ซี-130เจ ซูเปอร์เฮอร์คิวลิส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซี-130เจ ซูเปอร์เฮอร์คิวลิส
บทบาท เครื่องบินขนส่งทางทหาร
สัญชาติ  สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต ล็อกฮีด มาร์ติน
บินครั้งแรก 5 เมษายน พ.ศ. 2539
เริ่มใช้ พ.ศ. 2542
สถานะ อยู่ในการผลิต
ผู้ใช้งานหลัก กองทัพอากาศสหรัฐ
นาวิกโยธินสหรัฐ<>ยามชายฝั่งสหรัฐ
กองทัพอากาศอังกฤษ
มูลค่า 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[1]
พัฒนามาจาก ซี-130 เฮอร์คิวลิส
แบบอื่น ล็อกฮีด มาร์ติน อีซี-130เจ
ล็อกฮีด มาร์ติน ดับบลิวซี-130เจ

ล็อกฮีด มาร์ติน ซี-130เจ ซูเปอร์เฮอร์คิวลิส (อังกฤษ: C-130J Super Hercules) เป็นเครื่องบินขนส่งทางทหารที่มีเครื่องยนต์ใบพัดสี่เครื่องยนต์ของอเมริกา ซี-130เจเป็นการพัฒนาจากล็อกฮีด ซี-130 เฮอร์คิวลิสด้วยเครื่องยนต์ ห้องนักบิน และระบบใหม่ ตระกูลเฮอร์คิวลิสได้เป็นเครื่องบินที่ทำการผลิตติดต่อกันยาวนานที่สุด ตลอดระยะเวลา 50 ปีในการทำงานของมัน ตระกูลนี้ได้มีส่วนร่วมในกองทัพ พลเรือน และการช่วยเหลือด้านมุนษยธรรมมากมาย เฮอร์คิวลิสยังมีอายุยาวนานกว่าเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ อย่างเครื่องบินขนส่งขึ้น-ลงระยะสั้นขนาดกลาง

การออกแบบและการพัฒนา[แก้]

ซี-130เจเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของเฮอร์คิวลิสและเป็นรุ่นเดียวเท่านั้นที่ยังทำการผลิตอยู่ ด้านภายนอกแล้วมันเหมือนกับเฮอร์คิวลิสรุ่นดั้งเดิม แต่อันที่จริงแล้วรุ่นเจเป็นเครื่องบินที่แตกต่างออกไปอย่างมาก ความแตกต่างนั้นได้แก่ เครื่องยนต์ใบพัดโรลส์-รอยซ์ เออี 2100 ดี3 พร้อมดาวตี้ อาร์391[2] ใบพัดที่ทำจากวัสดุผสม ระบบอิเลคทรอนิกอากาศแบบดิจิตอล (รวมทั้งหน้าจอฮัด) และระบบลูกเรือแบบใหม่ (นักบินสองนาย พลลำเลียงหนึ่งนาย และหัวหน้าลูกเรือหนึ่งนาย ไม่มีพลนำร่องหรือวิศวกรการบิน)

มันสามารถถูกตั้งเป็นระบบจัดการสินค้าเสริมได้อีกด้วย ระบบนี้จะประกอบด้วยสถานีลำเลียงแบบคอมพิวเตอร์จากที่ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้รีโมตควบคุมพื้นด้านล่างและตั้งระบบพื้นพลิกเพื่อปรับให้พื้นทีลูกเลื่อนหรือไม่มี ในการพัฒนาตอนแรกให้กับกองทัพอากาศสหรัฐ ระบบนี้สามารถทำการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของมันได้อย่างรวดเร็วเพื่อบรรทุกและยืดเวลาในการทำงานของเครื่องบิน[3] การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เพิ่มการทำงานให้เหนือกว่าซี-130อี/เอช อย่างพิสัยมากกว่าเดิม 40% ความเร็วสูงสุดมากกว่า 21% และใช้ระยะทางในการขึ้น-ลงน้อยกว่า 41%[4]

ซี-130เจนั้นมีแบบที่มีความยาวพื้นฐานหรือยืดออกได้แบบ-30 ล็อกฮีด มาร์ตินได้รับรายการสั่งซื้อรุ่นเจจากกองทัพอากาศอังกฤษ ซึ่งต้องการทั้งหมด 25 ลำ โดยให้เริ่มส่งมอบในพ.ศ. 2542 โดยใช้ชื่อว่าเฮอร์คิวลิส ซี. มาร์ก 4 (ซี-130เจ-30) และเฮอร์คิวลิส ซี. มาร์ก 5 (ซี-130เจ)

