วงศ์เพียงพอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วงศ์เพียงพอน
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไมโอซีนยุคต้น-ปัจจุบัน
มาร์เทิน หรือหมาไม้ไม่ทราบชนิด (Martes sp.) จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Mustelinae
นากเล็กเล็บสั้น (Aonyx cinerea) จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Lutrinae
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Mammalia
อันดับ: Carnivora
อันดับย่อย: Caniformia
วงศ์ใหญ่: Musteloidea
วงศ์: Mustelidae
G. Fischer de Waldheim, 1817
วงศ์ย่อย[1]
ชื่อพ้อง[2]
  • Mustilidae

ระวังสับสนกับ: วงศ์พังพอน

วงศ์เพียงพอน หรือ วงศ์วีเซล (อังกฤษ: Weasel family, Mustelid[2]) เป็นวงศ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในอันดับสัตว์กินเนื้อวงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวงศ์ว่า Mustelidae (มาจากภาษาละตินคำว่า Mustela หมายถึง "เพียงพอน")

ลักษณะโดยรวมของสัตว์ในวงศ์นี้ คือ มีหัวกลม ใบหูสั้นกลม ขาสั้นเตี้ย ลำตัวเพรียวยาว หางยาว มีขนที่อ่อนนุ่มและหนาทั้งตัวและหาง อุ้งเล็บตีนแหลมคม ในปากมีฟันที่แหลมคม มีฟันตัดเหมาะสมสำหรับการกินเนื้อ ซึ่งสามารถเขียนเป็นสูตรได้ว่า Upper: 3.1.3.1, lower: 3.1.3.2 ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน เป็นสัตว์ที่คล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว และกินอาหารได้หลากหลายไม่เลือกทั้งพืชและสัตว์ หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงพอน จะล่ากระต่ายกินเป็นอาหาร ทั้งที่เป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยทำการล่าเป็นฝูงและมุดเข้าไปลากดึงเอาถึงในโพรงจากลำตัวที่เพรียวยาว[3]

ลักษณะเด่นคือประการ คือ ส่วนมากยกเว้นนากทะเล[4] จะมีต่อมกลิ่นใกล้กับรูทวาร ซึ่งผลิตสารเคมีที่เป็นของเหลวเหมือนน้ำมันสีเหลือง มีกลิ่นฉุนสำหรับใช้ประกาศอาณาเขตและใช้เป็นการประกาศทางเพศ และเมื่อปฏิสนธิแล้ว ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะยังไม่ฝังตัวเข้ากับผนังมดลูก แต่จะลอยอยู่อย่างนั้น ซึ่งอาจกินเวลานับ 10 เดือน จะฝังตัวเฉพาะเมื่อถึงฤดูกาลที่อาหารอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ก่อนที่จะพัฒนาต่อมาเป็นตัวอ่อนและพัฒนาต่อมาจนกระทั่งคลอดออกมาในฤดูที่อาหารอุดมสมบูรณ์ อุณหภูมิอากาศพอเหมาะแก่ลูกอ่อนที่เกิดขึ้นมา ซึ่งตัวแม่จะออกลูกและเลี้ยงดูลูกไว้ในโพรงดินหรือโพรงไม้ ลูกอ่อนจะยังไม่ลืมตา และมีขนบาง ๆ ปกคลุมตัวเท่านั้น จนกระทั่งอายุได้ราว 2-3 เดือน จึงจะเริ่มหย่านม และออกมาใช้ชีวิตเองตามลำพังเมื่ออายุได้ราว 1 ปี[5]

พบกระจายพันธุ์ไปในหลายพื้นที่รอบโลก ทั้งในป่าทึบ, ที่ราบสูง, พื้นที่ชุ่มน้ำ, ชายฝั่งทะเล ตลอดจนชุมชนเมืองของมนุษย์ จนกระทั่งหลายชนิดเป็นสัตว์รังควานสร้างความเสียหายให้แก่มนุษย์[6]

การจำแนก[แก้]

แบ่งออกได้เป็น 57 ชนิด ใน 22 สกุล[2]

การล่ากระต่ายของสโทธ หรือเออร์มิน

สำหรับในประเทศไทยพบทั้งหมด 10 ชนิด คือ นากเล็กเล็บสั้น, นากยุโรป, นากจมูกขน, นากใหญ่ขนเรียบ, หมูหริ่ง, หมาไม้, หมาหริ่งพม่า, เพียงพอนเหลือง, เพียงพอนไซบีเรีย และเพียงพอนเส้นหลังขาว[7] ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งหมด[8]

สูญพันธุ์[แก้]

มีหลายสกุลที่สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ความผูกพันกับมนุษย์[แก้]

รูปวาด "สตรีกับเออร์มิน" (Lady with an ermine) (จริง ๆ แล้วคือ เฟอเรท)

