ดอว์น (ยานอวกาศ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Dawn
Dawn Flight Configuration 2.jpg
ภาพวาดจำลองของศิลปิน แสดงยานอวกาศดอว์น กับดาวเคราะห์น้อยเวสตา (ซ้าย) และดาวเคราะห์น้อยซีรีส (ขวา)
หน่วยงาน นาซา
ผู้รับเหมาหลัก Orbital Sciences, JPL, UCLA
ประเภทภารกิจ บินผ่าน/โคจร
เข้าใกล้ ดาวอังคาร (4 กุมภาพันธ์ 2552)
โคจรรอบ เวสต้า (กรกฎาคม 2554 - กันยายน 2555)
ซีรีส (ตามแผน)
วันเข้าสู่วงโคจร เวสต้า: 16 กรกฎาคม 2554, 04:47 UTC[1]
(3 ปี 3 เดือน 7 วัน ที่แล้ว)
ซีรีส: กุมภาพันธ์ 2558 (ตามแผน)
วันปล่อย 27 กันยายน 2550, 11:34 UTC[2]
พาหนะนำส่ง Delta 7925H
ระยะภารกิจ 8 ปี
COSPAR ID DAWN]
เว็บไซต์ Dawn Home
น้ำหนัก 1,250 kg (2,756 lb)
ส่วนประกอบวงโคจร
ความเยื้อง ~ circular
อินคลิเนชั่น Polar

ยานสำรวจอวกาศ ดอว์น (อังกฤษ: Dawn) เป็นยานสำรวจอวกาศขององค์การนาซาแบบใช้หุ่นยนต์ควบคุม ถูกส่งไปในภารกิจสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงที่ใหญ่ที่สุด 2 ดวงในแถบดาวเคราะห์น้อย คือ ดาวเคราะห์น้อยเวสตา และดาวเคราะห์แคระ ซีรีส ดอว์นขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 ถึงดาวเคราะห์น้อยเวสต้าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งมีกำหนดจะสำรวจต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2555 และมีกำหนดจะไปถึงดาวเคราะห์น้อยซีรีสในปี พ.ศ. 2558 นับเป็นยานอวกาศดวงแรกที่จะไปเยือนวัตถุในระบบสุริยะทั้งสองนี้ ดอว์นเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ยานอวกาศสามารถเข้าไปอยู่ในวงโคจรรอบวัตถุทางดาราศาสตร์ ศึกษาวัตถุนั้น แล้วผละออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปสำรวจเป้าหมายอื่น ขณะที่ยานสำรวจอวกาศอื่น ๆ ในโครงการก่อนหน้านี้ เช่นโครงการวอยเอจเจอร์ ได้ทำการสำรวจวัตถุดาราศาสตร์ต่าง ๆ โดยการเคลื่อนที่ผ่านเท่านั้น[3]

สถานะ[แก้]

วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ดอว์นได้จับภาพเป้าหมายเป็นครั้งแรกที่ระยะห่าง 1.2 ล้านกิโลเมตรจากเวสต้า และเริ่มเข้าสู่ช่วงบินเข้าหาดาวเคราะห์น้อยดังกล่าว[4] วันที่ 12 มิถุนายน ความเร็วของดอว์นเทียบกับเวสต้าลดลงเพื่อเตรียมการเข้าสู่วงโคจรในอีก 34 วันให้หลัง[5]

ดอว์นมีกำหนดจะเข้าสู่วงโคจรเมื่อเวลา 05:00 UTC วันที่ 16 กรกฎาคม หลังช่วงผลักดันด้วยเครื่องยนต์ไอออน เนื่องจากสายอากาศของดอว์นชี้ออกจากโลกในระหว่างการผลักดัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจยืนยันได้ในทันทีทันใดว่าดอว์นสามารถเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จหรือไม่ ยานอวกาศดังกล่าวกำหนดทิศทางใหม่และมีกำหนดจะเข้าทำงานเมื่อเวลา 06:30 UTC ของวันที่ 17 กรกฎาคม[6] ภายหลัง องค์การนาซาได้ยืนยันว่าองค์การได้รับข้อมูลทางไกลจากดอว์นซึ่งบ่งชี้ว่ายานอวกาศดังกล่าวเข้าสู่วงโคจรรอบเวสต้าได้สำเร็จ[7] ยังไม่มีการยืนยันเวลาที่แน่นอนของการเข้าสู่วงโคจร เพราะขึ้นอยู่กับการกระจายมวลของเวสต้า ซึ่งยังทำได้แค่ประมาณการเท่านั้น[8]

