แอลได้พบพิรุธของมิสะ พร้อมกับพบหลักฐานบางส่วนที่มิสะใช้ทำวิดีโอเทปปลอม จึงจับกุมตัวมิสะในทันที ในฐานะคิระหมายเลข 2 ทำให้ไลท์ไม่สามารถใช้มิสะในการกำจัดแอลได้ สุดท้าย เรม (ยมทูตที่ติดตาม มิสะ) ได้ยึดความเป็นเจ้าของโน้ตคืนจากมิสะ และคิดจะฆ่าไลท์ หากไลท์ไม่สามารถช่วยมิสะออกมาได้ เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เอง ทำให้ไลท์ต้องวางแผนสุดท้ายในการกำจัดแอล โดยมีเรนมาช่วยด้วยอีกแรง โดยแผนการในครั้งนี้ ทำให้ไลท์ต้องเสียสิทธิ์ในการครอบครองเดธโน้ต ต้องกลับมาเป็นคนธรรมดา เพื่อช่วยแอลสืบหาตัวคิระ โดยให้เรมนำโน้ตของมิสะไปให้หนึ่งในผู้บริหาร 8 คนของบริษัทโยทสึบะ เพื่อเป็นคิระคนใหม่แทนมิสะ โดยเป็นตัวร่วมในแผนการของไลท์เองในครั้งนี้

การร่วมมือระหว่างแอลกับไลท์ ในการตามจับตัวคิระดำเนินไปจนถึงขั้นสุดท้าย จนสามารถจับตัวคิระหนึ่งในผู้บริหารบริษัทโยทสึบะ และยึดโน้ตมาได้สำเร็จ จึงทำให้แอลเห็นยมทูตและรู้วิธีการฆ่าในที่สุด เมื่อไลท์ได้แตะโน้ตอีกครั้ง ทำให้ความทรงจำคืนมาทั้งหมด และแอบเขียนโน้ตที่ซ่อนไว้ในนาฬิกาฆ่าคิระ (ฮิงุจิ เคียวสึเกะ) หนึ่งในผู้บริหารบริษัทโยทสึบะเพื่อปิดปาก โดยแม้ว่าหลักฐานจะสรุปว่าคิระได้ตายไปแล้ว แต่แอลก็ไม่ลดละความพยายามในการพิสูจน์ว่า ไลท์ คือคิระ และมิสะ คือคิระหมายเลขสอง ทำให้เรมซึ่งกลัวว่ามิสะจะต้องถูกจับในฐานะคิระหมายเลขสองต้องทำอะไรบางอย่างในที่สุด ซึ่งก็คือการที่เรมได้เขียนชื่อของวาตาริและแอลลงไปในเดธโน้ต เมื่อเป็นการต่อชีวิตให้กับมนุษย์ เรมจึงต้องตาย โดยทุกคนหารู้ไม่ว่า ทุกอย่างเป็นแผนการทั้งหมดของไลท์ที่วางไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ต่อมา แอลและวาตาริก็ได้จากไปด้วยอาการหัวใจวาย[4]

ภาคสอง[แก้]

หลังจากแอล และ วาตาริ ตายไปไม่นาน เครื่องคอมพิวเตอร์ของ วาตาริ ได้ทำการส่งข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคดีคิระไปที่แห่งหนึ่งซึ่งนั่นก็คือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งก่อตั้งโดย ควิลล์ แวมมี่ เป็นเจ้าของ และมี โรเจอร์ เป็นผู้ดูแลอยู่ ก็ทำให้ทราบว่า วาตาริ เป็นเจ้าของบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ เนียร์ และ เมลโล ก็อยู่ในระหว่างการคัดเลือกว่า ใครจะมาแทนแอล ซึ่ง เมลโล รู้ตัวว่าเป็นรอง เนียร์ จึงออกจากบ้านเด็กกำพร้า และหาทางสืบเรื่องคิระ ตามวิธีของตน เพื่อที่จะแสดงให้คนอื่นเห็นว่า ตนเองมีความสามารถ และไปเข้ากับพวกองค์กรมาเฟียระดับโลก โดยยื่นเงื่อนไขในการจัดการคิระให้ เพื่อพวกมาเฟียจะไม่ถูกคิระเขียนชื่อลงในเดธโน้ต ส่วนทาง เนียร์ ได้นำข้อมูลทั้งหมดไปให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และขอให้จัดสรรทีม SPK (Secret Provision For Kira) เพื่อสืบคดีคิระต่อ ยางามิ ไลท์ ก็สืบทอดตำแหน่งการตามจับคิระต่อไปในร่างของแอล โดยเข้าไปทำงานด้านข้อมูลของกรมตำรวจ[5]

