อำพล ตั้งนพกุล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อำพล ตั้งนพกุล หรือมักเรียกกันว่า อากง[1] (1 มกราคม 2491[2]8 พฤษภาคม 2555[3]) เป็นชายไทยซึ่งเป็นที่รู้จักเนื่องจากถูกฟ้องว่า ในกลางปี 2553 ได้ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์เคลื่อนที่สี่ข้อความไปหาสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยมีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ต่อมา ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกยี่สิบปี ได้ถึงแก่ความตายในเรือนจำ และผู้สนับสนุนตั้งพิธีศพที่หน้าศาลอาญากับรัฐสภา

ภูมิหลัง[แก้]

อำพลสมรสกับรสมาลิน ตั้งนพคุณ หรือชื่อเล่นว่า อุ๊ ทั้งคู่มีบุตรสาวสองคน คือ ปรวรรณ โชติพิชิต กับปิยะมาศ ตั้งนพกุล กับบุตรชายอีกจำนวนหนึ่ง[2][4] เขาเคยประกอบอาชีพขับรถขนส่งสินค้า ครั้นวัยและโรคมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ผ่าตัดมะเร็งใต้ลิ้นในปี 2550 แล้ว ก็เลิกไปอาศัยอยู่กับภริยาในห้องเช่าไม่มีเลขที่ ซอยวัดด่านสำโรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ดำรงชีพด้วยเงินที่บุตรหลานเจียดให้ตามอัตภาพ โดยเลี้ยงหลานจำนวนสามถึงสี่คนให้เป็นการตอบแทน[5]

คดีอากง[แก้]

การเริ่มคดี[แก้]

ในกลางปี 2553 สมเกียรติ ครองวัฒนสุข กล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ("ปอท.") สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า มีบุคคลส่งข้อความสี่ฉบับมาให้เขาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีลักษณะน่าจะเป็นความผิดตามกฎหมาย ปอท. จึงตั้งพันตำรวจเอก ศิริพงษ์ ตินลา, พันตำรวจโท ธีรเดช ธรรมสุธีร์ และร้อยตำรวจเอก ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย สามคน เป็นพนักงานสอบสวน[5][6]

คณะพนักงานสอบสวนสืบทราบว่า เลขหมายโทรศัพท์ที่ส่งข้อความนั้นเป็นของอำพล จึงขอหมายจับจากศาลอาญา ได้หมายจับที่ 1659/2553 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2553[5] ครั้นแล้ว คณะเจ้าพนักงานตำรวจ ประกอบด้วย พลตำรวจโท ไถง ปราศจากศัตรู กับพวก ติดตามไปจับอำพลได้ที่ห้องเช่าในวันที่ 3 สิงหาคม 2553 พร้อมยึดทรัพย์สินของอำพล ประกอบด้วย โทรศัพท์เคลื่อนที่สามเครื่อง พร้อมซิมการ์ด และระบบอุปกรณ์สายเสียง เป็นของกลาง[6] ศาลอาญาสั่งขังอำพลไว้ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ญาติอำพลขอให้ปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาไม่อนุญาต ญาติอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ศาลอุทธรณ์อนุญาต อำพลถูกขังไว้เป็นเวลาหกสิบสามวันจึงได้รับการปล่อยชั่วคราวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2553[5]

พลตำรวจโท ไถง แถลงข่าวว่า ในชั้นสอบสวน อำพลปฏิเสธข้อหา แต่รับว่า เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ทว่า เลิกใช้นานแล้ว กับทั้งอ้างว่า ส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่เป็น และไม่ทราบเลขหมายโทรศัพท์ของบุคคลสำคัญ พลตำรวจโท ไถง ยังว่า เขาเชื่อว่าอำพลเป็นสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ("นปช.") และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ขึ้นอำพลไว้ในบัญชีดำแล้ว[5]

การฟ้องคดี[แก้]

ต่อมา วันที่ 18 มกราคม 2554[7] พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 7 สำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้องอำพลเป็นจำเลยต่อศาลอาญาหาว่า อำพลได้ใช้โทรศัพท์มือถือหมายเลข 08-1349-3615 ซึ่งมีอัตลักษณ์อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่สากล (International Mobile Equipment Identity) หรือไอมี (IMEI) คือ 358906000230110 ส่งข้อความสั้นจำนวนสี่ข้อความเข้าสู่โทรศัพท์มือถือหมายเลข 08-1425-5599 ของสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ในเวลากลางวันของวันต่าง ๆ กัน

