พระสันตะปาปาหญิงโจน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระสันตะปาปาหญิงโจน

พระสันตะปาปาหญิงโจน (อังกฤษ: Pope Joan) เป็นพระสันตะปาปาหญิงในตำนานผู้ซึ่งมีการอ้างว่าดำรงตำแหน่งอยู่ช่วงหนึ่งในยุคกลาง เรื่องเล่านี้ปรากฏครั้งแรกในจดหมายเหตุคริสต์ศตวรรษที่ 13 และภายหลังได้แพร่หลายและมีการเล่าต่อเติมทั่วทวีปยุโรป เรื่องนี้เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางอยู่หลายศตวรรษ แม้นักวิชาการศาสนาสมัยใหม่มองว่าเป็นเรื่องแต่ง ซึ่งบางทีอาจกลายมาจากคติชาวบ้านที่ถูกบันทึกอย่างประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับอนุสาวรีย์โรมันหรือจากการเสียดสีต่อต้านพระสันตะปาปา

การกล่าวถึงพระสันตะปาปาหญิงครั้งแรกปรากฏในจดหมายเหตุของ Jean Pierier de Mailly แต่ฉบับที่ได้รับความนิยมและมีอิทธิพลสูงสุด คือ ฉบับที่แทรกเข้าไปใน Chronicon Pontificum et Imperatorum ของ Martin of Troppau ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 เรื่องเล่าส่วนใหญ่อธิบายเธอว่าเป็นหญิงมีความสามารถและมีการศึกษาที่ปลอมแปลงตนเป็นชาย ซึ่งบ่อยครั้งด้วยคำขอของคนรัก ในเรื่องที่เล่ากันมากที่สุด เนื่องจากความสามารถของเธอ เธอจึงไต่เต้าขึ้นผ่านลำดับชั้นของศาสนจักร กระทั่งได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาในท้ายที่สุด อย่างไรก็ดี ระหว่างขี่บนหลังม้า เธอได้ให้กำเนิดลูก และได้เปิดเผยเพศของเธอ ในเรื่องส่วนใหญ่เธอเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น โดยอาจถูกสังหารโดยฝูงชนโกรธแค้นหรือจากสาเหตุธรรมชาติ ความทรงจำเกี่ยวกับเธอถูกบ่ายเบี่ยงไปโดยพระสันตะปาปาคนต่อ ๆ มา

ตำนานพระสันตะปาปาหญิงโจน[แก้]

ภาพวาด"นางคณิกาแห่งบาบิโลนสวมมงกุฎเป็นพระสันตะปาปาโจน"

เรื่องราวของตำนานของ พระสันตะปาปาหญิงโจน เข้าใจกันดีส่วนมากมาจากศตวรรษที่13ของ (Martin of Opava) โดยถูกเขียนใน Chronicon Pontificum et Imperatum

An untitled Popess on the "Rosenwald Sheet" of uncut Tarot woodcut designs, late 15th-early 16th century (National Gallery, Washington)

พระสันตะปาปาหญิงโจนมี ชื่อเดิมคือโจฮานนา แองลิกัส (Johanna Anglicus) โดยใช้ชื่อผู้ชายว่าจอห์น (John) เกิดที่ไมนส์ (Mainz) เป็นพระสันตะปาปาอยู่สองปี เจ็ดเดือน กับ สี่วัน และ ตายในโรม หลังจากการว่างลงของตำแหน่งพระสันตะปาปาเป็นเวลา หนึ่งเดือน มีคนกล่าวว่า โจนนั้นเป็นผู้หญิง เป็นหญิงที่ นำเอเธนส์โดยการแต่งกายแบบผู้ชายโดยเธอปลอมตัวเป็นบุรุษ ภายหลังเธอเป็นผู้เชียวชาญศิลปวิทยาหลากหลายแขนง จนไม่มีผู้ทัดเทียม และภายหลังในโรม เธอสอนวิชาศิลปศาสตร์ และเป็นที่เคารพรักแก่บรรดาศิษย์ ความคิดเห็นของเธอมีผลต่อบ้านเมือง และถูกเลือกโดยพระสันตะปาปา ในขณะที่เธอเป็นพระสันตะปาปา เธอตั้งครรภ์โดยคนรักของเธอ โดยไม่รู้ว่า เมื่อไรจะถึงกำหนดคลอด เธอให้กำหนิดทารกเพศชายในวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในถนนแคบๆ ระหว่าง คอลีเซียม (Colisseum) และ วิหารเซนต์คลีเมนต์ (St Clement's church) ภายหลังมรณกรรมของเธอ กล่าวกันว่าเธอถูกฝังในที่เดียวกัน แต่ไม่มีหลักฐานว่าที่ที่ฝังเธอเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อาจจะเนื่องมากจากเหตุผลที่ว่า เธอเป็นผู้หญิง หรือมาจากความโง่ของหลักฐานก็ตาม