ทางเมลโลกับพวกมาเฟียได้จับผู้บัญชาการตำรวจของญี่ปุ่นมาเพื่อสอบถามข้อมูลของเดธโน้ต แต่ผู้บัญชาการตำรวจก็ตายด้วยน้ำมือของไลท์ ต่อมาเมลโลวางแผนจับตัว ยางามิ ซายุ มาต่อรองการแลกโน้ตจาก ยางามิ โซอิจิโร่ หลังจากเมลโลแลกโน้ตกับซายุแล้ว ได้ทำการศึกษาเดธโน้ต และเริ่มทดลองการใช้โน้ต ระหว่างนี้ทางเนียร์เองได้ติดต่อกับแอล หมายเลขสอง (ยางามิ ไลท์) เพื่อร่วมกันแย่งเดธโน้ตคืนจากเมลโล สุดท้ายได้รับความร่วมมือจาก ชีโดว์ ยมทูตซึ่งเป็นเจ้าของโน้ตเล่มแรกที่แท้จริง (โน้ตที่ได้จากลุคเล่มแรก) โดยการแย่งคืนโน้ตครั้งนี้ แม้ว่าจะสามารถแย่งโน้ตคืนมาได้ รวมถึงรู้ชื่อที่แท้จริงของเมลโล แต่ก็ต้องทำให้พ่อของไลท์ (ยางามิ โซอิจิโร่) ต้องเสียชีวิตไป และ เมลโล ก็หนีไปได้

ต่อมาไม่นาน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสียชีวิตลงโดยฝีมือของ คิระ เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ล้มเลิกความคิดที่จะสืบหาตัวคิระ และมายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับคิระจนทำให้หน่วย SPK ของเนียร์ต้องถูกปิดลง แต่ทางเนียร์กับพวกที่เหลืออีก 3 คนต่างไม่ยอมล้มเลิกการตามหาตัวคิระ และได้ใช้เงินกองทุนของแอล ในการดำเนินการสืบหาคิระต่อไป ต่อมาเมลโลได้ติดต่อกลับมาทางเนียร์ผ่านทาง ริโดน่า สมาชิก 1 ใน 3 ของ SPK ที่ยังทำงานกับเนียร์ และเล่าเรื่องเดธโน้ตที่รู้ให้เนียร์ฟังก่อนจะจากไป ในตอนนั้นเนียร์เองก็เริ่มสงสัยในตัวไลท์ หรือแอล หมายเลข 2 โดยเริ่มติดต่อกับคนในทีมของไลท์ 2 คน คือ โมงิ กับ ไอซาวะ และอนุญาตให้โมงิมาพบเนียร์ได้ ตอนนั้นไลท์ซึ่งต้องการจัดการเนียร์อยู่แล้ว จึงซ้อนแผนไปอีกทีหนึ่ง ทำให้ที่อยู่ของเนียร์ถูกค้นพบและถูกทำลายลง แต่เนียร์และสมาชิกทีม SPK ทั้ง 3 คน ก็หนีรอดออกมาได้[5]

