ฟร็องซัว บูเช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟร็องซัว บูเช
Boucher par Gustav Lundberg 1741.jpg
ภาพเหมือนของฟร็องซัว บูเชโดยกุสตาฟ ลุนด์แบร์ก (Gustaf Lundberg) (ค.ศ. 1742, พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์)


วันเกิด 29 กันยายน ค.ศ. 1703
ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
วันเสียชีวิต 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1770
ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
เชื้อชาติ ฝรั่งเศส
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน จิตรกรรมประวัติศาสตร์, ภาพเหมือน, ภาพชีวิตประจำวัน
ยุค โรโคโค
อิทธิพลจาก อ็องตวน วาโต, ปีเตอร์ พอล รูเบนส์
อิทธิพลต่อ ฌัก-หลุยส์ ดาวิด
“อาหารเช้า” ค.ศ. 1739

ฟร็องซัว บูเช (ฝรั่งเศส: François Boucher; 29 กันยายน ค.ศ. 1703 - 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1770) เป็นจิตรกรสมัยโรโคโคคนสำคัญชาวฝรั่งเศสของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้มีชื่อเสียงในงานเขียนที่เป็นอุดมคติและอวบอิ่ม (voluptuous) ของภาพประเภทคลาสสิก อุปมานิทัศน์ และท้องทุ่ง (pastoral) นอกจากนั้นบูเชก็ยังเขียนภาพเหมือนหลายภาพของมาดาม เดอ ปงปาดูร์

ประวัติ[แก้]

ฟร็องซัว บูเชเกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1703 ที่กรุงปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรของนีกอลา บูเช ช่างออกแบบลูกไม้ บูเชอาจจะเป็นจิตรกรตกแต่งผู้มีชื่อเสียงที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 จากงานเขียนที่เรียกว่ามีลักษณะแบบโรโคโค เมื่อมีอายุได้ 17 ปีบูเชก็ไปฝึกงานกับฟร็องซัว เลอมวน (François Lemoyne) แต่เพียงสามเดือนบูเชก็ไปทำงานกับช่างพิมพ์ (engraver) ฌ็อง-ฟร็องซัว การ์ ภายในสามปีเท่านั้นบูเชก็ได้รับรางวัลอันมีเกียรติกรองด์ปรีซ์เดอโรมจากราชสถาบันแห่งจิตรกรรมและประติมากรรม (Académie de peinture et de sculpture) แต่ก็ไม่ได้ถือโอกาสรับรางวัลในการเดินทางไปศึกษายังสถาบันแห่งฝรั่งเศสแห่งกรุงโรม (Académie de France à Rome) จนกระทั่งอีกสี่ปีต่อมา เมื่อกลับจากอิตาลีในปี ค.ศ. 1731 บูเชก็ได้รับเข้าเป็นสมาชิกของราชสถาบันแห่งจิตรกรรมและประติมากรรมในฐานะจิตรกรประวัติศาสตร์ และในปี ค.ศ. 1734 ก็ได้เป็นสมาชิกของคณะวิชาการของสถาบัน

จากนั้นงานอาชีพของบูเชก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นเมื่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นจากการเป็นศาสตราจารย์เป็นอธิการของสถาบัน, เป็นผู้อำนวยการโรงงานทอพรมแขวนผนังกอเบอแล็ง ในปี ค.ศ. 1755 และ เป็นจิตรกรเอกประจำราชสำนักฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1765 ถึงปี ค.ศ. 1770

อิทธิพลของอ็องตวน วาโต และปีเตอร์ พอล รูเบนส์ เห็นได้ในงานเขียนในสมัยแรกของบูเชที่เป็นงานเขียนที่แสดงความสงบและความเป็นอุดมคติ ที่เห็นได้จากธรรมชาติและภูมิทัศน์ที่เขียน แต่งานเขียนของบูเชต่างจากงานเขียนประเภทเดียวกันที่ทำกันมาก่อนหน้านั้นที่มิได้แสดงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติแต่เป็นการเขียนที่มีลักษณะเฉพาะตัวและแฝงความเร้าใจทางเพศ (eroticism) เข้าไปในภาพด้วย นอกจากนั้นงานเขียนที่เกี่ยวกับตำนานเทพก็เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยพลังและความรู้สึกอันใกล้ชิดแทนที่จะเป็นงานเขียนที่แสดงความมีอานุภาพของเทพตามธรรมเนียมการเขียน มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (พระสนมในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15) เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชมงานเขียนของบูเช โดยเฉพาะในงานเขียนภาพเหมือนของเธอเองที่บูเชส่งเสริมความงามของตัวแบบ