ภารกิจ[แก้]

เป้าหมายของภารกิจ เพื่อบรรยายลักษณะและกระบวนการของมหายุคแรกสุดของระบบสุริยะ โดยการสำรวจรายละเอียดดาวเคราะห์ก่อนเกิดสองดวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังคงไม่ได้รับความเสียหายนับแต่ระบบสุริยะก่อตัวขึ้น ซีรีสและเวสต้ามีลักษณะเฉพาะที่ขัดกันเป็นอย่างมากซึ่งคาดกันว่าเป็นผลมาจากการที่พวกมันก่อตัวขึ้นในสองบริเวณที่แตกต่างกันในระบบสุริยะยุคแรกเริ่ม มีตัวอย่างจากซีรีสจำนวนมากที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าถึงได้ ในรูปของอุกกาบาต HED มากกว่า 200 ลูก ซึ่งให้ความกระจ่างแก่ประวัติศาสตร์และโครงสร้างธรณีวิทยาของเวสต้า เชื่อกันว่าเวสต้าประกอบด้วยแก่นโลหะเหล็ก-นิกเกิล ชั้นแมนเทิลที่มีโอลิวีนเหมือนหินที่อยู่ด้านบน และผิวเปลือก[9][10][11]

อ้างอิง[แก้]

  1. "NASA's Dawn Spacecraft Begins Science Orbits of Vesta". นาซา. 2011-08-01. สืบค้นเมื่อ 2012-09-09. 
  2. Dawn Spacecraft Successfully Launched September 27, 2007
  3. Rayman, Marc; Fraschetti, Raymond, Russell (5 April 2006). "Dawn: A mission in development for exploration of main belt asteroids Vesta and Ceres". Acta Astronautica 58 (11): 605–616. doi:10.1016/j.actaastro.2006.01.014. สืบค้นเมื่อ 14 April 2011. 
  4. http://www.nasa.gov/mission_pages/dawn/news/dawn20110511.html NASA
  5. http://neo.jpl.nasa.gov/orbits/fullview4.jpg
  6. Wall, Mike (July 16, 2011). "NASA Spacecraft Now Orbiting Huge Asteroid Vesta ... Hopefully". Space.com. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  7. Jonathan Amos (17 July 2011). "Dawn probe orbits asteroid Vesta". BBC News. 
  8. Vega, Priscilla; Brown, Dwayne (July 16, 2011). "NASA's Dawn Spacecraft Enters Orbit Around Asteroid Vesta". NASA. สืบค้นเมื่อ July 17, 2011. 
  9. Ghosh, A; McSween, Harry Y. (1998). "A Thermal Model for the Differentiation of Asteroid 4 Vesta, Based on Radiogenic Heating". Icarus 134 (2): 187. Bibcode:1998Icar..134..187G. doi:10.1006/icar.1998.5956. 
  10. Sahijpal, S.; Soni, P.;Gagan, G. (2007). "Numerical simulations of the differentiation of accreting planetesimals with 26Al and 60Fe as the heat sources". Meteoritics & Planetary Science 42 (9): 1529–1548. doi:10.1111/j.1945-5100.2007.tb00589.x. 
  11. Gupta, G.; Sahijpal, S. (2010). "Differentiation of Vesta and the parent bodies of other achondrites". J. Geophys. Res. (Planets) 115 (E8): E08001. Bibcode:2010JGRE..11508001G. doi:10.1029/2009JE003525. 

0