การกระทำและการเฝ้าจับตาดูแอลหมายเลขสอง ของเนียร์ ทำให้ไลท์ทำหน้าที่คิระไม่ได้ และจำเป็นต้องหาตัวแทนขึ้นมา สุดท้ายจำเป็นต้องเลือก มิคามิ เทรุ มาเป็นตัวแทนคิระ มิคามิยอมแลกเปลี่ยนดวงตายมทูต เพราะศรัทธาในตัวคิระเมื่อตอนที่โฆษกซากุระทีวีตาย มิคามิได้เลือกโฆษกคนใหม่ ซึ่งก็คือ ทาคาดะ คิโยมิ แฟนของไลท์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อไลท์ได้พบกับทาคาดะ ก็แสดงความรักต่อทาคาดะ และสารภาพกับทาคาดะไปว่าเขาคือ คิระ ทางทาคาดะเองซึ่งศรัทธาในการกระทำของคิระอยู่แล้ว บวกกับชอบพอในตัวไลท์มาก่อน จึงทำให้ตอบตกลงช่วยเหลือไลท์ในทันที ซึ่งทำให้ไลท์สามารถใช้งานทาคาดะ เป็นตัวกลางระหว่างติดต่อกับมิคามิ โดยทุกครั้งที่ไลท์นัดเจอกับทาคาดะ ไลท์จะติดเครื่องดักฟังเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ในทีมคนอื่นสงสัย แต่อาศัยการเขียนความต้องการลงในกระดาษเพื่อเป็นการสื่อสารกับทาคาดะแทน

ทาคาดะ ซึ่งเป็นคนเดียวที่สามารถติดต่อกับคิระได้ ทำให้เธอมีสิทธิ์อยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไป ในเวลานั้นทางมิคามิเองก็ฆ่าคนอื่นไปตามคำสั่งของไลท์ ที่ส่งผ่านมาทางทาคาดะ ต่อมาทาคาดะได้จ้างบอดี้การ์ด 4 คนเพื่อคุ้มกันตัวเธอเองหนึ่งในนั้นคือ ริโดน่า สมาชิก SPK ซึ่งทาคาดะไม่รู้ว่าเนียร์ส่งริโดน่าให้มาจับตาดูเธอ ส่วนทางไอซาว่าที่ติดต่อกับเนียร์ ก็เริ่มจับตาดูไลท์เป็นระยะ และเริ่มมั่นใจว่าไลท์คือคิระ แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้[5]

ทางเนียร์เริ่มสงสัยในตัวมิคามิ และสั่งให้เจวานนี่ตามเฝ้ามิคามิตลอด จนในที่สุดเจวานนี่สามารถเข้าถึงเดธโน้ตที่อยู่ในมือมิคามิได้สำเร็จ และถ่ายรูปข้อความทั้งหมดในเดธโน้ตกลับมาให้เนียร์ แต่หลักฐานนั้นยังไม่พอที่จะสาวไปถึงตัวไลท์ได้ เพราะไลท์ไม่ได้ติดต่อกับทางมิคามิโดยตรง มีทางเดียวคือต้องให้ไลท์เป็นคนยอมรับเองว่าเป็นคิระ ทางเนียร์จึงให้เจวานนี่ติดตามมิคามิต่อไป รวมถึงตัวเองก็คิดหาทางจัดการกับคิระไปด้วย โดยหารู้ไม่ว่าทั้งหมดอยู่ในแผนของไลท์ ที่วางเอาไว้แล้ว

เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว และมั่นใจเต็มที่ว่าไลท์คือคิระ ทางเนียร์จึงได้นัดกับไลท์ออกมาพบกันเพื่อมาพิสูจน์ในครั้งสุดท้าย ส่วนไลท์เองก็หาโอกาสกำจัดเนียร์มานาน ในเมื่อเนียร์เป็นฝ่ายนัดมาเองก็ยินดียิ่ง เพราะจะเป็นโอกาสจัดการทุกคนในทีเดียว โดยจะเจออีกครั้งใน 3 วันให้หลัง โดยเนียร์จะพาทีม SPK ซึ่งประกอบด้วย เลสเตอร์ โจวานนี่ และริโดน่า ไปทั้งหมด และไลท์เองก็พาทีมอันประกอบด้วย โมงิ ไอซาว่า อิเดะ และ มัตสึดะ ทั้งหมด ไปนัดเจอกันที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว ต่างก็ยุติการเคลื่อนไหวทั้งสิ้น

แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเมลโลลักพาตัวทาคาดะไป แต่ท้ายที่สุด เมลโลก็ต้องตายโดยฝีมือของทาคาดะ โดยทาคาดะเขียนชื่อจริงของเมลโลลงในเศษกระดาษเดธโน้ต ที่ไลท์ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ (ไลท์ ได้เคยบอกชื่อ และให้ดูรูปตอนเด็กของ เมลโล แก่ทาคาดะ ไว้ก่อนแล้ว) หลังจากทราบว่าเมลโลได้ตายแล้ว ไลท์ต้องการทำลายหลักฐานทั้งหมด ระหว่างเดินทางไปรับตัวทาคาดะ จึงได้เขียนชื่อทาคาดะลงเดธโน้ต และใส่สาเหตุการตายว่าฆ่าตัวตาย โดยการเผาร่างตัวเองพร้อมวัตถุใกล้ตัว แม้จะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้การนัดพบของทั้งเนียร์และไลท์ต้องยกเลิก เพราะต่างฝ่ายต่างวางแผนของตนไว้อย่างดีแล้ว

เมื่อถึงวันนัด ทั้งสองมาพบกัน ต่างฝ่ายก็มั่นใจว่าต่างเตรียมตัวมาดีแล้ว สุดท้ายแผนการเปิดโปงตัวจริงของคิระจากเนียร์ ที่วางไว้ถูกซ้อนแผนโดยไลท์ โดยมีมิคามิเป็นตัวร่วมในครั้งนี้ และการตายของเมลโลในคราวนั้น กลับช่วยเนียร์ซ้อนแผนกลับไปที่ไลท์ได้อีกครั้ง และช่วยทำให้ทุกคนรอดตายจากน้ำมือของไลท์ได้ในที่สุด

หลังจากถูกเปิดโปงได้ว่าไลท์คือคิระ ส่งผลให้ไลท์ต้องพยายามหาทางเกลี้ยกล่อมคนที่เหลือ และหาวิธีกำจัดเนียร์ ส่วนมิคามิก็ถูกรวบตัวไป เมื่อรวบรวมสติได้ ไลท์ก็ตั้งใจจะเขียนชื่อเนียร์ลงบนเศษของโน้ตที่ซ่อนอยู่ในนาฬิกา แต่มัตสึดะเห็นเสียก่อน แล้วบอกว่า "ไลท์เป็นคนทำให้พ่อของตัวเอง (ยางามิ โซอิจิโร่) ตาย" มัตสึดะยิงไลท์เข้าไปหลายนัดจนไลท์หมดสภาพ พยายามดิ้นรนขอให้ มิคามิเขียนชื่อพวก SPK แต่มิคามิถูกจับอยู่ แถมโน้ตที่อยู่กับตัวก็เป็นของปลอม มิคามิจึงเจาะเอาเลือดของตัวเองมาเขียนลงเศษเดธโน้ตของไลท์แต่ไม่สำเร็จ ความดันเลือดที่มากขนาดนี้ทำให้เขาตาย ไลท์เดินโซซัดโซเซหนีไปได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ถูกลุคฆ่าตายด้วยเดธโน้ต (ในฉบับมังงะ มิคามิคลุ้มคลั่งตายในคุกหลังถูกคุมขังไว้ 10 วัน และไลท์ถูกลุคฆ่าตายตั้งแต่อยู่ในโกดังร้างนั้น)

ผ่านมาเป็นเวลา 1 ปี โลกกลับสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมีคิระมาพิพากษา ไอซาว่าได้เป็นผู้บัญชาการ, เนียร์ได้เป็นแอล, โรเจอร์ได้เป็นวาตาริ และทำการสืบคดีเรื่องการค้ายาเสพติด ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเป็นปกติ โดยก่อนหน้านั้นเนียร์ได้เผาโน้ตที่มีอยู่ทั้งหมดทิ้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีกลุ่มคนที่ยังคิดว่าคิระแค่หยุดพักไปเท่านั้น และยังเชื่อกันอยู่ว่าสักวันคิระจะกลับมา

ตัวละคร[แก้]

มีเดีย[แก้]

มังงะ[แก้]

kjkmtrndkml;,. kyool ikpllky ylkipyltl jreky;u6 ktuiup6ly ykukuyl,p.,mnnl,9-p[

ภาพยนตร์ฉบับคนแสดง[แก้]

