มหาวิหารตูล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Logo monument classe.svg อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งตูล
Cathédrale Saint-Étienne de Toul

Cathedral of St.Stephen of Toul

ทางเข้าหลักด้านหน้าฝั่งทิศตะวันตก
ทางเข้าหลักด้านหน้าฝั่งทิศตะวันตก
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง ตูล จังหวัดเมอร์เตมอแซล
ประเทศ Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน ค.ศ. 1221
สร้างเสร็จ ค.ศ. 1561
แบบสถาปัตยกรรม กอทิก
สูง 62 เมตร (200 ฟุต) (หอระฆัง)
ทางเดินกลาง ยาว 52.58 เมตร (172.5 ฟุต)
แขนกางเขน ยาว 47.78 เมตร (156.8 ฟุต)
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
สิ่งที่น่าสนใจ ระเบียงคดสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13
พิกัด 48°40′31″N 5°53′40″E / 48.67528°N 5.89444°E / 48.67528; 5.89444
หมายเหตุ Logo monument classe.svg อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ (ค.ศ. 1840)[1]

มหาวิหารตูล เรียกชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญสเทเฟนแห่งตูล (ฝรั่งเศส: Cathédrale Saint-Étienne de Toul) เป็นอาสนวิหารในนิกายโรมันคาทอลิก เป็นที่ตั้งของมุขนายก ประจำมุขมณฑลน็องซี-ตูล (Diocese of Nancy-Toul) ร่วมกับอาสนวิหารแม่พระรับสารและนักบุญซิฌแบร์แห่งน็องซี มหาวิหารตูลตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของตูล จังหวัดเมอร์เตมอแซล ในแคว้นลอแรน ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้นักบุญสเทเฟน (ปฐมมรณสักขี)

มหาวิหารแห่งนี้เป็นหนึ่งตัวอย่างของอาคารกอทิกที่สวยงามและสมบูรณ์ โดยเฉพาะหน้าบันทางเข้าทิศตะวันตก อีกทั้งยังเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกแบบกอธิกแบบฟล็อมบัวย็องซึ่งรวมถึงระเบียงคดแบบกอทิก ซึ่งถือว่าเป็นระเบียงคดแห่งที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองในประเทศฝรั่งเศส นอกจากนั้น ยังมีชาเปลแบบเรอเนสซองส์อีก 2 แห่งด้วย

มหาวิหารแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ เมื่อปีค.ศ. 1840[2] (รายชื่อครั้งที่ 1)

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม[แก้]

หอคู่บริเวณหน้าบันหลักนั้นสูง 65 เมตร[3] บริเวณกลางโบสถ์ยาว 98 เมตร สูงถึงระดับเพดานโค้ง 32 เมตร และแขนกางเขนกว้าง 56 เมตร

ถึงแม้ว่าการก่อสร้างของมหาวิหารจะกินเวลารวมกว่า 3 ศตวรรษ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนทางสถาปัตยกรรม (ยกเว้นส่วนหน้าบันทางเข้า) งานก่อสร้างที่เสร็จในช่วงแรก (คริสต์ศตวรรษที่ 13) ได้แก่บริเวณร้องเพลงสวด แขนกางเขน บริเวณกลางโบสถ์ช่วงเสาสุดท้าย (ก่อนถึงจุดตัดกลางโบสถ์) บริเวณซุ้มทางเดินข้างช่วงแรก และวิหารคด ซึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากเป็นอันดับแรกในการก่อสร้างแขนกางเขน ได้แก่การประดับประดาหน้าต่างด้วยงานกระจกสีและหน้าต่างกุหลาบ ซึ่งช่วยยกระดับของความสูงของผนังบริเวณแขนกางเขนให้สูงและโอ่อ่าขึ้น ซึ่งงานกระจกสีแบบนี้ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างในส่วนของบริเวณหน้าบันฝั่งทางเข้าหลัก (ทิศตะวันตก) ของมหาวิหารแม็สในอีกหนึ่งราวร้อยปีต่อมา ซึ่งเหมือนกันกับในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่มีการปรับปรุงส่วนแขนกางเขนให้เหมือนกับที่บาซิลิกานักบุญวินเซนต์แห่งแม็ส

ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 บริเวณกลางโบสถ์อีกสี่ช่วงเสาที่เหลือได้เสร็จสิ้นลง ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 หน้าบันหลักแบบกอทิกฟล็อมบัวย็องอันวิจิตรตระการตาได้เสร็จพร้อมๆกันกับบริเวณกลางโบสถ์สองช่วงเสาแรกที่ต่อกัน

