ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (อังกฤษ: Value Added Tax หรือ VAT) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า แวต เป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าส่วนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ซื้อวัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์มา 100 บาท และมีภาษีซื้อ 10 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายในราคา 150 บาท ตอนขายไปจะต้องคิดภาษีขาย 15 บาท ดังนี้ ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะผลต่างจำนวน 15-10 = 5 บาท เท่านั้น ถ้าการซื้อ และขายเกิดขึ้นภายในรอบการจ่ายภาษีเดียวกัน.
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
| ตัวอย่างและทัศนะในบทความนี้มิได้เสนอมุมมองที่เป็นสากลของเรื่อง คุณสามารถพัฒนาบทความได้ โดยเพิ่มมุมมองสากลให้มากขึ้น หรือแยกประเด็นย่อยไปสร้างเป็นบทความใหม่ |
ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นครั้งแรก
การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้เป็นผลมาจากเหตุผลในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฐานะทางเศรษฐกิจการเงินการคลังของประเทศมั่นคงขึ้นมาก ในขณะที่มีการกล่าวถึงความไม่เหมาะสมของโครงสร้างภาษีการค้าต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันได้แก่ความซ้ำซ้อนของระบบภาษีการค้าที่เป็นอยู่ และความหลากหลายของโครงสร้างอัตราภาษีนอกจากความบกพร่องของระบบภาษีการค้า ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตแล้ว ความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีของทางการ ยังสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางด้านภาษีอากรอีกด้วย กล่าวคือ ความสามารถในการหารายได้ของรัฐผ่านเครื่องมือทางภาษีการค้าและภาษีศุลกากรได้ลดน้อยลงเป็นลำดับ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงการคลัง จึงได้เสนอพิจารณายกเลิกภาษีการค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะมีอัตราเดียวที่ใช้กับสินค้าและบริการทุกชนิด สำหรับสินค้าใดที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะเก็บสูงกว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจากภาษีมูลค่าเพิ่ม
การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้นี้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อระบบภาษีอากรของประเทศไทยเป็นการปฏิรูปภาษีการค้าครั้งใหญ่ ทำให้ระบบภาษีอากรของประเทศมีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเอื้ออำนวยต่อการลงทุนการส่งออก และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีความซ้ำซ้อนของภาระภาษีดังเช่นภาษีการค้า นอกจากนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้เกิดความเป็นธรรมและความสะดวกต่อการปฏิบัติตามของผู้เสียภาษีอีกด้วย
อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศต่างๆ [แก้]
ประเทศนอกสหภาพยุโรป [แก้]
| ประเทศ | อัตรา | |
|---|---|---|
| มาตรฐาน | Reduced | |
| 21% | 10.5% หรือ 0% | |
| 10% | ||
| 17% | ||
| 20% | 9% | |
| 7% หรือ 15% | 4.5% | |
| 19% | ||
| 17% | 6% หรือ 3% | |
| 22% | 0% | |
| 6% | 12% หรือ 0% | |
| 11% | ||
| 24.5% | 14% | |
| 12.5% | 4%, 1%, หรือ 0% | |
| 16.5% | ||
| 5% | ||
| 5% | ||
| 15% | 0% | |
| 12.5% | ||
| 25% | 14% หรือ 8%[1] | |
| 10% | ||
| 24% | 9% | |
| 18% | 10% หรือ 0% | |
| 18% | 8% หรือ 0% | |
| 5% | ||
| 14% | 7% หรือ 4% | |
| 10% | ||
| 15% | ||
| 8% | 3.8% หรือ 2.5% | |
| 10% | 7% | |
| 18% | 8% หรือ 1% | |
| 20% | 0% | |
| 16% | 8% | |
ประเทศในสหภาพยุโรป [แก้]
| ประเทศ | อัตรา | |
|---|---|---|
| มาตรฐาน | Reduced | |
| 20% | 12% หรือ 10% | |
| 21% | 12% หรือ 6% | |
| 15% | 5% | |
| 20% | 10% | |
| 25% | ||
| 20% | 9% | |
| 23% | 13% หรือ 9% | |
| 19.6% | 5.5% หรือ 2.1% | |
| 19% | 7% | |
| 23% | 13% หรือ 6.5% | |
| 20% | 18% หรือ 5% | |
| 21% | 13.5% หรือ 4.8% | |
| 20% | 10%, 6%, หรือ 4% | |
| 22% | 12% หรือ 0% | |
| 21% | 9% หรือ 5% | |
| 15% | 12%, 9%, 6%, หรือ 3% | |
| 18% | 5% | |
| 19% | 6% | |
| 23% | 13% หรือ 6% | |
| 23% | 8% หรือ 5% | |
| 20% | 10% | |
| 20% | 8.5% | |
| 18% | 8% หรือ 4% | |
| 25% | 12% หรือ 6% | |
| 20% | 5% | |