ประตูบรันเดนบูร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ประตูบรานเดนบวร์ก)
ประตูบรันเดนบูร์ก

ประตูบรันเดนบูร์ก (เยอรมัน: Brandenburger Tor) เป็นอดีตประตูเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นประตูชัยที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก (Neoclassical) และปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ประตูบรันเดนบูร์กตั้งอยู่ฝั่งตะวันของใจกลางกรุงเบอร์ลินบริเวณชุมทางระหว่างถนนหลวงอุนเทอร์ เดน ลินเดน (Unter den Linden) กับถนนอีบัทสทราสเซ่ (Ebertstraße) และอยู่ทางทิศตะวันตกของจัตุรัสพาริเซอร์ (Pariser Platz) ห่างประตูออกไปทางเหนือหนึ่งบล็อก เป็นที่ตั้งของ อาคารรัฐสภาไรซ์สตาก ประตูแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ของทางเข้าสู่ถนนอุนเทอร์ เดน ลินเดน ซึ่งเป็นถนนหลวงที่มีชื่อเสียงมาจากต้นลินเดน (บางที่เรียกต้นทิเลีย หรือต้นไลม์) ซึ่งเป็นถนนที่ตรงไปสู่พระราชวังเมือง (Stadtschloss/Berlin City Palace) ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย (Prussia) พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 แห่งปรัสเซียทรงมีรับสั่งให้สร้างประตูบรันเดนบูร์กเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2331 ถึงปี 2334 โดยนายคาร์ล ก็อทท์ฮาร์ด แลงฮานส์ แล้วได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาประตูบรันเดนเบิร์กก็ได้รับการบูรณะจนเสร็จสิ้นในช่วงปีพุทธศักราช 2543 ถึง 2545 โดยมูลนิธิอนุรักษ์อนุสาวรีย์เบอร์ลิน (Stiftung Denkmalschutz Berlin)[1] ในช่วงหลังสงครามที่ได้แบ่งประเทศเยอรมนีออกเป็นสองส่วน ประตูบรันเดนบูร์กตั้งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก และได้แยกออกจากเยอรมนีตะวันตก ซึ่งมีกำแพงเบอร์ลินกั้นไว้ และบริเวณโดยรอบประตูถือว่าเป็นจุดเด่นที่เด่นชัดที่สุดในการคุ้มครองสื่อในการเผยแพร่การเปิดผนังกำแพงในปีพุทธศักราช 2532 ตั้งแต่มีการสร้างประตู บ่อยครั้งเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนีในบริเวณประตูบรันเดนบูร์ก และวันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความปั่นป่วนในประวัติศาสตร์ยุโรป แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพและสันติภาพของยุโรปด้วย

การออกแบบและประวัติความเป็นมา[แก้]

ปฏิมากรรมควอดริก้าเหนือประตูบรันเดนบูร์กยามเย็น
นโบเลียนขณะที่กำลังผ่านประตูบรันเดนบูร์กเพื่อฉลองชัยชนะจากสมรภูมิจีน่า-ออสเตรดท์

ปีพุทธศักราช 2231 ในรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 หลังผ่านเหตุการณ์สงครามสามสิบปี และก่อนการสร้างประตูบรันเดนบูร์กไม่นาน กรุงเบอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยทางเดินเล็กๆ ภายในป้อมดาว (star fort) ที่มีประตูมากมายหลายชื่อ แต่ประตูบรันเดนเบิร์กไม่ใช่ส่วนหนึ่งของป้อมปราการเก่า แต่หนึ่งใน 18 ประตูของกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน (Berlin Customs Wall) ซึ่งถูกสร้างในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1730 โดยสร้างทับไปกับป้อมปราการเก่าขยายไปถึงชานเมือง

