ตำนานบุตรแห่งฮูริน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตำนานบุตรแห่งฮูริน  
The Children of Hurin cover.jpg
ปกหนังสือ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ฉบับปกแข็ง
ผู้ประพันธ์ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน
ชื่อต้นฉบับ The Children of Hurin
ผู้แปล ธิดา ธัญญประเสริฐกุล
ผู้สร้างสรรค์ปก อลัน ลี
ประเทศ อังกฤษ
ภาษา อังกฤษ
ชุด ปกรณัมชุดมิดเดิลเอิร์ธ
ประเภท นวนิยายแฟนตาซี
ผู้เผยแพร่ สหราชอาณาจักร สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์
ไทย สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
วันเผยแพร่ สหราชอาณาจักร 16 เมษายน พ.ศ. 2550
ไทย 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ตำนานบุตรแห่งฮูริน (อังกฤษ: The Children of Húrin) เป็นนวนิยายแฟนตาซีระดับสูงแบบมหากาพย์ที่บรรยายในลักษณะร้อยแก้ว ประพันธ์โดยเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ซึ่งได้เริ่มโครงเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1910 และได้ปรับแก้เนื้อหาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งโทลคีนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973 เรื่องนี้ก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อยพอจะตีพิมพ์ได้ คริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชายของเขา ได้นำต้นฉบับทั้งหมดมาเรียบเรียงขึ้นใหม่และใส่บทบรรยายเพิ่มเติมจนสำเร็จ ได้ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2007 ออกวางจำหน่ายพร้อมกันทั้งในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยมีการแปลและพิมพ์จำหน่ายในปี ค.ศ. 2008 โดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน

ตำนานบุตรแห่งฮูริน เล่าถึงเรื่องราวชะตากรรมของบรรดาบุตรของฮูริน ทายาทตระกูลฮาดอร์ ชาวมนุษย์ในปกรณัมชุดมิดเดิลเอิร์ธ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคที่หนึ่งของอาร์ดา ได้แก่ ทูริน ทูรัมบาร์ และ นิเอนอร์ นีนิเอล พวกเขาทั้งหมดต้องคำสาปจากจอมมารมอร์กอธให้ประสบแต่ความหายนะในชีวิต เนื่องจากฮูรินไม่ยินยอมอยู่ใต้บังคับของมอร์กอธ

ภูมิหลังของเรื่อง[แก้]

ประวัติความเป็นมาของบรรพชนของตัวละครเอกของเรื่อง ได้เล่าสรุปไว้ในช่วงต้นของหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอยู่ใน ซิลมาริลลิออน แล้ว กล่าวคือ เมื่อ 500 ปีก่อนที่เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้จะเกิดขึ้น มอร์ก็อธเทพอสูรได้ขโมยดวงมณีซิลมาริลและหลบหนีออกจากแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์วาลินอร์กลับมายังมิดเดิลเอิร์ธทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เขาจัดตั้งป้อมปราการใต้ดินขึ้นทางตอนเหนือของโลก ชื่อว่า อังก์บันด์ เป็นแหล่งชุมนุมเหล่าบริวารเพื่อครอบครองมิดเดิลเอิร์ธทั้งหมด มอร์ก็อธทำสงครามกับพวกเอลฟ์ซึ่งอาศัยอยู่ในแผ่นดินเบเลริอันด์ในทางใต้เรื่อยมา

พวกเอลฟ์สามารถสยบการรุกรานของมอร์ก็อธได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง อาณาจักรทั้งหลายจึงได้สงบสุข ในจำนวนนี้ อาณาจักรที่มีอำนาจมากที่สุดคือ โดริอัธ ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ธิงโกล เสื้อคลุมเทา เจ้าแห่งเอลฟ์ชาวซินดาร์ ส่วนพวกโนลดอร์ที่ไล่ติดตามมอร์ก็อธมาจากวาลินอร์ได้ครองดินแดนต่างๆ กัน และร่วมมือกับชาวซินดาร์บางส่วนช่วยกันต่อต้านมอร์ก็อธ อาณาจักรสำคัญของชาวโนลดอร์ ประกอบด้วย ดอร์-โลมินและฮิธลุม ของกษัตริย์ฟิงกอน นาร์โกธรอนด์ของฟินร็อด และ กอนโดลินของทัวร์กอน

เมื่อเวลาผ่านไปได้ 300 ปี มนุษย์กลุ่มแรกก็เดินทางมาถึงแผ่นดินเบเลริอันด์ มนุษย์เหล่านี้เรียกว่า ชาวเอไดน์ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับการปกครองของมอร์ก็อธ และอพยพหนีมาทางตะวันตกเพื่อค้นหาแสงสว่าง พวกเอลฟ์ต้อนรับเหล่ามนุษย์อย่างดี และพวกเขาก็ได้ตั้งถิ่นฐานทั่วไปในแผ่นดินเบเลริอันด์ ชาวเอไดน์ประกอบด้วยสามตระกูลใหญ่ ตระกูลเบออร์ได้รับครองดินแดนลาดรอส ตระกูลฮาเล็ธอาศัยอยู่ในป่าเบรธิล ส่วนตระกูลฮาดอร์ได้ครองแผ่นดินดอร์-โลมิน หลังจากชาวเอไดน์แล้วยังมีมนุษย์เดินทางติดตามเข้ามาภายหลังอีก พวกนี้เรียกว่า ชาวอีสเตอร์ลิง ส่วนมากคนกลุ่มนี้จะตกอยู่ใต้อำนาจของมอร์ก็อธ