เหตุการณ์นี้กล่าวกันว่าเคยขึ้นระหว่างยุคของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 3 และสมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 1 ในช่วงปี 850 เหตุการณ์นี้ระบุว่าเกิดขึ้นของยุคของมาร์ติน ซึ่งถูกนำมากล่าวถึงบ่อยๆ ใน Anastasius Bibliothecarius ใน ลิเบอร์ ปอนติคาลิส (Liber Pontificalis) ที่ว่ากันว่าเป็นพระสันตะปาปาที่เป็นหญิง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ถูกพบในเอกสารที่เชื่อถือได้ของ อนาสตาเซียส(Anastasius) ซึ่งความเป็นจริงแล้ว เอกสารต้นฉบับเดียวของ อนาสตาเซียสรวบรวมถึงรายการอ้างอิงของพระสันตะปาปาที่เป็นหญิงเอาไว้ เอกสารนี้อยู่ในห้องสมุดของวาติกัน ประกอบไปด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องรวมถึงเชิงอรรถ (footnote) ของตอนท้ายแต่ละหน้าในที่แตกต่างกัน เอกสารหนึ่งได้ระบุวันเวลาที่แน่นอนภายหลังจากช่วงเวลาของ มาร์ติน หรืออีกนัยหนึ่งคือ หลักฐานพยานของ พระสันตะปาปาหญิงคนนี้น่าจะยึดถือได้กับเรื่องของ Martin von Troppau แล้วไม่แน่นอนว่าจะเป็นแหล่งที่เป็นไปได้ของเอกสาร เช่นเดียวกับ เรื่องราวของพระสันตะปาปาที่เขียนโดยมารินอส สก๊อต (Marianus Scotus)ในศตวรรษที่ 11 บางเอกสารก็กล่าวไว้อย่างย่อๆ เกี่ยวกับ พระสันตะปาปาหญิงชื่อ โจฮานนา (ชื่อแรกสุดที่กล่าวถึงเธอในชื่อเฉพาะ) แต่หลักฐานทั้งหมดทั้งมวลนี้ มาต่อเนื่องจากงานของมาร์ติน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวโยงกับตำนานใดๆ

มีเพียงแหล่งอ้างอิงเดียวเกี่ยวกับเรื่องพระสันตะปาปาหญิงซึ่งแน่นอนว่า เกี่ยวกับ มาตินัส (Martinus) และ โจน ออฟ เมลลี่ (Jean de Mailly) ซึ่งเขียนไว้ราวๆ ศตวรรษที่ 13 ในบันทึกของเมทซ์ (Metz) เขาระบุว่าเป็น scandal(เป็นเรื่องอิ้อฉาวน่าอาย)ในช่วง 850 ถึง 1099

คำถามคือ สิ่งที่เกี่ยวกับความแน่นอนของพระสันตะปาปา จริง ๆ หรือ? โดยเฉพาะ พระสันตะปาปาที่เป็นผู้หญิง เป็นผู้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของ พระสันตะปาปาของกรุงโรม เพราะ เธอเป็นผู้หญิง ซึ่งตัวเธอเองปลอมตัวกลายเป็นผู้ชาย จากอุปนิสัยของเธอและความสามารถพรสวรรค์ โดยเริ่มจากตำแหน่งเลขาของ curia (การบริการการปกครองส่วนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 3 ส่วน ของโรมันโบราณ หรือ ราชสำนักสันตะปาปา) ขึ้นสู่ตำแหน่งพระคาร์ดินัลและในที่สุดก็กลายมาเป็น พระสันตะปาปา วันหนึ่ง ขณะที่กำลังขึ้นม้า เธอก็ได้ให้กำเนิดโอรสในทันที จากการตัดสินสินของกระบวนการยุติธรรมของกรุงโรม เธอต้องโดนโทษ โดยการผูกติดกับขาม้าแล้วก็ถูกลากไป และโดนโยนก้อนหินโดยประชาชนครึ่งหนึ่ง และเมื่อเธอตายหรือ ณ ที่ที่เธอตายและถูกฝังไว้นั้นมีคำจารึกไว้ว่า 'Petre, Pater Patrum, Papisse Prodito Partum' [O Peter, Father of Fathers, Betray the childbearing of the woman pope]. โอ้ ปีเตอร์ บิดาแห่งมวลบิดา นี่คือการทรยศของผู้อุ้มครรภ์แห่งโป๊ปสตรี ในเวลาเดียวกัน วันที่เรียกว่า วันแห่งโป๊ปสตรีก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