กองทัพอากาศสหรัฐได้เงิน 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการทำสัญญาซื้อเคซี-130เจหกลำจากล็อกฮีด มาร์ตินในกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ในสัญญาระบุว่าต้องการซี-130เจเข้าไปแทนที่เอชซี-130 และเอ็มซี-130[5]

ด้วยอุปกรณ์พิเศษของนาวิกโยธิน เคซี-130เจะสามารถทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องบินเฝ้าดูและสามารถให้การสนับสนุนภาคพื้นดินด้วยการใช้ปืนใหญ่ 30 ม.ม. ขีปนาวุธเฮลไฟร์ และระเบิดนำวิถี[6] ด้วยกำลังเหล่านี้ มันจึงมีชื่อว่า"ฮาร์เวสท์ฮอว์ก" (Harvest Hawk) ที่สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ที่ความแม่นยำไม่จำเป็นนัก อย่างพื้นที่ปลอดอาวุธ[7]

ประวัติการทำงาน[แก้]

หน้าจอฮัดของนักบินผู้ช่วยบนซี-130เจ

ผู้ใช้รายใหญ่ที่สุดคือกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งกำลังสั่งซื้อในจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันซี-130เจถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐ นาวิกโยธินสหรัฐ(มันจะเป็นเครื่องบินแบบที่ 4 ต่อจากเคซี-130เอฟ เคซี-130อาร์ และเคซี-130ที)[8]) ยามชายฝั่งสหรัฐ กองทัพอากาศอังกฤษ กองทัพอากาศออสเตรเลีย กองทัพอากาศเดนมาร์ก กองทัพอากาศนอร์เวย์ และกองทัพอากาศอิหร่าน มีซี-130เจที่จัดหามาทั้งสิ้น 186 ลำในรายการสั่งซื้อเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549[9]

ล็อกฮีด มาร์ตินได้เสนอซี-130เจให้กับกองทัพอากาศเยอรมนี ซึ่งกำลังรอคอยเครื่องบินที่จะมาแทนที่ทรานส์คอลในปีพ.ศ. 2553 (เป็นเครื่องเอ400เอ็มของแอร์บัส) แต่ข้อเสนอก็ถูกปฏิเสธ

กองทัพอากาศอินเดียได้สั่งซื้อซี-130เจทั้งหมด 6 ลำในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 โดยมีมูลค่าทั้งหมด 1,059 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[10] มันเป็นข้อตกลงแบบแพ็คเกจกับรัฐบาลสหรัฐภายใต้โครงการการขายให้กับกองทัพต่างชาติ และอินเดียได้เลือกข้อเสนอในการซื้อเพิ่มอีกหกลำสำหรับกองกำลังพิเศษ[11]

ซี-130เจ ซูเปอร์เฮอร์คิวลิสกำลังถูกทำความสะอาดที่ฐานทัพอากาศคีสเลอร์ในรัฐมิสซิซิปปี

กองทัพแคนาดาทำสัญญาซื้อมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับล็อกฮีด มาร์ตินสำหรับเครื่องซี-130เจจำนวน 17 ลำในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551 เพื่อนำมาแทนที่ซี-130เอช/อี[12] รุ่นเจจะได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่าซีซี-130เจ เฮอร์คิวลิสในแคนาดา[13]

กองทัพอากาศนอร์เวย์ได้สั่งซื้อซี-130เจไว้ 4 ลำเมื่อปีพ.ศ. 2550 เพื่อนำมาแทนที่ซี-130เอชทั้งหกลำที่ต้องการการซ่อมแซม[14][15] เครื่องบินลำแรกถูกส่งมอบในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551[16][17]

กาตาร์ได้สั่งซื้อซี-130เจเมื่อปีพ.ศ. 2551 พร้อมกับชิ้นส่วนอะไหล่และการฝึกนักบินของกองทัพอากาศ ในสัญญามีมูลค่าทั้งหมด 393.6 ล้านดอลาาร์สหรัฐและมีกำหนดส่งมอบในปีพ.ศ. 2554[18] กองทัพอากาศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศว่าทำการสั่งซื้อซี-130เจจำนวน 12 ลำในงานแสดงการป้องกันนานาชาติเมื่อปีพ.ศ. 2552 โดยมีมูลค่าทั้งหมด 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[19]