เวลาต่อมา มอร์ก็อธสามารถทำลายการปิดล้อมอังก์บันด์ของพวกเอลฟ์ลงได้ในสงครามแห่งเพลิงฉับพลัน ตระกูลเบออร์ถูกทำลายจนเกือบหมด พวกเอลฟ์และมนุษย์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ยังมีอีกหลายอาณาจักรที่รอดมาได้ ในจำนวนนี้รวมถึงดอร์-โลมิน ซึ่งเวลานั้น ฮูริน ธาลิออน ได้ขึ้นเป็นเจ้าแคว้น

โครงเรื่อง[แก้]

หนังสือฉบับภาษาไทย

ฮูริน เป็นมนุษย์ชาวเอไดน์แห่งตระกูลฮาดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ซึ่งครองแว่นแคว้นดอร์-โลมิน มีน้องชายชื่อ ฮูออร์ ฮูรินแต่งงานกับมอร์เวน และมีบุตรชายคนโตคือ ทูริน บุตรสาวคนเล็กคือ อัวร์เวน แว่นแคว้นดอร์-โลมินเป็นแผ่นดินศักดินาที่ฟิงโกลฟินกษัตริย์เอลฟ์มอบให้แก่ตระกูลฮาดอร์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือใกล้กับอาณาจักรของมอร์ก็อธ จึงได้รับผลกระทบจาก "ลมหายใจปีศาจ" อัวร์เวนกับเด็กๆ ชาวมนุษย์จำนวนมากต้องเสียชีวิต ต่อมาชาวฮาดอร์ยกทัพเข้าร่วมรบในสงครามเนียนายธ์อาร์นอยดิอัด กับทัพเอลฟ์ แต่แตกพ่ายยับเยิน ฮูรินถูกมอร์ก็อธจับตัวไปได้ เพื่อเค้นถามความลับที่ซ่อนตัวของอาณาจักรกอนโดลิน ที่ฮูรินกับฮูออร์เคยไปเยือนเมื่อสมัยยังเด็ก แต่ฮูรินไม่ยอมจึงถูกมอร์ก็อธสาปแช่งทั้งตระกูล

แคว้นดอร์-โลมินตกเป็นเชลยสงครามให้กับพวกอีสเตอร์ลิงที่เป็นสมุนของมอร์ก็อธ มอร์เวนจึงลอบส่งตัวทูรินให้หนีไปยังอาณาจักรโดริอัธของกษัตริย์ธิงโกล ทูรินเติบโตขึ้นในดินแดนของพวกเอลฟ์ แต่ก็คิดถึงแม่และแผ่นดินเกิดอยู่ตลอด วันหนึ่งทูรินเกิดเหตุวิวาทกับเอลฟ์ที่ปรึกษาคนหนึ่งของธิงโกลที่เกลียดชังชาวมนุษย์ ชื่อซายรอส แล้วเกิดอุบัติเหตุทำให้ซายรอสเสียชีวิต ทูรินจึงหนีออกจากอาณาจักรโดริอัธเพราะความกดดันที่ต้องอยู่เป็นผู้ลี้ภัย และไม่ต้องการรับการอภัยโทษ เขาไปอยู่กับพวกโจรในป่า เที่ยวปล้นชิงบ้านเรือนผู้คน เมื่อธิงโกลทราบเรื่องก็ส่งคนออกตามหา แต่ไม่มีใครหาทูรินพบเลย

ทูรินได้ขึ้นเป็นหัวหน้าโจร แล้วพาพวกโจรออกตระเวนไปในป่า พยายามไม่เข้าไปปล้นชิงชาวบ้านอีก ระหว่างนี้เอง เบเล็ก จอมธนู นายทัพเอลฟ์ซึ่งเป็นสหายสนิทของทูริน และได้ออกติดตามหาทูรินด้วยอย่างไม่ลดละ ได้ติดตามมาจนทัน เขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทูรินกลับไปโดริอัธด้วยกัน และช่วยป้องกันชาวบ้านจากการรุกรานของพวกออร์ค แต่ทูรินไม่ยินยอม เบเล็กจึงกลับไปยังชายแดนด้านเหนือเพื่อเข้าร่วมกับกองทัพเอลฟ์ปราบพวกออร์ค ส่วนทูรินก็พาคณะโจรเร่ร่อนต่อไป