พระสันตะปาปาหญิงโจนกำลังทรงให้กำเนิดโอรส ตามตำนาน

ช่วงกลางศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ตำนานนี้ได้มีการถือเชื่อแพร่หลายอย่างกว้างขวาง โจน ได้ถูกใช้เป็นตัวอย่างในการเทศนาที่โดมินิกัน บาร์โทมิโล ปลาตินา (Bartolomeo Platina) นักปราชญ์ผู้ดูแลหอสมุดแห่งวาติกัน ได้เขียน Vitæ Pontificum Platinæ historici liber de vita Christi ac omnium pontificum qui hactenus ducenti fuere et XX ของเขา ในปี 1479 พระบรมราชโองการจากสมเด็จพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยหนังสือนี้ได้กล่าวถึงเรื่องของพระสันตะปาปาหญิงไว้

สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 8 จากบันทึกของอังกฤษ ผู้ซึ่งเกิดที่ไมนส์ (Mainz) และกล่าวว่าได้เข้าสู่ภราดรภาพของพระสันตะปาปาโดยวิทยาการของปีศาจในการแปลงร่างเธอเป็นผู้ชายทั้งที้เธอเป็นหญิง เธอจากบ้านมาแต่เด็กกับ พารามัวร์(paramour)ของเธอมาที่เอเธนส์ (Athens) และก้าวหน้าในศิลปการของการเรียน เมื่อมาถึงโรมเธอพบกับผู้มีเท่าเทียมกันทั้งองค์ความรู้ในสลักวิทยา และจากการศึกษาเล่าเรียนของเธอ เธอได้รับความนับถือและได้รับอำนาจเป็นอย่างมาก ในมรณกรรมของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 4เธอถูกเลือกให้เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาในห้องนั้น ในขณะที่เธอเดินทางไป โบสถ์เลเตอรันระหว่าง โคเลสเซียน(Colossean Theatre)(หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโคลอสซัสของเนโร)และ เซนต์คลีเมน (St. Clement's) เธอตายระหว่างทาง โดยดำรงตำแหน่งสองปี หนึ่งเดือน และ 4 วันและถูกฝังโดยปราศจาก ปอมป์ (pomp)(เป็นพิธีทางศาสนาเมื่อพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์)ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขานทั่วไปแต่โดยจากผู้เล่าที่ไม่น่าเชื่อถือ และที่ข้าพเจ้าได้เชื่อมโยงสรุปความไว้ว่ามันดูน่าดันทุรัง(obstinate)และดื้อรั้นที่สุด(pertinacious)ถ้าข้าพเจ้าจะยอมรับว่าเป็นพูดถึงโดยทั่วไป ข้าพเจ้านั้นสร้างข้อผิดพลาดแก่ประชาคมโลก ถึงแม้ว่าจะดูน่าเชื่อถือที่ข้าพเจ้าได้เชื่อมโยงสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือเข้าไว้ด้วยกัน (จาก (Bartolomeo Platina), Vitæ Pontificum Platinæ historici liber de vita Christi ac omnium pontificum qui hactenus ducenti fuere et XX )

ไฟล์:RWS-02-High Priestess.jpg
นักบวชหญิงผู้สูงศักดิ์ (High Priestess) หรือพระสันตะปาปาหญิง(Popess) ในไพ่ทาโรต์

อ้างอิงถึงพระสันตะปาปาหญิงในช่วงยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ จิโอวานนี่ บอคคาซิโอ(Giovanni Boccaccio)ได้เขียนถึงเธอไว้ใน เดอ มูลลิริบัส คลาริส (De mulieribus claris)ในตำนานของอุสค์โดยให้ชื่อเธอไว้ว่า เอเจนส์ (Adam of Usk)และอ้างถึงยิ่งกว่านั้นในรูปปั้นในโรมซึ่งกล่าวว่าเป็นรูปปั้นของเธอ รูปปั้นนี้ไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนไม่ว่าที่ไหนก็ตาม โดยอ้างว่าเป็นรูปปั้นจริงซึ่งมาจากพระสันตะปาปาหญิงในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 เป็นช่วงที่เรื่องราวของพระสันตะปาปาได้ถูกต่อมาจาก เดอะ ดูโอโม ออฟ เซียนา (Duomo of Siena)ที่รวมถึงพระสันตะปาปาหญิงที่ชื่อว่า โจฮันน่าที่ 8ที่อยู่ระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 4 และสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 3ในการพยายามของโจนฮัน (Jan Hus)ในปี 1415 เขาได้ทุ่มเถียงว่าโบสถ์ไม่จำเป็นต้องมีพระสันตะปาปาเพราะระหว่างเวลาตำแหน่งพระสังฆราชช่วงของพระสันตะปาปาเอเจนส์(เค้าเรียกเธอเช่นนั้นด้วย)ซึ่งเป็นไปด้วยดี ฝ่ายตรงข้ามของฮันส์ยืนกรานที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีอิสรภาพใดๆ ของศาสนจักรที่ไม่โต้แย้งกับพระสันตะปาปาหญิงเลย