กองทัพอากาศอิสราเอลกำลังมองหาซี-130เจ-30[20] กองทัพอากาศอิรักได้สั่งซื้อซี-130เจ-30 หกลำ[21][22]

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2552 ล็อกฮีด มาร์ตินกล่าวว่าทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสได้ขอรายละเอียดทางเทคนิคของซี-130เจเพื่อเป็นทางเลือกของแอร์บัส เอ400เอ็มที่มีปัญหา[23]

แบบต่างๆ[แก้]

เคซี-130เจสองลำของนาวิกโยธินสหรัฐขณะทำการฝึก
ซี-130เจ
เป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี
ซี-130เจ-30
รุ่นที่มีลำตัวยาวขึ้นอีก 4.6 เมตร
เคซี-130เจ
เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและลำเลียงทางยุทธวิธีของนาวิกโยธินสหรัฐ
ดับบลิวซี-130เจ
เป็นรุ่นสำหรับทำการตรวจสภาพอากาศและตามล่าเฮอร์ริเคน
อีซี-130เจ
คอมมานโดโซโล เป็นแบบสำหรับปฏิบัติการพิเศษ
เอชซี-130เจ
เป็นเครื่องบินลาดตตระเวนระยะไกลและกู้ภัยทางทะเลของยามชายฝั่งสหรัฐ
ซีซี-130เจ เฮอร์คิวลิส
เป็นชื่อที่เรียกในกองทัพแคนาดา
เฮอร์คิวลิส ซี4
เป็นชื่อเรียกซี-130เจ-30 ในกองทัพอากาศอังกฤษ
เฮอร์คิวลิส ซี5
เป็นชื่อเรียกซี-130เจในกองทัพอากาศอังกฤษ

ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

ประเทศที่ใช้ซี-130เจในปัจจุบัน (สีน้ำเงิน)
ซี-130เจ ซี5 ของกองทัพอากาศอังกฤษก่อนจำนำเครื่องบินที่งานแสดงเมื่อปีพ.ศ. 2552
ธงของประเทศกาตาร์ กาตาร์
ธงของประเทศแคนาดา แคนาดา
ธงของประเทศเดนมาร์ก เดนมาร์ก
ธงของประเทศนอร์เวย์ นอร์เวย์
  • กองทัพอากาศนอร์เวย์ มีซี-130เจ-30 สี่ลำในรายการสั่งซื้อ โดยลำแรกทำการส่งมอบไปแล้วในเดือนพฤษจิกายน พ.ศ. 2551
ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา
 สหราชอาณาจักร
ธงของประเทศอิตาลี อิตาลี
ธงของประเทศอิรัก อิรัก
ธงของสาธารณรัฐอินเดีย อินเดีย
ธงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ธงของประเทศโอมาน โอมาน
ธงของประเทศออสเตรเลีย ออสเตรเลีย

รายละเอียด[แก้]

C-130-3-view.png
เฮอร์คิวลิส ซี.4 (ซี-130เจ-30) ของกองทัพอากาศอังกฤษเมื่อปีพ.ศ. 2547
  • ลูกเรือ 3 นายเป็นอย่างน้อย (นักบินสองและพลลำเลียง)
  • ความจุ
    • ผู้โดยสาร 92 คน (สำหรับซี-130เจ-30 จะได้ 128 คน) หรือ
    • ทหารพลร่ม 64 นาย (สำหรับซี-130เจ-30 จะได้ 92 นาย) หรือ
    • สินค้า 6 ฐาน (8 ฐานสำหรับซี-130เจ-30) หรือ
    • รถฮัมวี 2-3 คัน หรือ รถสายพานลำเลียงพล เอ็ม113 หนึ่งคัน
  • น้ำหนักที่บรรทุกได้ 19,090 กิโลกรัม และ 19,900 กิโลกรัมสำหรับซี-130เจ-30
  • ความยาว 29.79 เมตร และ 34.68 สำหรับซี-130เจ-30
  • ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสอง 40.41 เมตร
  • ความสูง 11.84 เมตร
  • พื้นที่ปีก 162.1 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 34,274 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด มากสุดได้ 79,378 กิโลกรัม แต่โดยปกติแล้ว 70,305 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์ใบพัดโรลส์-รอยซ์ เออี 2100ดี3 สี่เครื่องยนต์ แต่ละเครื่องให้กำลังขับ 4,637 แรงม้า (แต่ละเครื่องใช้ใบพัดขับเคลื่อนอาร์391 ที่เป็นวัสดุผสมของดาวตี้ 6 ใบ)
  • ความเร็วสูงสุด 671 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พิสัย 5,250 กิโลเมตร
  • เพดานบินทำการ 28,000 ฟุต
  • ระยะในการบินขึ้น 953 เมตรพร้อมน้ำหนักทั้งหมด 70,300 กิโลกรัม