สัตว์ในวงศ์เพียงพอนมีความผูกพันกับมนุษย์อย่างมาก ตั้งแต่อดีตด้วยการไล่ล่าเอาหนังและขนมาทำเป็นเสื้อขนสัตว์ เช่น มิงค์, นาก, เพียงพอน, เออร์มิน หรือหมาไม้ แต่ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นการทำเสื้อขนสัตว์หนึ่งตัว ต้องใช้จำนวนมิงค์หรือนากถึง 40 ตัว จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1975 กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ยกเลิกการค้าหนังนาก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้นากได้รับความคุ้มครอง แต่กระนั้นในบางพื้นที่ก็ยังคงมีการลักลอบกันอยู่จนถึงปัจจุบัน[9][10]

ในบางจำพวกอย่าง หมาไม้ หรือเพียงพอน เป็นสัตว์รังควานในพื้นที่ยุโรปและอเมริกาเหนือ ที่สร้างความเสียหายให้แก่เครื่องเรือนและเครื่องยนต์ของรถในบ้านเรือน ด้วยการที่เป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้เป็นอย่างดี[11][12][13] แต่จากการที่เป็นสัตว์กินเนื้อ และชอบล่าสัตว์เล็ก ๆ เช่น หนู หรือกระต่าย ทำให้มีการใช้เฟอเรทสำหรับล่าหนูที่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ทางการเกษตรในบางพื้นที่ เช่น สหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย ของเหลวคล้ายน้ำมันกลิ่นฉุนจากต่อมใกล้ทวารของหมูหริ่ง หรือ หมาหริ่งใช้ทำยาในการแพทย์แผนไทยได้ด้วย[14]

ที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ เป็นที่ ๆ มีสิ่งมีชีวิตถิ่นเดียวอยู่อย่างหลากหลาย โดยที่ไม่มีสัตว์ผู้ล่าอยู่เลย แต่ทว่าเมื่อชาวตะวันตกเข้าไปบุกเบิก เออร์มิน หรือสโทธก็ได้ติดเข้าไปด้วย และกลายมาเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานการขยายพันธุ์ของนกที่บินไม่ได้หลายชนิดที่นั่น เช่น นกกีวี ทำให้อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ในปัจจุบัน[15]

ที่เวียดนามมีการให้เพียงพอนกินเมล็ดกาแฟ แล้วให้เอนไซม์ในกระบวนการย่อยของเพียงพอนถ่ายมูลออกมา เพื่อเก็บขายในราคาที่สูงมาก เรียกว่า "กาแฟขี้เพียงพอน" เช่นเดียวกับกาแฟขี้ชะมด ที่ได้จากอีเห็น[16]

อีกทั้งยังมีการนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง โดยการศึกษาทางดีเอ็นเอพบว่ามีการเลี้ยงเฟอเรทเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์มานานกว่า 2,500 ปีมาแล้ว และมีเฟอเรทปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์โลกมาตั้งแต่อดีต เช่น เป็นสัตว์เลี้ยงของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ และปรากฏในภาพวาดของลีโอนาร์โด ดา วินชี ที่ชื่อ "สตรีกับเออร์มิน" (Lady with an Ermine) เป็นต้น [17]

อ้างอิง[แก้]

  1. Heptner, V. G.; Sludskii, A. A. (2002). Mammals of the Soviet Union. Vol. II, part 1b, Carnivores (Mustelidae). Washington, D.C.: Smithsonian Institution Libraries and National Science Foundation. ISBN 90-04-08876-8.
  2. 2.0 2.1 2.2 จาก itis.gov
  3. สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน หน้า 64 โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร, 2543) ISBN 974-87081-5-2
  4. Kenyon, Karl W. (1969). The Sea Otter in the Eastern Pacific Ocean. Washington, D.C.: U.S. Bureau of Sport Fisheries and Wildlife.
  5. เพียงพอน โดย จารุจินต์ นภีตะภัฏ
  6. King, Carolyn (1984). Macdonald, D.. ed. The Encyclopedia of Mammals. New York: Facts on File. pp. 108–109. ISBN 0-87196-871-1.
  7. หน้า 158-183, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน (กรุงเทพมหานคร, 2543) โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก ISBN 974-87081-5-2
  8. บัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง 2546
  9. นาก หน้า 114-118, "สัตว์สวยป่างาม" (ชมรมนิเวศวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล, สิงหาคม 2518)
  10. Heptner, V. G.; Sludskii, A. A. (2002). Mammals of the Soviet Union. Vol. II, part 1b, Carnivores (Mustelidae and Procyonidae). Washington, D.C. : Smithsonian Institution Libraries and National Science Foundation. ISBN 90-04-08876-8
  11. ตัวสโทท์
  12. คู่มือสัตว์รบกวน
  13. Lachat, N. 1991. Stone martens and cars: a beginning war? Small Carnivore Conservation 5: 4-6
  14. หมูหริ่ง จากพจนานุกรมฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร จากสนุกดอตคอม
  15. New Zealand ดินแดนแห่งนก, "Mutant Planet", ทางแอนิมอลแพลนเน็ต. สารคดีทางทรูวิชั่นส์: เสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2555
  16. "กาแฟขี้เพียงพอน" สินค้าราคาแพงจากเวียดนาม จากผู้จัดการออนไลน์
  17. Pets 101 : Pet Guide, สารคดีทางอนิมอลพลาเน็ต ทางทรูวิชั่นส์: พฤหัสบดีที่ 3 มกราคม 2556

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]