พนักงานอัยการขอให้ศาลลงโทษอำพลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี) กับทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) และ (3) (นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ประชาชน หรือความมั่นคงของประเทศ)

ศาลอาญารับฟ้อง ตั้งชนาธิป เหมือนพะวงศ์ และภัทรวรรณ ทรงกำพล สองคน เป็นองค์คณะพิจารณาคดี[5][6] แล้วตรวจพยานในวันที่ 21 มีนาคม 2554[7] ระหว่างนั้น ได้สั่งขังอำพลอีกครั้งโดยเห็นว่า "การกระทำต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินีและองค์รัชทายาท นับเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบความรู้สึกของปวงชนชาวไทย"[5] ญาติและทนายความฝ่ายจำเลยคัดค้านว่า จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ปฏิบัติตามคำสั่งศาลมิเคยบิดพลิ้ว กับทั้งจำเลยอายุมากและมีโรคประจำตัว การขังย่อมเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเขาและเป็นอุปสรรคในการสู้คดี ตลอดจนขัดต่อรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิได้รับการปล่อยชั่วคราวด้วย ศาลอาญายกคำร้องคัดค้าน ทนายความขอให้ปล่อยชั่วคราวอีกหลายครั้ง ศาลอาญายกคำขอทุกครั้ง[5]

การพิจารณาและพิพากษา[แก้]

ศาลอาญากำหนดสืบพยานทั้งสิ้นสี่นัด คือ ในวันที่ 23 กันยายน 2554, 27 กันยายน 2554, 28 กันยายน 2554 และ 30 กันยายน 2554 สามนัดแรกเป็นการสืบพยานโจทก์ นัดหลังสุดพยานจำเลย ตามลำดับ[5]

ในการสืบพยานโจทก์ โจทก์นำสมเกียรติ ครองวัฒนสุข ผู้กล่าวโทษ, บรรดาพนักงานสอบสวนผู้ทำคดีนี้, บุตรสาวทั้งสองของอำพล, ธรรมนูญ อิ่มทั่ว เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบจัดเก็บของคอมพิวเตอร์ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กับนายจักรพันธ์ จุมพลภักดี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลตัวผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัททรู มูฟ จำกัด มาเบิกความเป็นพยาน สรุปว่า สมเกียรติได้รับข้อความทั้งสี่จากเลขหมายไม่ทราบเจ้าของ จึงถ่ายภาพหน้าจอโทรศัพท์เก็บไว้ แล้วกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ นำมาสู่การสืบสวนคดีและจับกุมอำพล โดยเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบไปยังบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว เชื่อว่า เลขหมายดังกล่าวเป็นของอำพล ไอมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบุได้เช่นนั้นและปลอมแปลงกันมิได้ ขณะที่ในการสืบพยานจำเลย จำเลยนำทนายความของตนและญาติพี่น้องเข้าสืบ โดยยืนยันเช่นเดียวกับครั้งปฏิเสธข้อหาในชั้นสอบสวน และยืนยันว่าตนมีความเคารพพระมหากษัตริย์และพระราชินี[5]

ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า[6]

"แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้อง...ก็ตาม แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดที่มีลักษณะร้ายแรงดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ ทั้งจะอาศัยโอกาสกระทำเมื่อไม่มีผู้ใดรู้เห็น จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาซึ่งอยู่ภายใน ซึ่งจากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ทั้งหมดซึ่งบ่งชี้อย่างใกล้ชิดและสมเหตุสมผลโดยไม่มีข้อพิรุธใด ๆ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดประกอบกันจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความตามฟ้อง...ซึ่งข้อความดังกล่าวมีลักษณะที่เป็นการดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย และเป็นการใส่ความหมิ่นประมาท โดยประการที่จะน่าทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง...ข้อความดังกล่าวล้วนไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งประเทศว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา...จำเลยจึงมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง"

พิพากษาว่า อำพลมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) และ (3) การส่งข้อความสี่ฉบับไปในวันเวลาต่างกันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายสี่กรรม ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียว เรียงกระทงไปทุกกรรม โดยลงโทษจำคุกกระทงละห้าปี รวมเป็นจำคุกทั้งสิ้นยี่สิบปี[5][6]