ซาวด์แทรค[แก้]

รายชื่อซาวด์แทรค 1[แก้]

  1. "Death Note"
  2. ญี่ปุ่น: "Incident" 事件 Jiken ?
  3. ญี่ปุ่น: "Light's Theme" ライトのテーマ Raito no Tēma ?
  4. ญี่ปุ่น: "L's Theme" Lのテーマ Eru no Tēma ?
  5. ญี่ปุ่น: "Tension" 緊張 Kinchō ?
  6. ญี่ปุ่น: "Horror" 戦慄 Senritsu ?
  7. ญี่ปุ่น: "Solitude" 孤独 Kodoku ?
  8. ญี่ปุ่น: "Resonance" 共鳴 Kyōmei ?
  9. ญี่ปุ่น: "Anticipation" 期待 Kitai ?
  10. ญี่ปุ่น: "The Kira Special Investigation Unit" 特捜キラ班 Tokusō Kira Han ?
  11. ญี่ปุ่น: "L's Theme B" LのテーマB Eru no Tēma Bī ?
  12. ญี่ปุ่น: "Hesitation" 逡巡 Shunjun ?
  13. ญี่ปุ่น: "Pursuit" 追跡 Tsuiseki ?
  14. ญี่ปุ่น: "L's Companions" Lの仲間 Eru no Nakama ?
  15. ญี่ปุ่น: "Special Investigation" 特捜 Tokusō ?
  16. ญี่ปุ่น: "Shinigami World" 死神界 Shinigamikai ?
  17. ญี่ปุ่น: "Boredom" 退屈 Taikutsu ?
  18. ญี่ปุ่น: "Rem" レム Remu ?
  19. "Death Note Theme"
  20. "Kyrie"
  21. "Domine Kira"
  22. "Teleology of Death"
  23. "Low of Solipsism"
  24. "Requiem"
  25. "Immanence"
  26. "Dirge"
  27. "Light Lights Up Light"
  28. "Alert"
  29. "The World (TV Size)" / Nightmare
  30. ญี่ปุ่น: "Alumina (TV Size)" アルミナ~TVサイズ~ Arumina ~Terebi Saizu~ ? / Nightmare

ไลท์โนเวล[แก้]

ไลท์โนเวลดัดแปลงเรื่องราวในซีรีส์ได้เขียนขึ้นโดยนิชิโอะ อิชิน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า เดธโน้ตอนาเธอร์โน้ต: คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของ BB ณ ลอสแอนเจลิส (ญี่ปุ่น: アナザーノート — ロサンゼルスBB連続殺人事件) นิยายได้รับการเปิดตัวโดยสำนักพิมพ์ชูเอชะ ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2006 [6][7] ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าฉบับมังงะ

อะนิเมะ[แก้]

วิดีโอเกม[แก้]

วิดีโอเกมเดธโน้ตได้รับการพัฒนาและจัดจำหน่ายโดยโคนามิสำหรับเครื่องเล่นระบบนินเทนโด ดีเอส โดยใช้ชื่อว่า เดธโน้ตคิระเกม (ญี่ปุ่น: デスノート キラゲーム; อังกฤษ: Death Note Kira Game) ซึ่งได้จัดจำหน่ายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 [8] คิระเกม เป็นวิดีโอเกมกลยุทธ์ ซึ่งผู้เล่นจะรับบทเป็นคิระ หรือแอล ทั้งนี้ ไม่ว่าจะใช้ตัวละครใดก็จะอนุมานให้อีกฝ่ายคือศัตรู (คิระพยายามที่จะเปิดโปงตัวตนของแอล และเป็นในทางกลับกัน) เกมนี้จะเล่นในสามขั้นตอน คือ การตรวจสอบ ที่ผู้เล่นจะพิจารณาเกี่ยวกับกรณีและปมด้วยตัวละครอื่นๆ, การลงคะแนน

การตอบรับ[แก้]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 เดธโน้ตทำยอดจำหน่ายได้ยี่สิบล้านเล่มในญี่ปุ่น[9] วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2008 คอมิเพรสรายงานว่าสิบสองเล่มจากชุดดังกล่าวทำยอดจำหน่ายได้ 26,500,000 เล่ม[10]

