มหาวิหารลียง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Logo monument classe.svg อาสนวิหารนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา
แห่งลียง
Primatiale Saint Jean de Lyon

St. John the Baptist Cathedral

ด้านหน้าของมหาวิหาร
ด้านหน้าของมหาวิหาร
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร ประเภท "Primate"
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง ลียง จังหวัดลัวรัตล็องติก
ประเทศ Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน ค.ศ. 1180
สร้างเสร็จ ค.ศ. 1480
แบบสถาปัตยกรรม โรมาเนสก์
กอธิก
สูง 32.50 เมตร
ทางเดินกลาง กว้าง 26 เมตร
ขนาด ยาว 80 เมตร
อื่นๆ หอสูง 44 เมตร
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
สิ่งที่น่าสนใจ นาฬิกาดาราศาสตร์ สมัยคริสต์ศตววรษที่ 14
พิกัด 45°45′38″N 4°49′39″E / 45.76056°N 4.82750°E / 45.76056; 4.82750
เว็บไซต์ http://cathedrale-lyon.cef.fr
หมายเหตุ Logo monument classe.svg อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ (ค.ศ. 1862)[1]

มหาวิหารลียง หรือมีชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาและนักบุญสเทเฟนแห่งลียง (ฝรั่งเศส: La Primatiale Saint-Jean-Baptiste-et-Saint-Étienne) หรือ เรียกโดยทั่วไปว่า มหาวิหารนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาแห่งลียง (ฝรั่งเศส: Cathédrale Saint Jean de Lyon) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก ที่อยู่ในระดับสูงกว่าอาสนวิหารทั่วไป หรือที่เรียกว่า "Primatial Cathedral" เป็นที่ตั้งของอัครมุขนายก ประจำอัครมุขมณฑลลียง (Archdiocese of Lyon) โดยตามตำแหน่งแล้ว อัครมุขนายกแห่งลียง ยังรั้งตำแหน่ง ผู้นำแห่งชาวกอลทั้งปวง (ฝรั่งเศส: Primat des Gaules) อีกตำแหน่งด้วย

มหาวิหารตั้งอยู่ที่ในตัวเมืองเก่าของเมืองลียง จังหวัดโรน ในแคว้นโรนาลป์ ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สองอัครทูตสำคัญ คือนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา และนักบุญสเทเฟน โดยแต่แรกมหาวิหารนี้ตั้งใจสร้างเพื่ออุทิศให้แก่นักบุญสเทเฟน และให้เกียรติแก่ผู้ให้ศีลล้างบาปแก่พระองค์ด้วย นั่นคือนักบุญยอห์น จึงเป็นที่มาของชื่อทั้งสองของมหาวิหารแห่งนี้

มหาวิหารแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ. 1862[2]

ประวัติ[แก้]

บริเวณที่ตั้งแห่งแรกก่อนจะมาเป็นมหาวิหารหลังนี้ เป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารโบราณทางคริสต์ศาสนาราวสมัยราชวงศ์เมรอแว็งเฌียง จากหลักฐานงานเขียนของ ซิโดอิน อะโปลิแนร์ (Sidoine Apollinaire) รวมทั้งหลักฐานต่างๆที่ค้นเจอในบริเวณนั้นด้วย

ผังแสดงกลุ่มอาคารในสมัยราชวงศ์เมรอแว็งเฌียง

การก่อสร้างได้เริ่มต้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 เริ่มจากผนังของวิหารคดที่ตั้งอยู่เหนือคริพท์สมัยโบราณ[3] ต่อมาระหว่างปีค.ศ. 1165 ถึง ค.ศ. 1180 มีการสร้างบริเวณฐานสำหรับมุขโค้ง ชาเปลด้านในทั้งสองแห่ง และสำหรับแขนกางเขนตามแบบสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ ต่อมาบริเวณหลังคาโค้งของมุขโค้ง ตามด้วยแขนกางเขน ได้แล้วเสร็จในแบบสถาปัตยกรรมกอทิก พร้อมๆกับหอทั้งสองฝั่ง รวมทั้งโถงทางเดินโบสถ์ในความยาวสี่ช่วงเสาพร้อมหลังคาโค้ง ได้เสร็จสิ้นตามในช่วงระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13

ต่อมางานกระจกสีบริเวณร้องเพลงสวด และหน้าต่างกุหลาบทั้งสองบานบริเวณแขนกางเขนได้เสร็จสิ้นลงในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ต่อมา บริเวณช่วงฐานของโถงทางเดินโบสถ์ในความยาวสี่ช่วงเสาสุดท้าย และบริเวณช่วงล่างของหน้าบันของมหาวิหาร ได้เสร็จสิ้นช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ส่วนหลังคาโค้งของสี่ช่วงที่เหลือ พร้อมทั้งหน้าต่างกุหลาบของหน้าบันได้เสร็จสิ้นเมื่อค.ศ. 1392

ส่วนยอดของหน้าบันและหอทั้งสองข้างได้เสร็จสิ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 งานประติมากรรมพระเจ้าพระบิดาได้ติดตั้งบริเวณปลายยอดของหน้าบันเมื่อปีค.ศ. 1481

ต่อมาได้มีการก่อสร้างโบสถ์น้อย "Chapelle des Bourbons" โดยตั้งชื่อตามนามสกุลของอัครมุขนายกที่ริเริ่มการก่อสร้าง เป็นชาเปลในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบกอทิกตอนปลาย ซึ่งแล้วเสร็จช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16

ต่อมาในปีค.ศ. 1562 มหาวิหารได้ถูกทำลายโดยกองกำลังฝ่ายโปรเตสแตนท์ของ บารง เดซาเดร (Baron des Adrets) ในยุคของสงครามศาสนาของฝรั่งเศส

กระจกสีตั้งแต่สมัยยุคกลางบริเวณโถงทางเดินโบสถ์ และรูปสลักหน้าบันบริเวณประตูทางเข้าได้ถูกทำลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยกลุ่ม Ordre des Chanoines และในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส มหาวิหารได้ถูกปล่อยทิ้งตามสภาพขาดการดูแล

ต่อมาระหว่างปีค.ศ. 1791 และค.ศ. 1793 อัครมุขนายกลามูแรตต์ ได้สั่งให้มีการปรับแต่งบริเวณร้องเพลงสวด ทำให้ฉากกางเขนของเก่าถูกทำลายลง ซึ่งต่อมาได้ถูกบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ให้กลับมาอยู่ในสภาพตามแบบเดิมเมื่อปีค.ศ. 1935 ถึงค.ศ. 1936 และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 หน้าต่างกระจกสีบางส่วนก็ได้ถูกทำลายลงในสงครามอย่างน่าเสียดาย

หน้าบันของมหาวิหารได้ถูกบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปีค.ศ. 1982 และค.ศ. 2011

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.culture.gouv.fr/public/mistral/merimee_fr?ACTION=CHERCHER&FIELD_1=REF&VALUE_1=PA00117785 กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
  2. http://www.culture.gouv.fr/public/mistral/merimee_fr?ACTION=CHERCHER&FIELD_1=REF&VALUE_1=PA00117785 กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
  3. Régis Neyret, Le livre de Lyon : Lugdunoscopie, Éditions Lyonnaises, 1995 ISBN 978-2910979003

ดูเพิ่ม[แก้]