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการต่อเติมชาเปลเรอเนสซองส์บริเวณทางเดินข้างฝั่งทิศเหนือ และอีกแห่งทางทิศใต้ ได้แก่ ชาเปลแห่งนักบุญ (la chapelle de Tous-les-Saints) ซึ่งกลายเป็นที่ฝังศพของฌ็อง ฟอร์เฌ (Jean Forget) นักบวชผู้เป็นอนุศาสนาจารย์และผู้นำร้องเพลงสวดประจำเคนัน อีกหนึ่งแห่งได้แก่ ชาเปลแห่งมุขนายก (la chapelle des Évêques) ที่ประกอบด้วยเพดานเรียบแบบมีหลุม และคานโค้งแบบเรียบๆ ซึ่งถูกปิดมานานกว่า 50 ปีเพื่อรอการบูรณะซ่อมแซม

สถิติสำคัญ[แก้]

ระเบียงทางเดินทิศตะวันออก (ระเบียงคด)
  • ความยาวรวม (จากบริเวณร้องเพลงสวดจนถึงหน้าบันหลักฝั่งทิศตะวันตก) 89.81 เมตร (294.7 ฟุต)
  • บริเวณทางเดินข้างสูง 16.77 เมตร (55.0 ฟุต)
  • บริเวณแขนกางเขนยาว 47.78 เมตร (156.8 ฟุต) และกว้าง 16.45 เมตร (54.0 ฟุต) (บริเวณทิศเหนือ)
  • บริเวณหน้าบันหลักกว้าง 37 เมตร (120 ฟุต) และสูง 40 เมตร (130 ฟุต)
  • หอคู่สูง 62 เมตร (200 ฟุต) และปลายยอดหลังคาที่ไม่เคยสร้างเสร็จ (ตามแผนจะมีความสูงถึง 90 เมตร (300 ฟุต))
  • บริเวณร้องเพลงสวดสูงสุด 28.23 เมตร (92.6 ฟุต)

ประวัติ[แก้]

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ามหาวิหารนี้ถูกสร้างบนที่เดิมที่เคยเป็นบริเวณวัดในสมัยโรมโบราณ ซึ่งต่อมาถูกทำลายลงโดยกองทัพชาวฮัน

กลุ่มมหาวิหาร[แก้]

มหาวิหารแห่งแรก สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่นักบุญสเทเฟน และพระแม่มารี คาดว่าสร้างช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 มีลักษณะเป็นหมู่วิหารจำนวน 3 แห่ง แห่งหนึ่งอุทิศให้แก่พระแม่มารี อีกแห่งให้แก่นักบุญสเทเฟน และแห่งที่สามแก่นักบุญยอห์นผู้ให้บัพติศมาซึ่งใช้เป็นหอล้างบาป

มหาวิหารโรมาเนสก์[แก้]

ระหว่างปีค.ศ. 963 ถึง 967 มุขนายกเฌราร์ดแห่งตูล (Gérard de Toul) ทำการสร้างอาสนวิหารแบบโรมาเนสก์บนบริเวณที่ตั้งของกลุ่มมหาวิหารทั้งสามเดิม ซึ่งครานี้จะสร้างเหลือเพียงแค่อาคารเดียว ซึ่งต่อมาระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 11 และ 12 ก็ได้มีการบูรณะปรับปรุงตามอย่างวิหารแบบโรมันแถบลุ่มแม่น้ำไรน์ (ตัวอย่างสำคัญได้แก่ บริเวณร้องเพลงสวด 2 แห่งตรงข้ามกันซึ่งขนาบข้างด้วยหอทั้งสอง)

งานบูรณะเป็นแบบกอทิก[แก้]

การบูรณะเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมเริ่มในปีค.ศ. 1221 เริ่มในสมัยของมุขนายกเอิดที่ 2 แห่งซอร์ซี (Eudes II de Sorcy) (1219-1228) โดยดำเนินการทั้งหมดกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลากว่า 300 ปี โดยเริ่มจากการรื้อถอนมหาวิหารแบบโรมาเนสก์หลังเดิมทีละส่วนเพื่อการต่อเติมกลับในแบบสถาปัตยกรรมกอทิก เริ่มจากบริเวณร้องเพลงสวดก่อน และขนาบด้วยหอสูงทั้งสองด้านผสมผสานกันอย่างกลมกลืนกันตามแบบสถาปัตยกรรมกอทิกบนฐานเดิมแบบโรมาเนสก์ (คล้ายกับที่มหาวิหารแวร์เดิง) บริเวณร้องเพลงสวดบูรณะเสร็จสิ้นในปีค.ศ. 1235 การก่อสร้างบริเวณแขนกางเขนและบริเวณกลางโบสถ์ห้าช่วงเสาสุดท้ายกินเวลาระหว่างปีค.ศ. 1331 ถึง 1400 พร้อมๆกันกับการรื้อถอนของบริเวณกลางโบสถ์เดิมแบบโรมาเนสก์

