กลอร์ฟินเดล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตัวละครใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์
กลอร์ฟินเดล
Glorfindel.jpg
-
ชื่อ กลอร์ฟินเดล
ฉายา เอลฟ์ผมทอง
ตำแหน่ง ผู้นำตระกูลโกลเด้นฟลาวเวอร์ ผู้ช่วยเอลรอนด์
เผ่า เอลฟ์
วัฒนธรรม กอนโดลินดริม โนลดอร์
เพศ ชาย
ดินแดน เอเรียดอร์
ช่วงชีวิต ยุคบรรพกาล - ยุคที่หนึ่ง ปี 510 และ ยุคที่สาม ปี 1975 หรือ ยุคที่สามปี 3019 - ยุคที่สี่ ?
อาวุธ ขี่ม้านามว่า อัสฟารอธ
จากภาพยนตร์ของ ปีเตอร์ แจ๊คสัน
นักแสดง -
เสียงพากย์ -

กลอร์ฟินเดล (อังกฤษ: Glorfindel) เป็นตัวละครสมทบในปกรณัมของเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ที่ปรากฏอยู่ในนิยายสองชุดคือ ซิลมาริลลิออน และ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยแม้จะมีการกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยในนิยายทั้งสอง แต่บทบาทของเขานับว่าส่งผลต่อเนื่องต่อตัวละครหลักอย่างสูง

ความหมายของชื่อ[แก้]

ชื่อของกลอร์ฟินเดล เป็นภาษาโนลโดริน (ยุคที่สามคือ ภาษาซินดารินตะวันตก) มีความหมายว่า ‘เกศาทอง’ อันเป็นการสะท้อนถึงลักษณะเด่นของเขาที่มีเรือนผมสีทอง


แม้ว่ากลอร์ฟินเดลจะเป็นเอลฟ์ชาวโนลดอร์ แต่ก็เชื่อกันว่าเขาคงมีสายเลือดของชาววันยาร์ปะปนอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากชาวโนลดอร์โดยปกติจะมีผมสีเข้ม ขณะที่ชาววันยาร์จะมีผมสีบลอนด์ทอง และหากมีการสมรสข้ามเผ่าพงศ์กัน ก็จะเกิดผมสีบลอนด์ในสายตระกูลของทายาทคนใดคนหนึ่งได้ ดังเช่นกรณีของฟินาร์ฟิน โอรสองค์ที่สามของฟินเวที่กำเนิดจากอินดิส ชายาองค์ที่สองชาววันยาร์ ฟินาร์ฟินมีผมสีทองเหมือนมารดา อีกทั้งทายาทในสายตระกูลของเขาบางคน คือฟินร็อดกับกาลาเดรียล ก็มีผมสีทองเช่นกัน

นอกจากนี้ บ้างก็เชื่อว่ากลอร์ฟินเดลอาจมีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับสายราชวงศ์ด้วยก็ได้ เนื่องจากในลอร์ดออฟเดอะริงส์กล่าวถึงกลอร์ฟินเดลว่า ‘...พรายสูงศักดิ์จากตระกูลเจ้า (…an elf-lord of the house of princes)’ อีกทั้งฟินเวก็มีธิดาที่กำเนิดจากอินดิสด้วยเช่นกันถึงสององค์ กลอร์ฟินเดลจึงอาจเป็นทายาทจากเจ้าหญิงทั้งสองก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุไว้แต่อย่างใดโดยเจ.อาร์.อาร์. โทลคีน ทั้งหมดจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของนักอ่านเท่านั้น


ประวัติ[แก้]

กลอร์ฟินเดลแห่งกอนโดลิน[แก้]

กลอร์ฟินเดลเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง การล่มสลายของกอนโดลิน (the Fall of Gondolin) ที่โทลคีนประพันธ์ไว้ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2459 - 2460 ซึ่งเหตุการณ์ในเรื่องนี้กล่าวว่าอยู่ในช่วงยุคที่หนึ่งของโลก

กลอร์ฟินเดลเป็นชาวโนม (โนลดอร์) ที่เดินทางกลับมาจากวาลินอร์สู่มิดเดิลเอิร์ธพร้อมกับทัวร์กอน ผู้ต่อมาเป็นกษัตริย์แห่งกอนโดลิน โดยกลอร์ฟินเดลเป็นหนึ่งในขุนศึกเอกของทัวร์กอน และเป็นผู้นำของตระกูลโกลเดนฟลาวเวอร์