ภาพเขียนเช่น “อาหารเช้า” ที่เขียนในปี ค.ศ. 1739 เป็นฉากครอบครัวเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเขียนภาพชีวิตประจำวันที่บูเชใช้ภรรยาและครอบครัวของตนเองเป็นแบบ แต่ฉากที่แสดงความใกล้ชิดของครอบครัวเช่นนี้เป็นลักษณะที่ต่างจากการเขียนภาพแบบ “ยั่วยวนอารมณ์” (licentious) อย่างสิ้นเชิง เช่นที่เห็นในภาพเหมือนประเภทสตรีในฮาเร็มโอดาลิสก์” (Odalisque) ภาพ “โอดาลิสก์” ผมดำภาพหนึ่งถึงกับทำให้นักวิพากษ์ศิลป์เดอนี ดีเดอโร (Denis Diderot) ถึงกับกล่าววิจารณ์บูเชว่า “ขายภรรยาเป็นโสเภณี” และภาพ “โอดาลิสก์ผมทอง” เป็นภาพเหมือนที่แสดงให้เห็นถึงการมีความสัมพันธ์นอกสมรสของพระมหากษัตริย์ บูเชมามีชื่อกับการเขียนภาพให้ลูกค้าส่วนตัวผู้มีฐานะดี แต่หลังจากที่ถูกวิจารณ์โดยดิเดอโรต์แล้วงานของบูเชก็เริ่มถูกโจมตีหนักขึ้นในระหว่างบั้นปลายของความสร้างสรรค์

นอกจากจะเป็นจิตรกรแล้วบูเชก็ยังออกแบบฉากละครและเครื่องแต่งกายของตัวละครด้วย เช่นสำหรับอุปรากรชวนขันโดยชาร์ล ซีมง ฟาวาร์ (Charles Simon Favart) ที่คล้ายกับลักษณะงานจิตรกรรมที่เขียน และออกแบบพรมทอแขวนผนัง เช่นการออกแบบพรมทอแขวนผนังโบแว (Beauvais tapestry) ที่เป็นหัวเรื่อง “เทศกาลอิตาลี” ในปี ค.ศ. 1736 ซึ่งเป็นงานที่มีชื่อเสียงจนมีการทอกันใหม่หลายครั้งต่อมา และต่อมาในชุดที่เป็นเรื่องราวของคิวปิดและไซคี[1] ระหว่างยี่สิบปีที่ยุ่งอยู่กับงานพรมทอแขวนผนังโบแว บูเชก็ออกแบบพรมอีกหกชุด จนเมื่อมาได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงงานทอพรมแขวนผนังกอเบอแล็ง ในปี ค.ศ. 1755 ที่เป็นคู่แข่งกับโบแวเท่านั้นที่ทำให้ต้องหยุดชะงักลง นอกจากนั้นแล้วบูเชก็ยังถูกเรียกตัวไปออกแบบงานฉลองในเทศกาลต่างๆ ของราชสำนักที่จัดโดยแผนกจัดงานมหกรรม (Menus plaisirs du Roi) และสำหรับอุปรากรที่พระราชวังแวร์ซายส์และพระราชวังฟงแตนบโล งานที่ได้รับก็ยิ่งสร้างชื่อเสียงที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น ที่ทำให้มีผู้นำไปแกะพิมพ์ หรือเมื่อโรงงานพอร์ซีเลนแว็งแซน (Vincennes porcelain) และ โรงงานแห่งชาติแห่งแซฟวร์ (Manufacture nationale de Sèvres) นำไปเป็นลวดลายในการออกแบบเครื่องเคลือบ

จิตรกรฟื้นฟูคลาสสิกฌัก-หลุยส์ ดาวิดเริ่มศึกษางานเขียนกับฟร็องซัว บูเช

บูเชมีชื่อเสียงจากประโยคที่ว่าธรรมชาติ “trop verte et mal éclairée” ที่แปลว่า “เขียวเกินไปและให้แสงไม่ถูกต้อง”[2]

บูเชเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1770 ในกรุงปารีส ชื่อของบูเชและมาดาม เดอ ปงปาดูร์เป็นชื่อสองชื่อที่มีความเกี่ยวดองกับศิลปะโรโคโคอย่างขาดไม่ได้ ที่ทำให้พี่น้องกงกูร์บรรยายว่า “บูเชเป็นหนึ่งในบุคคลประเภทที่เป็นผู้แทนของรสนิยมของศตวรรษ ผู้ที่แสดง, เป็นตัวแทน และ เป็นสัญลักษณ์ของยุค”

อ้างอิง[แก้]

  1. Kathryn B. Hiesinger, "The Sources of François Boucher's 'Psyche' Tapestries" Philadelphia Museum of Art Bulletin 72 No. 314 (November 1976), pp. 7-23.
  2. Houssaye, Arsène (1843). "Boucher et la peinture sous Louis XV"". Revue des deux mondes. n. s. 3: 70–98.  p. 86 (citing a letter to Nicolas Lancret).

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ฟร็องซัว บูเช


สมุดภาพ[แก้]