คำพิพากษาดังกล่าวอ่านเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 จากศาลอาญาผ่านระบบประชุมทางวีดิทัศน์ (videoconferencing) ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เนื่องจากอุทกภัยใหญ่ในครั้งนั้นทำให้ไม่อาจเบิกตัวอำพลมาขึ้นศาลได้[5]

อุทธรณ์[แก้]

อำพลอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอาญาให้ขังเขาไว้ระหว่างอุทธรณ์ อำพลขอให้ศาลอุทธรณ์ปล่อยชั่วคราว ศาลอุทธรณ์ยกคำขอ เขาฎีกา ศาลฎีกายืนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2555 อำพลสิ้นหวัง จึงเห็นว่า จะไม่ได้รับการปล่อยตัวอีก และเลิกอุทธรณ์คำพิพากษา โดยหันไปขอให้พระมหากษัตริย์อภัยโทษแทน เมื่อเขาไม่อุทธรณ์อีก คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอาญา และศาลอาญาออกหมายคดีสิ้นสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 เขาต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว[2]

ปฏิกิริยา[แก้]

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลแห่งเอเชียว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแสดงความเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกโดยอ้างความมุ่งหมายในการคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ และเรียกร้องให้อนุญาตให้ปล่อยอำพลชั่วคราวระหว่างพิจารณาได้[8]

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนว่า กระบวนการขอให้ปล่อยชั่วคราวตลอดจนการพิจารณาเฉพาะในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะพบอุปสรรคมากมาย[8] ขณะที่คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยว่า ประเทศไทยควรใช้กฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม[8]

หนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า โทษจำคุกยี่สิบปีของอำพลนั้นหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112[3]

ในรายการ ตอบโจทย์ ซึ่งใช้หัวเรื่องว่า "คดีอากงกับมาตรา 112" และออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2554 พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในการพิจารณาคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้มีการรักษาความยุติธรรมไว้มากน้อยเพียงไร และประชาชนเชื่อมั่นได้สักเท่าไรว่าจะได้รับความยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อมักดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นการลับแล้วด้วย[9] ขณะที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า สะเทือนใจที่ศาลลงโทษจำคุกเป็นเวลายาวนานแก่อำพลซึ่งชราภาพและเป็นมะเร็ง และกล่าวว่า ต้องการเตือนว่า "ความยุติธรรมไม่ได้ลอยอยู่บนฟ้า แต่เป็นความเห็นของมนุษย์ในสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยแต่ละแห่ง...การที่คนมันขยับเขยื้อนกันมากมายเหลือเกินในสังคมจากกรณีอากง มันชี้ให้เห็นว่า ทัศนะต่อความยุติธรรมของไทย มาตรฐานที่ครั้งหนึ่งเคยถือว่าเป็นความยุติธรรม สังคมไทยไม่ได้เห็นอย่างนั้นแล้ว จริง ๆ อากงนี่ถ้าอยู่สมัยอยุธยานี่เอามะพร้าวห้าวยัดปากนะ..."[9]

ในบทความ อากงปลงไม่ตก สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ว่า "...ตามฟ้อง จำเลยอายุหกสิบเอ็ดปี มิได้แก่ชราจนต้องอยู่ในความอนุบาลดูแลของผู้ใด...มิได้แก่เฒ่าคราวปู่ทวด สำหรับบุคคลที่เจนโลกโชกโชน สันดานเป็นโจรผู้ร้าย มีเจตนาทำร้ายสังคม สถาบันหลักของประเทศชาติ และองค์พระประมุขอันเป็นที่เคารพสักการะ...ไม่มีใครอยากให้คนเช่นนี้ลอยนวลอยู่ในสังคมเพื่อสร้างความเสียหายต่อเนื่องหรือแก่ผู้อื่นอีก..."[10] เขาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ศาลอาญามิได้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่อำพลว่า "…ถ้าคดีใดอัยการโจทก์สามารถนำสืบพิสูจน์จนให้ศาลเห็นและเชื่อได้ว่า จำเลยมีเจตนาชั่วร้าย...จำเลยในคดีนั้นก็สมควรที่จะได้รับโทษานุโทษตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี..."[11] และเห็นว่า พฤติกรรมที่เชื่อว่าเป็นของอำพลตามคำฟ้องนั้นร้ายแรงเสมือนน้ำผึ้งหยดเดียวที่อาจนำไปสู่ความเสียหายใหญ่หลวงได้[10]

การตาย[แก้]

เหตุแห่งการตาย[แก้]