เมื่อครั้งนครกอนโดลินถึงกาลล่มสลาย กลอร์ฟินเดลมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหญิงอิดริล ทูออร์ และเออาเรนดิล หนีรอดจากนครได้ โดยเขาและผู้คนในสังกัดเท่าที่เหลืออยู่ได้เข้าต้านทานทัพออร์คที่ดักเส้นทางหนี ส่วนกลอร์ฟินเดลก็ต่อสู้กับบัลร็อกร้ายอย่างดุเดือดกล้าหาญ ก่อนที่ทั้งคู่จะจบชีวิตลง ณ ก้นบึ้งอเวจีของช่องเขาคิริธโธโรนัธ

การณรงค์ในครั้งนั้นเป็นที่ขับขานในบทเพลงต่อมาอีกมากมาย อีกทั้งทุกปีก็จะมีพิธีรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนั้นของกลอร์ฟินเดลด้วย ทั้งนี้เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวนคร กล่าวกันว่า หลังจากที่พญาอินทรีโธรอนดอร์นำร่างของกลอร์ฟินเดลขึ้นมาจากหุบเหวและฝังร่างของเขาภายใต้กองหินแล้ว ต่อมากลับปรากฏต้นหญ้าและดอกไม้งามสีเหลืองทองขึ้นปกคลุมหลุมศพนั้น สันนิษฐานได้ว่าดอกไม้นั้นคือดอกเซลันดีน (celandine) อันเป็นลวดลายปักบนเสื้อคลุมประจำตัวของกลอร์ฟินเดลนั่นเอง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีผู้พบเห็นดอกไม้นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ยุทธ์ในครั้งนั้น ดอกเซลันดีนจึงเป็นเสมือนดอกไม้ที่รำลึกแห่งวีรกรรมของกลอร์ฟินเดล

กลอร์ฟินเดลแห่งริเวนเดลล์[แก้]

เมื่อโทลคีนเขียนเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์ (พ.ศ. 2480-2497) ซึ่งเหตุการณ์ของเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่สามของโลก ก็มีนามกลอร์ฟินเดลมาปรากฏอีกครั้งในวรรณกรรมเรื่องนี้ โดยครั้งนี้เขาเป็นหนึ่งในขุนศึกของเอลรอนด์ มนุษย์กึ่งเอลฟ์ ผู้เป็นประมุขแห่งริเวนเดลล์

เมื่อครั้งที่โฟรโดนำแหวนเอกเดินทางมายังริเวนเดลล์ภายใต้การนำทางของสไตรเดอร์ กลอร์ฟินเดลได้เดินทางมาดักระหว่างทางเพื่อให้ความช่วยเหลือ มีคำบรรยายถึงกลอร์ฟินเดลว่า เขาดูราวมีแสงเรื่อเรืองส่องทะลุผ่านอาภรณ์ออกมาจากร่างกาย ซึ่งที่ริเวนเดลล์ แกนดัล์ฟก็กล่าวเกี่ยวกับตัวเขาให้โฟรโดฟังว่า ‘และที่นี่เอง ในริเวนเดลล์ ที่ศัตรูตัวฉกาจของเจ้าอสูรยังคงอยู่ นั่นคือเหล่าพรายเจ้าเอลดาร์ผู้วิเศษจากดินแดนโพ้นทะเล พรายเหล่านี้ไม่กลัวภูตแหวน เพราะผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีชีวิตอยู่ทั้งสองโลกในเวลาเดียวกัน และมีพลังยิ่งใหญ่ทั้งต่อสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น’ และ ‘เขาคือผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเหล่าปฐมชนแห่งมิดเดิ้ลเอิร์ธ เป็นพรายผู้สูงศักดิ์จากตระกูลเจ้า[1] และโดยที่กลอร์ฟินเดลเป็นผู้หนึ่งที่ไม่กลัวภูตแหวนเช่นกัน จึงแสดงว่าเขาต้องเป็นเอลดาร์จากโพ้นทะเลมาแต่เมื่อยุคที่หนึ่งเป็นแน่ นอกจากนี้กลอร์ฟินเดลยังได้รับเกียรติอย่างมากจากเอลรอนด์ในการให้เขานั่งเคียงข้างบนโต๊ะอาหารใหญ่ ทั้งยังได้ร่วมในที่ประชุมของเอลรอนด์ด้วย