ประตูบรันเดนบูร์กถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 เพื่อเป็นตัวแทนแห่งสันติภาพ ประตูถูกออกแบบโดยคาร์ล ก็อทท์ฮาร์ด แลงฮานส์ผู้อำนวยการสำนักงานศาลสิ่งก่อสร้าง ประตูบรันเดนบูร์กใช้เวลาก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2331 ถึง พ.ศ. 2334 เพื่อทดแทนประตูดั้งเดิมของกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน ประตูนี้ประกอบไปด้วยเสาแบบดอริก 12 ต้น ด้านละ 6 ต้น และมี 5 ช่องทางเดิน ประชาชนทั่วไปอนุญาตให้เดินผ่านแต่ช่องทางเดินริมสุดของทั้งสองด้านเท่านั้น บนสุดเป็นปฏิมากรรมรูปควอดริก้า ซึ่งก็คือรถม้าลาก มีม้า 4 ตัว เป็นราชรถของวิคตอเรีย เทพแห่งชัยชนะ

แผนผังกำแพงเข้าเมืองเบอร์ลิน พ.ศ. 2398
ประตูบรันเดนบูร์กได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเมื่อปี พ.ศ. 2488
นายพลเอิร์นส์ ฟอน ฟิว

ประตูบรันเดนบูร์กออกแบบโดยมีประตูโพรไพเลีย (Propylaea) ของป้อมปราการอะโครโพลิส กรุงเอเธนส์เป็นต้นแบบ ผสมผสานกับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของเบอร์ลินในยุคคลาสสิค (ยุคแรก, บารอก, และพาลเลเดียน) และปฏิมากรรมควอดริก้าถูกแกะสลักโดยโจฮานน์ ก็อทฟริด ชาโดว์

ตั้งแต่มันถูกสร้างเสร็จ รูปแบบหลักของประตูบรันเดนบูร์กยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นเช่นไรก็ตามในช่วงประวัติศาสตร์เยอรมนีหลังจากนั้น ต่อมา (พ.ศ. 2349) ปรัสเซียได้พ่ายแพ่สงครามในสมรภูมิจีน่า-ออสเตรดท์ (Battle of Jena-Auerstedt) นโปเลียน โบนาปาร์ตก็เป็นบุคคลแรกที่ใช้ประตูบรันเดนบูร์กจัดขบวนแห่ฉลองชัย[2] และได้เอาควอดริก้ากลับไปยังกรุงปารีส[3]

หลังจากนโปเลียนแพ้สงครามในปี พ.ศ. 2357 อาณาจักรปรัสเซียเข้ายึดครองกรุงปารีสโดยนายพลเอิร์นส์ ฟอน ฟิว (Ernst Von Pfuel) และได้นำเอาควอดริก้ากลับมาบูรณะยังกรุงเบอร์ลิน ทั้งยังได้เพิ่มมงกุฎใบโอ้คให้เทพวิคตอเรีย และเพิ่มสัญลักษณ์กางเขนเหล็ก (Iron cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่แสดงอำนาจของปรัสเซีย และหัวหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดิมที่เคยเป็นมา โดยทั่วไปแล้วมีแค่พระราชวงศ์เท่านั้นที่อนุญาตให้ผ่านทางเดินช่องกลาง[3] แต่กระนั้นตระกูลของฟิวและเหล่าเอกอัคราชทูตที่มาส่งสาส์นให่แก่สภาก็ได้รับอนุญาตให้ผ่านทางเดินช่องกลางด้วยเช่นกัน

เมื่อกองทัพนาซีขึ้นมามีอำนาจก็ได้ใช้ประตูแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของพรรค ประตูบัรนเดนบูร์กรอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่สองมาได้ แต่ก็ได้รับความเสียหายมากจากกระสุนและระเบิดที่เกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียง ชิ้นส่วนโครงสร้างบางส่วนยังคงอยู่ในจัตุรัสพาริเซอร์ ส่วนที่เหลือเก็บไว้ที่สถาบันวิจิตรศิลป์ (Academy of Fine Arts) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย หลังจากที่เยอรมันยอมยกธงขาวและสงครามสิ้นสุดลง คณะบริหารของเบอร์ลินตะวันออกและเบอร์ลินตะวันตกได้ร่วมกันซ่อมแซมบูรณะประตูขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังเห็นรอยปะรอยซ่อมแซมอยู่นานหลายปีหลังการบูรณะ

ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2533 ควอดริก้าถูกย้ายออกจากประตู เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการปรับปรุงโดยเจ้าหน้าที่ของเยอรมันตะวันออก หลังจากการทำลายกำแพงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2533 ประเทศเยอรมนีก็รวมกันอย่างเป็นทางการ

ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ประตูบรันเดนบูร์กได้รับการตกแต่งฟื้นฟูใหม่โดยองค์กาเอกชน ใช้งบประมาณ 6 ล้านยูโร

ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ครบรอบ 12 ปีของการรวมประเทศเยอรมนี ประตูบรันเดนบูร์กก็เปิดตัวครั้งใหม่ หลังจากได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมอย่างมากมาย

ปัจจุบันประตูบรันเดนบูร์กไม่อนุญาตให้รถยนต์สัญจรผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ของจัตุรัสพาริเซอร์เป็นถนนคนเดินที่ปูด้วยหิน มีถนน 17 มิถุนา (Straße des 17. Juni) ผ่านทางทิศตะวันตกของประตู ประตูบรันเดนบูร์กถือว่าเป็นรวมตัวจุดหนึ่งของเบอร์ลินที่ผู้คนนับล้านรวมตัวกันเพื่อชมการแสดงบนเวที, งานเฉลิมฉลอง, และชมดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นตอนเที่ยงคืนของคืนวันปีใหม่[4]

กำแพงเบอร์ลิน[แก้]

ประตูบรันเดนบูร์กตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของกำแพงเบอร์ลิน และตัวกำแพงโค้งล้ำไปทางเยอรมันตะวันตกดังภาพ

ยานพาหนะและคนเดินถนนสามารถท่องเที่ยวชมประตูบรันเดนบูร์กได้ฟรี ประตูบรันเดนบูร์กตั้งอยู่ในเยอรมนีตะวันออกในช่วงที่ยังคงมีกำแพงเบอร์ลินอยู่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ช่องข้ามกำแพงเบอร์ลินบางส่วนถูกเปิดออกมาจากเยอรมนีตะวันออก โดยทั่วไปแล้วช่องข้ามนี้จะไม่เปิดให้ชาวเบอร์ลินตะวันออกหรือชาวเยอรมันตะวันออกข้ามไปแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาเหล่านั้นจะขอวีซ่าเดินทางออกนอกประเทศไปไหนได้ ในวันที่ 14 ตุลาคม ชาวเยอรมันตะวันตกได้รวมตัวกันบริเวณกำแพงฝั่งตะวันตกเพื่อแสดงการต่อต้านการมีอยู่ของกำแพงเบอร์ลิน ท่ามกลางกระแสของนายกเทศมนตรีเบอร์ลินตะวันตก นายวิลลี่ แบรนด์ท ผู้ที่กลับมาจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งระดับชาติของเยอรมนีตะวันตกในช่วงรุ่งสางของวันเดียวกัน

ภายใต้ข้ออ้างที่เหล่าผู้ชุมนุมประท้วงจากเยอรมนีตะวันตกต้องการ เยอรมนีตะวันออกได้ทำการปิดด่านตรวจคนเข้าเมืองบริเวณประตูบรันเดนบูร์กในวันเดียวกัน จนกว่าจะมีการประกาศสถานการณ์ที่เป็นไปจนถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2532

กำแพงถูกสร้างเป็นทางโค้งล้ำไปทางทิศตะวันตก ตัดขาดการเข้าถึงกับเบอร์ลินตะวันตก ทางฝั่งตะวันออกมีกำแพงเล็กๆ เรียกว่า "Baby Wall" กั้นอยู่สุดทางของจัตุรัสพาริเซอร์ เป็นการจำกัดการเข้าถึงของชาวเยอรมันตะวันออกเช่นกัน

เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในปี พ.ศ. 2532 มีการทำลายกำแพงเบอร์ลิน ประตูบรันเดนบูร์กจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและความปรารถนาในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเบอร์ลิน คนนับพันชุมนุมกันที่บริเวณกำแพงเพื่อเฉลิมฉลองการพังทลายของมันในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคมปีเดียวกัน ทางข้ามกำแพงตรงประตูบรันเดนบูร์กก็เปิดอีกครั้งโดยนายเฮลมุต โคห์ล นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีตะวันตก เมื่อเขาเดินผ่านทางข้ามก็ได้รับการต้อนรับจากนายฮานส์ โมโดรว นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีตะวันออก ส่วนการรื้อถอนกำแพงส่วนที่เหลือก็เกิดขึ้นในปีถัดไป

ประตูบรันเดนบูร์กกลายเป็นสถานที่หลักในการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินหรือ "เทศกาลแห่งอิสรภาพ" (Festival of Freedom) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 จุดสนใจของงานนี้คือการล้มกระเบื้องโฟมโดมิโนสีสันสดใสสูง 2.5 เมตรกว่า 1000 ชิ้น ที่ตั้งอยู่ตามเส้นแนวกำแพงเก่ากลางเมืองเบอร์ลิน มาบรรจบชนกันพอดีตรงประตูแห่งนี้[5]

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ประตูบรันเดนบูร์ก[แก้]

คำปราศัยของนายโรนัลด์ เรแกนที่ประตูบรันเดนบูร์กฉบับสมบูรณ์ ปราศัยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2530

ธงของสหภาพโซเวียตโบกสะบัดอยู่ยอดเสาบนของประตูบรันเดนบูร์กตั้งแต่ปี พ.ศ. 2488 จนถึง พ.ศ. 2500 ต่อมาเปลี่ยนเป็นธงของเยอรมันตะวันออกแทน จนกระทั่งประเทศเยอรมนีรวมเป็นหนึ่ง ก็ได้นำเอาธงและเสาธงออกจากประตูบรันเดนบูร์ก

ในปี พ.ศ. 2506 จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางมาบริเวณประตูบรันเดนบูร์ก โซเวียตทำการแขวนป้ายสีแดงขนาดใหญ่เพื่อป้องกันมิให้เขามองเข้ามายังเยอรมนีตะวันออก

ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 การสืบข่าวระหว่างเยอรมันทั้งสองฝั่งยังคงเกิดขึ้น นายริชาร์ด ฟอน ไวซ์แซคเกอร์นายกเทศมนตรีของเยอรมนีตะวันตกในขณะนั้นกล่าวว่า "ความคลางแคลงใจของชาวเยอรมันยังคงมีอยู่ตราบใดที่ประตูบรันเดนบูร์กยังถูกปิด"[6]

ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2530 โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ปราศัยแก่ชาวเยอรมนีตะวันตกบริเวณประตูบรันเดนบูร์ก ว่ามีความประสงค์อยากจะรื้อถอนกำแพงเบอร์ลิน[7][8] โดยได้กล่าวถึงเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตมีฮาอิล กอร์บาชอฟว่า

General Secretary Gorbachev, if you seek peace, if you seek prosperity for the Soviet Union and Eastern Europe, if you seek liberalization: Come here to this gate! Mr. Gorbachev, open this gate! Mr. Gorbachev, tear down this wall!
ท่านเลขาธิการกอร์บาชอฟ, ถ้าคุณร้องขอถึงสันติภาพ, ถ้าคุณร้องขอความเจริญรุ่งเรืองแก่สหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก ถ้าคุณร้องขอถึงการเปิดเสรี: มาที่ประตูนี่! คุณกอร์บาชอฟ เปิดประตูแห่งนี้! คุณกอร์บาชอฟ ทำลายกำแพงนี่ซะ!
งานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินที่ประตูบรันเดนบูร์ก เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ดำเนินงานโดยพอล ฟาน ดุ๊ก[9]

