มหาวิหารมอนซา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับการเรียกชื่อวัดคริสต์ศาสนาประเภทต่างๆ ดูที่ คริสต์ศาสนสถาน
อาสนวิหารนักบุญยอห์นแบปติสต์
Duomo di San Giovanni Battista
มหาวิหารมอนซา
มหาวิหารมอนซา
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง มอนซาในประเทศอิตาลี
ประเทศ ธงของประเทศอิตาลี อิตาลี
การก่อสร้าง
ผู้สร้างแรก เทโอเดลินดา
สร้างเสร็จ
แบบสถาปัตยกรรม โรมานเนสก์
กอทิก
บาโรก
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว

อาสนวิหารนักบุญยอห์นแบปติสต์ (อิตาลี: Duomo di San Giovanni Battista ) หรือ มหาวิหารมอนซา (อิตาลี: Duomo di Monza) เป็นคริสต์ศาสนสถานโรมันคาทอลิกที่มีฐานะเป็นอาสนวิหาร ตั้งอยู่ที่เมืองมอนซาไม่ไกลจากมิลานในประเทศอิตาลี

ประวัติ[แก้]

ตามตำนานกล่าวกันว่าพระนางเทโอเดลินดา พระราชินีอิตาลีจากลอมบาร์ดีเป็นผู้ทรงว่าจ้างให้สร้างคริสต์ศาสนสถานแห่งนี้ขึ้น ทรงตั้งปณิธานว่าจะถวายนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา วันหนึ่งขณะที่ทรงม้ามาตามริมฝั่งแม่น้ำแลมโบรนกพิลาบก็เอ่ยว่า “Modo” หรือ “ที่นี่” พระองค์ก็ทรงตอบว่า “Etiam” หรือ “ตกลง” มอนซาเดิมชื่อว่า “โมเดเชีย” (Modoetia)

ในปี ค.ศ. 595 พระราชินีเทโอเดลินดาก็มีพระราชเสาวนีย์สร้าง “oraculum” (ชาเปลพระราชินี) ทรงกากบาด ชาเปลนี้ปัจจุบันยังคงเหลือแต่กำแพง พระบรมศพของพระองค์ก็ฝังอยู่ ณ ที่นี้ที่ในปัจจุบันคือช่องทางเดินทางซ้าย บนซากชาเปลพระราชินีก็ได้มีการก่อสร้างคริสต์ศาสนสถานใหม่ที่เริ่มขึ้นราวปี ค.ศ. 1300 เป็นทรงกากบาด ต่อมาก็ได้มีการเพิ่มคูหาสวดมนต์ด้านข้างอีกหลายคูหาที่ออกแบบโดยมัตเตโอ ดา คัมปิโอเน เพิ่มด้านหน้าแบบกอธิคปิซาที่เป็นหินอ่อนขาวสลับเขียว

เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์บริเวณร้องเพลงสวดและเพดาน ต่อมาผนังและเพดานก็ได้รับการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังและปูนปั้น หอระฆังได้รับการสร้างในปี ค.ศ. 1606 ขณะที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็ได้มีการสร้างสุสานติดกับทางด้านซ้ายของโบสถ์

ด้านหน้า[แก้]

โค้งพระจันทร์ครึ่งซีกเหนือประตู

ด้านหน้าอันใหญ่โตของมหาวิหารแบ่งออกเป็นห้าส่วน แต่ละส่วนก็ตกแต่งด้วยเครื่องยอด (tabernacle) ที่มีรูปสลักอยู่ภายใน นอกจากนั้นก็มีหน้าต่างหลายหน้าต่าง ตรงกลางเป็นหน้าต่างกุหลาบล้อมรอบด้วยลวดลายที่มีพื้นฐานมาจากเพดานโรมันโบราณ, ตกแต่งด้วยลายกุหลาบ, หน้ากาก และ ดวงดาว