บริเวณระเบียงคดสร้างโดยปิแย์ แปร์รา (Pierre Perrat) พร้อมๆกันกับซุ้มประตูทางเข้าหลักฝั่งทิศตะวันตก และถูกระงับการก่อสร้างอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างดัชชีแห่งเบอร์กันดีและดัชชีแห่งลอร์แรน

ระเบียงคด[แก้]

ระเบียงคดมองจากหอฝั่งทิศใต้

งานก่อสร้างเริ่มขึ้นราวปีค.ศ. 1240 โดยเริ่มจากซุ้มทางเดินด้านทิศตะวันออก ในแบบสถาปัตยกรรมกอทิกแบบแรยอน็อง ซึ่งประกอบด้วยบานหน้าต่างที่กว้าง เปิดโล่ง และตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีการระบายน้ำฝนจากหลังคาผ่านทางระบบรางระบายน้ำจากหลังคาลงไปที่รูปปั้นการ์กอยล์ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก ซึ่งได้ถูกศึกษาโดยเออแฌน วียอแล-เลอ-ดุก งานก่อสร้างทั้งหมดเสร็จสิ้นลงในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 13 และต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ห้องสวดมนต์ก็ได้ถูกย้ายไปอยู่บริเวณทางเดินฝั่งทิศเหนือของระเบียงคด ซึ่งเป็นส่วนที่ตรงกันข้ามกับบริเวณกลางโบสถ์ของมหาวิหาร และปิดกั้นด้วยบานกระจกสีขนาดใหญ่ซึ่งสามารถมองเห็นทะลุถึงสวนตรงกลางได้

ระเบียงคดแห่งนี้เป็นระเบียงคดแบบกอทิกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศฝรั่งเศส ด้วยความยาวถึง 65 เมตร ในบริเวณซุ้มทางเดินฝั่งทิศตะวันออกที่มี 10 ช่วงหน้าต่าง (วัดจากทางเข้าหลักจากด้านนอกมาจรดกับซุ้มประตูที่เชื่อมเข้ามาบริเวณตัวอาคารมหาวิหาร) บริเวณซุ้มทางเดินฝั่งทิศใต้มีความยาว 40 เมตร แบ่งเป็น 6 ช่วงหน้าต่าง และฝั่งทิศตะวันตก 52 เมตร 8 ช่วงหน้าต่าง ซึ่งโดยปกติแล้วระเบียงคดแบบกอทิกจะมีขนาดเล็กกว่าแบบโรมาเนสก์ ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นการปรับตัวของสถาปัตยกรรมตามแบบกอทิกที่ลงตัวบนฐานแบบโรมาเนสก์อย่างกลมกลืน ซึ่งขนาดความใหญ่โตของระเบียงคดแห่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขนาดและความสำคัญของมุขนายกในมุขมณฑลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคกลาง

อ้างอิง[แก้]

  1. [1] Base Merimée ref. PA00106374 กระทรวงวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส
  2. [2] Base Merimée ref. PA00106374 กระทรวงวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส
  3. http://www.ot-toul.fr/PDF/CATHEDRALE-F-03.pdf

บรรณานุกรม[แก้]

  • Marie-Claire Burnand, La Lorraine gothique, Paris, 1989 (Les monuments de la France gothique), p.310-321.
  • Jacques Choux, La cathédrale de Toul avant le XIII siecle, Annales de l'Est, No.6, 1955, p.99-143.
  • Alain Villes, La Cathédrale de Toul : histoire d'un grand édifice gothique en Lorraine, Toul, 1983.
  • Michel Hérold, Les vitraux de la cathédrale de Toul, dans Congrès archéologique de France. 149eme session. Les Trois-Évêchés et l'ancien duché de Bar. 1991, p. 363-374, Société Française d'Archéologie, Paris, 1995


ดูเพิ่ม[แก้]