การสั่งห้ามในสาธารณรัฐประชาชนจีน[แก้]

ต้นค.ศ. 2005 เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในเสิ่นหยาง เมืองหลวงของมณฑลเหลียวหนิง (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ได้ทำการแบนเรื่องเดธโน้ต[11] สาเหตุมาจากการที่นักเรียนได้ดัดแปลงให้สมุดบันทึกมีลักษณะคล้ายกับเดธโน้ต แล้วเขียนชื่อของคนรู้จัก, ศัตรู และครูผู้สอนลงในสมุด[12][13] การแบนมาจากแผนเพื่อป้องกันด้านร่างกายและจิตใจ[14] ของนักเรียนจากสิ่งอันเลวร้ายที่ส่งผลให้คนเข้าใจผิดและบิดเบือนความคิดกับจิตใจของพวกเขา[15] โจนาธาน เคลเมนส์ ได้ชี้ให้เห็นว่าทางการจีนได้ดำเนินการบางส่วนกับความเชื่อด้านไสยศาสตร์ แต่มีส่วนผิดกฎหมายของผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เดธโน้ต[16] การแบนได้ขยายไปยังเมืองอื่นๆของจีนรวมถึงกรุงปักกิ่ง[14][17] เซี่ยงไฮ้กับหลานโจวในมณฑลกานซู[18] ส่วนการจัดพิมพ์เวอร์ชันภาษาจีนโดยชอบด้วยกฎหมายมีในฮ่องกงและไต้หวัน[16]

อ้างอิง[แก้]

  1. Fleming, Michael (April 30, 2010). "Warner brings 'Death' to bigscreen". Variety. สืบค้นเมื่อ April 30, 2010. 
  2. "Warner Bros Taps Shane Black For Japanese Manga 'Death Note'". Deadline.com. 2011-01-13. สืบค้นเมื่อ 2011-01-14. 
  3. Death Note (manga) (อังกฤษ)
  4. Death Note - Plot outline (อังกฤษ)
  5. 5.0 5.1 5.2 SPK (Secret provision for kira) (สโลวัก)
  6. "Death Note, XXXHOLiC Novels in the Works". Anime News Network. May 9, 2006. สืบค้นเมื่อ December 7, 2006. 
  7. "西尾維新 × Death Note" (ใน Japanese). Shueisha. สืบค้นเมื่อ December 21, 2006. 
  8. "Death Note: Kira Game for DS". GameSpot. สืบค้นเมื่อ December 17, 2007. 
  9. "Death Note Author Arrested on Weapons Offence". ComiPress. September 7, 2006. สืบค้นเมื่อ November 26, 2006. 
  10. "Top Manga Properties in 2008 - Rankings and Circulation Data". Comipress.com. December 31, 2008. สืบค้นเมื่อ August 26, 2009. 
  11. "Chinese city bans Death Note" (ใน Chinese). Xihuanet. January 11, 2005. สืบค้นเมื่อ September 4, 2008. 
  12. "Death Note Stirs Controversy in China". Anime News Network. February 6, 2005. สืบค้นเมื่อ August 27, 2008. 
  13. "Death Note in China - Success or Disaster?". ComiPress. March 26, 2007. สืบค้นเมื่อ August 27, 2008. 
  14. 14.0 14.1 "Beijing bans scary stories to protect young". Reuters. May 15, 2007. สืบค้นเมื่อ May 15, 2007. 
  15. Weifeng, Liu (May 26, 2007). "'Death Note' days numbered". China Daily. สืบค้นเมื่อ May 27, 2007. 
  16. 16.0 16.1 Clements, Jonathan (August 2007). Manga Pulse (35). NEO Magazine. p. 19. 
  17. MacDonald, Heidi (May 15, 2007). "Death Note banned in Beijing". Publishers Weekly. สืบค้นเมื่อ August 28, 2008. 
  18. "Chinese Students Fight Back at Death Note Ban". ComiPress. June 5, 2007. สืบค้นเมื่อ June 15, 2008. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]