[28][29][4]

ดูเพิ่ม[แก้]

การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
อากาศยานที่เทียบเท่า

อ้างอิง[แก้]

  1. "FY 2009 Budget Estimates." United States Air Force. February 2008, p. 81.
  2. C-130J Advanced propeller system (6-blade R391 propellor). Dowty Propellers. Retrieved: 31 July 2009.
  3. C-130J Spec Book. cc-130j.ca
  4. 4.0 4.1 Eden, Paul. "Lockheed C-130 Hercules". Encyclopedia of Modern Military Aircraft. Amber Books, 2004. ISBN 1904687849.
  5. Trimble, Stephen (18 June 2008). "Lockheed Martin C-130J selected for new special operations role"". Flightglobal (Reed Business Information). 
  6. General James T. Conway on The Posture of the United States Marine Corps, 14 May 2009
  7. McCullough, Amy (1 June 2009). "Refuel and Fire". Marine Corps Times (Gannett Company). 
  8. [1]
  9. "News Breaks", Aviation Week & Space Technology, 18 December 2006.
  10. India – C-130J Aircraft. Defence Security Cooperation Agency, 25 May 2007.
  11. "India signs agreement for Hercules aircraft". Indian Defense Research Wing. 6 February 2008. 
  12. Warwick, Graham. "Canada signs $1.4bn contract for 17 Lockheed Martin C-130Js". Flight International, 16 January 2008. Accessed: 17 January 2008.
  13. "Public Works and Government Services Canada - PWGSC announces next step in procuring tactical airlift fleet". 3 August 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-08-08. 
  14. "Norway to Renew Tactical Transport Fleet". Defense Industry Daily, 23 November 2009.
  15. "Kontraktene er på plass" (นอร์เวย์). Norwegian Defence Force website, 29 June 2007. Contract for new transport planes signed (english)
  16. "Arbeidshesten er tilbake" (นอร์เวย์). Norwegian Defence Force website, 25 November 2008. Plough horse back in business (english)
  17. Hoyle, Craig. "Norway takes delivery of first Lockheed Martin C-130J". Flight International, 17 November 2008.
  18. "LOCAL BRIEFING - Lockheed to Supply Planes to Qatar". Washington Post, 8 October 2008, p. D4
  19. [2]
  20. Israel - C-130J-30 Aircraft
  21. Iraq - C-130J-30 Aircraft. Defense Security Cooperation Agency, 25 July 2008.
  22. 22.0 22.1 "Iraq Orders C-130Js". Defense Industry Daily, 12 August 2009.
  23. U.K., France Seek Data on Super Hercules Plane, Lockheed Says
  24. "Qatar Buys 3 C-130Js". Defense News, 8 October 2008.
  25. Hoyle, Craig. "Lockheed Martin delivers 100th C-130J for US customer". Flightglobal.com, 1 May 2008. Retrieved on 2 May 2008.
  26. "Lockheed Martin Completes C-130J Deliveries for 2001". Lockheed Martin UK. สืบค้นเมื่อ 2008-06-06. 
  27. "Sultanate of Oman Acquires C-130J Super Hercules". Reuters, 5 June 2009
  28. "USAF C-130 Hercules fact sheet". September 2008. Archived from the original on 1 August 2012. สืบค้นเมื่อ 13 June 2009. 
  29. Frawley, Gerard (2002). The International Directory of Military Aircraft, 2002/03. Fyshwick, ACT, Australia: Aerospace Publications Pty Ltd. p. 108. ISBN 1-875671-55-2. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]