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2532 เกือบสองเดือนหลังจากกำแพงเริ่มถูกทำลาย นายเลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ วาทยกรชื่อดังชาวอเมริกัน ร่วมกับคณะซิมโฟนีเบอร์ลิน บรรเลงเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของลุดวิจ ฟาน เบโทเฟน ที่ประตูบรันเดนบูร์ก ในตอนจบของเพลงได้เปลี่ยนคำร้องของคณะประสานเสียงจาก "Joy" ที่แปลว่าความปีติยินดี เป็น "Freiheit" ที่แปลว่าอิสรภาพ เพื่อเฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการรวมประเทศที่ใกล้ที่เกิดขึ้น

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ประธานาธิดีสหรัฐอเมริกาบิล คลินตัน ได้ปราศัยถึงสันติภาพหลังสงครามเย็นในยุโรป ที่ประตูแห่งนี้

วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ร่วมด้วยนายมีฮาอิล กอร์บาชอฟ อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต และนายเลช วาเลซาอดีตประธานาธิบดีโปแลนด์ในช่วงที่เกิดการทุบทำลายกำแพง ได้เดินทางไปยังประตูบรันเดนบูร์กเพื่อเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบ 20 ปีการพังทลายกำแพงเบอร์ลิน[10][11]

วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554 วันครบรอบ 50 ปีของการสร้างกำแพงเบอร์ลิน มีการรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากความพยายามที่จะหนีไปยังฝั่งตะวันตก นายเคล้าส์ โวเวอไรท์ นายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลินกล่าวว่า "มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะระลึกถึงการที่มีชีวิตอยู่และที่จะผ่านไปยังคนรุ่นต่อไป เป็นการยืนหยัดเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยเพื่อให้แน่ใจว่าความอยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง" ส่วนนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้ที่เกิดในส่วนที่เป็นเยอรมนีตะวันออก ได้เข้าร่วมระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ประธานาธิบดีเยอรมนีนายคริสเตียน วูล์ฟฟ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "มันได้แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพจะคงอยู่ยืนนานให้ตอนจบ ไม่มีกำแพงใดถาวรที่จะปิดกั้นความปรารถนาต่ออิสรภาพ"[12][13][14]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 52°30′59″N 13°22′40″E / 52.51639°N 13.37778°E / 52.51639; 13.37778

อ้างอิง[แก้]

  1. "Das Brandenburger Tor" [The Brandenburg Gate] (ใน German). Die Stiftung Denkmalschutz Berlin. สืบค้นเมื่อ 2011-05-14. 
  2. Deutsches Historisches Museum
  3. 3.0 3.1 Dunton, Larkin (1742). The World and Its People. Silver, Burdett. p. 188. 
  4. "Berlin feiert am Brandenburger Tor ins neue Jahr 2013 (in German)". Berliner Morgenpost. 2007-03-04. 
  5. "20 Jahre Mauerfall". Kulturprojekte Berlin GmbH. 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-04-09. 
  6. http://www.reaganlibrary.com/reagan/speeches/wall.asp
  7. "Remembering Reagan's "Tear Down This Wall" speech 25 years later". CBS News. 12 June 2012. 
  8. "Lessons from Reagan after "Tear down this wall" speech". CBS News. 12 June 2012. 
  9. http://mauer.host8.3-point.de/portal/9-november/fest-der-freiheit-zum-20-jahrestag-des-mauerfalls.html
  10. "Germany Celebrates Fall of the Berlin Wall". FoxNews. 9 November 2009. สืบค้นเมื่อ 2010-08-31. 
  11. "Fall of the Berlin Wall [slides/captions]". FoxNews. 9 November 2009. สืบค้นเมื่อ 2010-08-31. 
  12. "Germany marks 50th anniversary of Berlin Wall". UK Telegraph. 13 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13. 
  13. "Germany Marks Construction of the Berlin Wall". Associated Press. 13 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13. 
  14. "Reflecting on the Berlin Wall, 50 Years After Its Construction". History.com. 11 August 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-08-13.