โครงสร้างด้านหน้าถือกันว่าเป็นแบบโรมานเนสก์แต่การตกแต่งเป็นแบบกอทิก นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่เป็นกอทิกอีกอย่างหนึ่งคือซุ้มทางเข้า พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยปนาลีของคริสต์ศตวรรษที่ 14 บนด้านข้าง และโค้งพระจันทร์ครึ่งซีกของคริสต์ศตวรรษที่ 13 พร้อมด้วยรูปสลักครึ่งตัวของพระราชินีธีโอเดลินดาและพระเจ้าอกิลุล์ฟ เหนือซุ้มทางเข้าเป็นประติมากรรมนักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมา (คริสต์ศตวรรษที่ 15) ทำพิธีประทานศีลจุ่มแก่พระเยซูโดยมีซีโมนเปโตร, พระแม่มารีย์ นักบุญเศคาริยาห์ และเปาโลอัครทูตเป็นพยาน ตอนบนเป็นพระราชินีธีโอเดลินดาประทานมงกุฎเหล็กแห่งลอมบาร์ดีแก่นักบุญยอห์นพร้อมด้วยพระเจ้าอกิลุล์ฟ พระสวามี และอดาโลอาลด์ และ กุนเดอเบอร์กา พระราชโอรส

ภายใน[แก้]

โบสถ์ประกอบด้วยทางเดินกลางที่ขนาบด้วยทางเดินข้างที่แยกจากกันด้วยเสาหกเหลี่ยมทีมีหัวเสาแบบโรมาเนสก์ และ เสากลมทีมีหัวเสาแบบบาโรก ตอนปลายสุดเป็นมุขโค้งด้านสกัดขนาดใหญ่ และ ด้านข้างมีชาเปลราย

ผนังตกแต่งอย่างบาโรก งานศิลปะอื่นๆ ก็ได้แก่บริเวณร้องเพลงสวดโดยมัตเตโอ ดา คัมปิโอเน แท่นบูชาเอกโดยอันเดรีย อัพพิอานี, จิตรกรรมฝาผนังในบริเวณสังฆบริเวณและแขนกางเขน and transept frescoes by จุยเซ็ปเป เมดา และ จุยเซ็ปเป อาร์ชิมโบลโด.

สมบัติ[แก้]

แขนกางเขนทางด้านขวาเป็นทางเข้าพิพิธภัณฑ์แซร์เพอโรที่เป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติของมหาวิหารที่รวมทั้งมงกุฎเหล็กแห่งลอมบาร์ดี และบานพับภาพงาช้าง “บานพับภาพกวีและมิวส์” และงานอันมีค่าจากสมัยโบราณจนถึงต้นยุคกลางอีกเป็นจำนวนมาก หลายชิ้นมาจากพระราชินีธีโอเดลินดา ที่รวมทั้งถ้วย ampulla ที่ทำจากตะกั่วของคริสต์ศตวรรษที่ 6 จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นงานรูปเคารพทางคริสต์ศาสนาในระยะแรกที่รวมทั้งภาพการตรึงกางเขนของพระเยซู และ การประสูติของพระเยซู ที่กลายมาเป็นงานมาตรฐานต่อมาในยุคกลางและเลยไปจากนั้น[1] ห้องสมุดของมหาวิหารก็มีงานหนังสือวิจิตรสำคัญๆ หลายเล่ม

ชาเปลธีโอเดลินดา[แก้]

นอกไปจากมงกุฎเหล็กแล้วสิ่งที่ดึงดูดความสนใจที่สุดอีกสิ่งหนึ่งของมหาวิหารคือชาเปลธีโอเดลินดา ภายในชาเปลเป็นจิตรกรรมฝาผนังของคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่เขียนโดยห้องเขียนภาพซาวัตตารีเป็นภาพฉากพระราชประวัติของพระราชินีธีโอเดลินดา เช่นเมื่อทรงพบนกพิลาบ, การขอแต่งงาน, การพบปะกับออธารี, ความตายของออธารีในสนามรบ และการเสกสมรสใหม่กับอกิลุลฟ เครื่องแต่งตัวของบุคคลในภาพเป็นเครื่องแต่งกายอันหรูหราของสมัยวิสคอนติ เพดานเป็นภาพนักบุญและอีแวนเจลลิสบนบัลลังก์ของคริสต์ศตวรรษที่ 14

อ้างอิง[แก้]

  1. Hahn, 9-16

บรรณานุกรม[แก้]

  • Hahn, Cynthia, The Meaning of Early Medieval Treasuries, in Reliquiare im Mittelalter, Volume 5 of Hamburger Forschungen zur Kunstgeschichte, eds Bruno Reudenbach, Gia Toussaint, Akademie Verlag, 2005, ISBN 305004134X, 9783050041346, google books

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ มหาวิหารมอนซา

ระเบียงภาพ[แก้]