แม้ว่าในสงครามแหวน กลอร์ฟินเดลจะไม่มีบทบาทร่วมในการรบก็ตาม แต่บทบาทของเขาในยุคที่สามนี้กลับถูกกล่าวไว้ในภาคผนวกของลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยการที่เขาเป็นผู้นำกองผสมของทัพเอลฟ์แห่งริเวนเดลล์ มิธลอนด์ และลอธลอริเอน ในการเข้าโจมตีราชันขมังเวทย์แห่งอังก์มาร์ที่ฟอร์นอร์ส ร่วมกับทัพของเออาร์นัวร์แห่งกอนดอร์ การรบครั้งนี้ราชันขมังเวทย์เป็นฝ่ายพ่ายหนีไป และกลอร์ฟินเดลก็ได้กล่าวคำพยากรณ์ถึงชะตาของราชันขมังเวทย์ไว้ว่า ‘...อวสานของเขายังอยู่อีกยาวไกล และจะไม่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของบุรุษใด[2] คำพยากรณ์นี้เป็นจริงในยุคสงครามแหวน ณ ยุทธการทุ่งเพเลนนอร์ เมื่อราชันขมังเวทย์ หรือแท้จริงคือ เจ้าแห่งภูตแหวน ถูกสังหารโดยเมอเรียดอค ชาวฮาล์ฟลิง และเลดี้เอโอวีนแห่งโรฮัน

การคืนชีพ[แก้]

แม้เมื่อแรกเขียนเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์จะมีความคลุมเครืออยู่มากว่า กลอร์ฟินเดลแห่งริเวนเดลล์ใช่บุรุษเดียวกันกับกลอร์ฟินเดลแห่งกอนโดลินในตำนานชั้นก่อนหน้าหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากในลอร์ดออฟเดอะริงส์กล่าวถึงกลอร์ฟินเดลไว้ว่า เขาคือเอลฟ์(พราย)สูงศักดิ์จากแดนโพ้นทะเล ผู้ยิ่งใหญ่ของเหล่าปฐมชน หนึ่งในเอลฟ์ไม่กี่คนที่ไม่กลัวภูตแหวนและสามารถรับมือพวกมันได้ นอกจากนี้โทลคีนยังเคยเขียนเกริ่นไว้ในต้นร่างของลอร์ดออฟเดอะริงส์ เพื่อที่จะผูกเขียนเรื่องราวต่อไปไว้ว่า ‘กลอร์ฟินเดลเล่าถึงเชื้อเครือของเขาในนครกอนโดลิน (Glorfindel tells of his ancenstry in Gondolin)’ ดังที่คริสโตเฟอร์ โทลคีนนำมาแสดงไว้ในหนังสือ Return of the Shadow ซึ่งแสดงนัยในทำนองว่า เขาคือกลอร์ฟินเดลเดียวกันกับบุคคลในตำนานแห่งอดีต อย่างไรก็ตามเนื้อหาในตอนนี้ก็ถูกละทิ้งไป เหลือเพียงข้อความที่คลุมเครือทั้งยังอาจสามารถตีความได้ว่า กลอร์ฟินเดลแห่งริเวนเดลล์อาจเป็นผู้สืบโลหิตของวีรบุรุษแห่งกอนโดลินก็ได้ ด้วย ณ เวลานั้นยังไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการคืนชีพใหม่ของเอลฟ์ หรือเรื่องการเดินทางสู่มิดเดิ้ลเอิร์ธเป็นคำรบสองของชาวโพ้นทะเล จนกระทั่งท้ายที่สุดโทลคีนจึงได้เขียนบทความอันเกี่ยวกับกลอร์ฟินเดลไว้ว่า

หลังจากที่กลอร์ฟินเดลแห่งกอนโดลินเสียชีวิตแล้ว เขาได้ไปสู่ท้องพระโรงแห่งมานดอส และได้รับการคืนชีวิตและร่างกายใหม่โดยเร็วบนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงถูกส่งตัวกลับมาสู่มิดเดิ้ลเอิร์ธอีกครั้ง อาจด้วยความสมัครใจของเขาเองด้วย เพื่อช่วยเหลือเหล่าเอลดาร์ที่ยังคงตกค้างอยู่จากการรุกรานของเซารอน ไม่มีการระบุชัดเจนว่าเขาถูกส่งมายังมิดเดิ้ลเอิร์ธอีกครั้งเมื่อใดและอย่างไร แต่คะเนไว้สองทางว่า เขาอาจมาพร้อมกับแกนดัล์ฟโดยมาถึงในช่วงกลางของยุคที่สอง หรืออาจเดินทางมาสู่เกาะนูเมนอร์ในสมัยที่ชาวนูเมนอร์ยังเป็นมิตรที่ดีกับชาวโพ้นทะเล แล้วจึงอาศัยเรือจากนูเมนอร์สู่แผ่นดินใหญ่อีกต่อหนึ่ง

โดยเนื้อความเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นในราว พ.ศ. 2515 หนึ่งปีก่อนหน้าที่โทลคีนจะเสียชีวิต อันเป็นการแสดงเจตจำนงของผู้ประพันธ์ว่า กลอร์ฟินเดลจากนิยายทั้งสองเรื่องในปกรณัมของท่านนั้น คือบุคคลเดียวกัน

อ้างอิง[แก้]