เช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อำพลถึงแก่ความตายในเรือนจำกลางคลองเปรมระหว่างต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอาญาข้างต้น[2] เบื้องต้น สาเหตุการตายไม่ปรากฏ พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ว่า เจ้าพนักงานเรือนจำแจ้งเขาว่า อำพลเจ็บท้องเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 จึงให้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันรุ่งขึ้น[1][3]

มรณกรรมของอำพลเป็นการตายผิดธรรมชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเกิดแก่ผู้ตายขณะที่ผู้ตายอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน จำจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนหาเหตุแห่งการตายต่อไป[2] ในการนี้ ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ว่า ติดใจในความตายของอำพล จึงเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กับทั้งขอให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบมาตรฐานการแพทย์ของโรงพยาบาลในเรือนจำด้วย[1] ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แถลงว่า อำพลถึงแก่ความตายเพราะโรคมะเร็ง[12]

ส่วนการชันสูตรพลิกศพโดยฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจนั้น วันที่ 8 พฤษภาคมนั้นเอง สถาบันนิติเวชวิทยาได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง มีพลตำรวจตรี ณรงศักดิ์ เสาวคนธ์ รองนายแพทย์ใหญ่ กับพวก เป็นกรรมการ และเชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย กับพวก เป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ วันถัดมา พันตำรวจเอก สุพล จงพาณิชย์กุลธร โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลการชันสูตรพลิกศพว่า อำพลสิ้นชีวิตเพราะโรคมะเร็งตับซึ่งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายจนยังให้หัวใจล้มเหลว[2]

การปลงศพ[แก้]

วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 บุตรภริยาของอำพล กับพวกซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นสมาชิก นปช. และอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับศพอำพลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แล้วแห่แหนไปตามถนนจนถึงหน้าศาลอาญาที่ถนนรัชดาภิเษก ครั้นแล้ว ตั้งสวดและรดน้ำที่หน้าศาลอาญานั้นเป็นเวลาหนึ่งคืน โดยมีผู้สนับสนุนมาร่วมฟังสวดเป็นอันมาก ท่ามกลางกองกำลังเจ้าพนักงานตำรวจที่มาเฝ้าระวัง[2][4][13][14] ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ว่า เป็นผู้ร้องขอกำลังเจ้าพนักงานตำรวจมาเอง โดยเจ้าพนักงานแจ้งว่า ไม่สามารถห้ามมิให้คนทั้งนั้นมั่วสุมประชุมกันหน้าศาลได้ แต่จะคอยระวังรักษาความสงบเรียบร้อยให้[15]

ครั้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 จึงแห่ศพไปสวดที่หน้ารัฐสภา[14][16] บ่ายลงวันนั้น ก็เคลื่อนไปบำเพ็ญกุศลที่วัดด่านสำโรง ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ไว้ศพเจ็ดคืน ก่อนฌาปนกิจ[2][17] ตลอดงานศพนั้น มีกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเข้าเฝ้าระวังเป็นจำนวนมาก[17] อนึ่ง สมาชิก นปช. ณ ท้องที่อื่นได้พากันไว้อาลัยในขณะเดียวกันด้วย[18][19]

ปฏิกิริยา[แก้]

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 บงกช คงมาลัย นักแสดง ได้ลงข้อความบนเฟซบุ๊กของเธอ แสดงความชื่นชมยินดีต่อการเสียชีวิตของอำพล[20] เป็นเหตุให้ต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม ขณะจะเดินทางเข้าเมืองพัทยา เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ เธอถูกคนเสื้อแดงจำนวนมาก ชุมนุมร้องขับไล่ตลอดทาง จนต้องยกเลิกการถ่ายทำและออกจากเมืองพัทยาโดยรีบด่วน[21][22]

วันที่ 10 พฤษภาคมนั้น สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย และประธานกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ยังได้เรียกร้องให้มีการอาศัยเหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นพูดคุยกันถึงการแสวงหาความยุติธรรมในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งแสดงความเป็นห่วงต่อผู้ต้องหาคนอื่นในคดีทำนองเดียวกัน[23][24] ขณะที่ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้เร่งดำเนินกิจกรรมเพื่อยุติความสูญเสียจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112[25]

วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ประกาศให้อำพลเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) โดยกล่าวว่า อำพล "เป็นเครื่องสำแดงถึงความอยุติธรรมขนานใหญ่หลวงของกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้"[26]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "อากงเอสเอ็มเอส เสียชีวิตแล้วในคุก". โพสต์ทูเดย์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 "รดน้ำศพ-สวด "อากง" ริมถนนหน้าศาล!". ผู้จัดการออนไลน์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  3. 3.0 3.1 3.2 "Thai man dies during 20-year jail term for insulting queen". The Guardian. 8 May 2012. สืบค้นเมื่อ 9 May 2012. 
  4. 4.0 4.1 "เคลื่อนศพอากงรดน้ำศาลอาญา". โพสต์ทูเดย์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  5. 5.00 5.01 5.02 5.03 5.04 5.05 5.06 5.07 5.08 5.09 5.10 5.11 "คำพิพากษาคดีอากง sms". iLaw. 17 ตุลาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 "คำพิพากษาคดีอากง (ฉบับเต็ม)". ศูนย์ประชาสัมพันธ์ศาลยุติธรรม. 23 ธันวาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  7. 7.0 7.1 "ศาลนัดแรก คดีอากง sms". iLaw. 18 กุมภาพันธ์ 2554. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  8. 8.0 8.1 8.2 "รอบอาทิตย์แรก ธ.ค. 54 : อากงSMS effect". iLaw. 2 ธันวาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  9. 9.0 9.1 "ตอบโจทย์ คดีอากงกับ ม.112 ตอนที่1 12-12-54". ไทยพีบีเอส. 12 ธันวาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  10. 10.0 10.1 สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ (9 พฤษภาคม 2555). "อากงปลงไม่ตก". ศาลยุติธรรม. 
  11. สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ (9 พฤษภาคม 2555). "อากงปลงไม่ตก (2)". ศาลยุติธรรม. 
  12. "ธิดาส่งนปช.ร่วมชันสูตรศพอากง". โพสต์ทูเดย์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  13. "เสื้อแดงลากศพ"อากง"ตั้งหน้าศาลอาญา เตรียมรดน้ำ 4 โมง". ผู้จัดการออนไลน์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  14. 14.0 14.1 "ตั้งศพ 'อากง' สวดหน้าศาล 1 คืน ก่อนไปรัฐสภาพรุ่งนี้". ไทยรัฐ. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  15. "เตือนม็อบชุมนุมสงบอย่านำศพอากงเข้าศาล". โพสต์ทูเดย์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  16. "แห่ศพ"อากง"ไปทำเนียบ-สภา10พ.ค.". โพสต์ทูเดย์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  17. 17.0 17.1 "นปช.ร่วมงานศพ 'อากง' แนะเลี่ยงเส้นทางวัดด่านสำโรง". ไทยรัฐ. 10 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555. 
  18. "แดงเชียงใหม่ไม่ปล่อยโอกาส จุดเทียนดำ-แดงไว้อาลัย "อากง SMS" ปั่นกระแสต่อ". ผู้จัดการออนไลน์. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  19. "ญาติ'อากง'รวมตัวหน้าศาล จุดเทียนไว้อาลัย". ไทยรัฐ. 9 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2555. 
  20. "“ตั๊ก” รับโพสต์ไม่เห็นด้วยกับพวกเชียร์ “อากง” ถามทำเพื่อคนที่เคารพรักผิดหรือ?". ผู้จัดการออนไลน์. 10 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555. 
  21. "เสื้อแดงพัทยาไล่ด่ายับ ตั๊ก บงกช จนกองถ่ายล่มกลางคัน". สนุกออนไลน์. 13 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2555. 
  22. "เสื้อแดงพัทยาคุกคาม “ตั๊ก บงกช” ทำให้กองถ่ายฯ ล่มกลางคัน". ผู้จัดการออนไลน์. 13 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2555. 
  23. "“สุนัย” เติมเชื้อ “อากง” โยง ม.112 ต้นเหตุการเสียชีวิต". ผู้จัดการออนไลน์. 10 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555. 
  24. "ห่วง'สุรชัย-สมยศ'ตายคาคุกซ้ำรอย วอนศาลแจงให้ชัด". ไทยรัฐ. 10 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555. 
  25. "รดน้ำศพอากง หน้าศาลอาญา". ไทยรัฐ. 10 พฤษภาคม 2555. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2555. 
  26. "Thai ‘Prisoner of Conscience’ Dies in Jail: Lawyer". Jakarta Globe. 11 May 2012. สืบค้นเมื่อ 13 May 2012. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]