ในไพ่ทาโรต์ (Tarot) ที่วาดขึ้นเมื่อตอนกลางศตวรรษที่ 15 มีรูปของ พระสันตะปาปาหญิง (ซึ่งในปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาจะเรียกว่า (The High Priestess) และ พระราชาคณะ(Hierophant) ไพ่ทาโร่นี้ ได้ถูกพูดถึงแนะนำหลายครั้งเกี่ยวกับความที่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่ารูปนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของ โป๊ปสตรีหรือพระสันตะปาปาหญิง

มีตำนานที่เกี่ยวข้องกันอยู่ด้วย ในปี 1290 โรเบริต์อแห่งอุซ (Robert of Uzès) ชาวโดมินิกัน(Dominican) ได้พบกับสิ่งที่เรียกว่า เป็นม้านั่งที่สลักว่า "ณ ที่นี้ โป๊ปได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นชาย" ในศตวรรษที่ 14 เชื่อกันว่ามีม้าหินโบราณสองตัวที่เรียกว่า ซีเดีย สเตอร์คอเรีย (sedia stercoraria) ที่ถูกใช้เป็นบัลลังก์ของพระสันตะปาปาหลายพระองค์ใน บาซิลลิก้า ณ วิหารเซนต์จอห์น (Basilica of St. John Lateran) ได้มีบัลลังก์ที่ใช้ในการแบ่งระบุเพศของพระสันตะปาปาองค์ใหม่ กล่าวกันว่า พระสันตะปาปาจะนั่งบนม้านั่งอันใดอันหนึ่งในสภาพเปล่าเปลือย ในขณะที่คณะพระคาร์ดินัล มองผ่านรูข้างใต้ แต่กระทั่งศตวรรษที่ 15มีการฝึกแบบพิเศษที่ใช้ในการทดสอบ scandal(เป็นเรื่องอิ้อฉาวน่าอาย) ของพระสันตะปาปาหญิงในศตวรรษที่ 9

การล้มล้างตำนาน[แก้]

ในปี 1587 Florimond de Raemond ผู้พิพากษาในสภาแห่งบอร์โดซ์ และผู้ชำนาญทางโบราณวัตถุ ได้ออกหนังสือและตีพิมพ์เกี่ยวกับตำนานของพระสันตะปาปาหญิงโจนเป็นครั้งแรก (หนังสือชื่อ Erreur populaire de Pape) และก็มีฉบับที่พัฒนาต่อมาในปี 1594 เทคนิคที่นักมนุษยนิยม ใช้ประยุกต์บทวิจารณ์ต้นฉบับของตำนานพระสันตะปาปาหญิงโจน เริ่มต้นโดยเจตนากว้างขวางกว่าของหลักการตามประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบสถ์ และตำนานเริ่มต้นปรากฏต่างหากอธิบายอย่างละเอียดโดยรายละเอียด Raemond\'s Erreur populaire ทะลุผ่านไป 15 ฉบับ สิ้นสุดในปี 1691

ในปี 1601 สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ประกาศว่า ตำนานพระสันตะปาปาที่เป็นหญิงนั้นไม่เป็นความจริง รอยจารึกที่มีชื่อเสียงที่จารึกโดย โจฮาเนสที่ 8 (Johannes VIII) บนหน้าอกของสตรีที่ชื่อ แองเกลีย ซึ่งถูกนำมาเปิดเผยไว้ในบันทึกแห่งสันตะปาปา ในรูปของ recarve ประมาณปี 1400 ซึ่งมีบันทึกของนักท่องเที่ยวที่ได้พบ ซึ่งถูกทำลายและมีการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในรูปลักษณะชาย ของสมเด็จพระสันตะปาปาซะคาริอัส (ที่มา Stanford 1999; J.N.D. Kelly, Oxford Dictionary of Popes | สแตนฟอร์ด 1999; J.N.D. เคลลี่,พจนานุกรมอ๊อกฟอร์ดของสันตะปะปา)

มีตำนานหนึ่งกล่าวว่าในยุคของมาร์ติน โจนคือลูกนอกสมรสของอดีตสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 4 และดูเหมือนเธอจะมีวิสัยทัศน์จากพระเจ้าที่ชี้นำเธอได้รับเลือกให้เป็นสันตะปาปาองค์ต่อไป บางตำนานได้ว่าไว้ หลังจากร่างของเธอถูกฝังภายใต้วิหารเซนต์ปีเตอร์ ชื่อของเธอก็ได้กลายมาเป็นชื่อถนนในอิตาลี โจนไม่ได้ถูกโดนประชาทัณฑ์เมื่อถูกเปิดเผยว่าเป็นสตรีหลังจากคลอดบุตรชาย แต่เธอกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับลูกในสำนักชีแทนที่จะถูกเนรเทศอย่างที่บางตำนานกล่าวไว้