วันหนึ่งคณะโจรจับตัวคนแคระค่อมชื่อ มีม ได้ และบังคับให้มอบที่อยู่เป็นการไถ่ตัว มีมจึงพาพวกโจรไปอยู่ด้วยกันบนเขาอะมอนรูธ พวกเขาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขชั่วเวลาหนึ่ง จนกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายมาถึง เบเล็กก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสบียง และได้ช่วยรักษาพยาบาลคนเจ็บป่วย เบเล็กนำเอาหมวกเกราะมังกรแห่งฮาดอร์มามอบให้ทูรินด้วย หลังจากนั้นทั้งสองได้ร่วมกันสร้างกองทัพต่อต้านมอร์ก็อธ บรรดาคนเร่ร่อนหรือทหารหนีทัพในแถบนั้นก็พากันมาเข้าร่วมจนกลายเป็นกองทัพใหญ่

แต่คนแคระมีมไม่ชอบเอลฟ์ เขาจึงทรยศโดยการยอมตกลงกับพวกออร์ค พาทัพออร์คลอบมาโจมตีอะมอนรูธ ทัพโจรของทูรินแตกพ่ายตายหมด ทูรินถูกพวกออร์คจับตัวไป ส่วนเบเล็กถูกทิ้งเอาไว้ ทว่าสหายโจรคนหนึ่งช่วยเบเล็กไว้ได้ก่อนที่ตัวเองจะสิ้นชีพ ส่วนมีมหนีไปด้วยความกลัว

เบเล็กออกเดินทางติดตามค้นหาทูริน ระหว่างทางได้พบกับเอลฟ์แห่งนาร์โกธรอนด์ ชื่อ กวินดอร์ ซึ่งถูกจับตัวไปเป็นทาสในอังก์บันด์แต่หนีออกมาได้ ทั้งสองตามไปช่วยทูรินออกมาจากค่ายออร์ค แต่ทูรินที่ถูกทรมานมาอย่างหนักจนแทบสิ้นสติ เข้าใจผิดไปว่าผู้มาช่วยจะเข้ามาทำร้ายตัว จึงพลั้งมือสังหารเบเล็กไปด้วยความเข้าใจผิด โดยใช้ดาบอังกลาเฅลของเบเล็กนั่นเอง

กวินดอร์พาทูรินผู้หัวใจแหลกสลายกลับไปยังนาร์โกธรอนด์ด้วยกัน เขาได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งด้วยชาติตระกูลและฝีมือรบอันแข็งแกร่ง ไม่นานทูรินก็กลายเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์โอโรเดร็ธ เจ้าผู้ครองนาร์โกธรอนด์ ทั้งยังกุมหัวใจของฟินดุยลัสพระราชธิดาไว้ด้วย ดาบอังกลาเฅลได้ถูกตีขึ้นใหม่เป็นดาบสีดำสนิท ทูรินเรียกชื่อมันว่า กัวร์ธัง และผู้คนก็พากันเรียกทูรินว่า จอมดาบดำ เขานำทัพออกสู้กับพวกออร์คหลายครั้ง ชื่อเสียงของจอมดาบดำก็ลือเลื่องไปทั่ว จนดินแดนทั่วไปกลับสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง

แต่ทูรินเป็นคนหุนหันใจร้อน เขาเสนอให้ทัพนาร์โกธรอนด์ต่อสู้กับมอร์ก็อธอย่างเปิดเผย แทนที่จะมัวซุ่มโจมตีอยู่ และให้สร้างสะพานใหญ่ทอดข้ามแม่น้ำนาร็อกไปถึงประตูแห่งเฟลากุนด์ กวินดอร์พยายามคัดค้านแต่ไม่มีใครเชื่อฟังเขาเลย

ในที่สุดทัพนาร์โกธรอนด์ก็ถูกมอร์ก็อธบดขยี้จนสิ้น โอโรเดร็ธและกวินดอร์ตายในที่รบ ส่วนฟินดุยลัสถูกจับตัวไปพร้อมเชลยจำนวนมาก โดยที่ทูรินไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน เพราะเขาถูกมังกรเกลารุงเพ่งมนตร์สะกดเอาไว้ และล่อหลอกให้เขาพะวงถึงมารดากับน้องสาวที่ดอร์-โลมิน จึงรีบหวนกลับไปบ้านเกิดแทนที่จะตามไปช่วยฟินดุยลัส ทว่ามอร์เวนกับนิเอนอร์ น้องสาวของเขา ได้เดินทางมาถึงโดริอัธเสียนานแล้ว ทูรินจึงไปพบแต่เพียงบ้านร้าง และอาละวาดสังหารพวกอีสเตอร์ลิงไปจำนวนหนึ่ง ก่อนจะหนีกลับออกมาและเดินทางไล่ติดตามหาฟินดุยลัสอย่างสิ้นหวัง

ทูรินเดินทางมาจนถึงเขตป่าเบรธิล ดินแดนในปกครองของบรันเดียร์แห่งตระกูลฮาเล็ธ และได้ทราบว่า ฟินดุยลัสถูกพวกออร์คสังหารสิ้นชีวิตเสียแล้ว เขาจึงละทิ้งชื่อและชะตาของตน เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ทูรัมบาร์ ซึ่งหมายถึง ผู้ชำนะโชคชะตา แล้วอยู่กับชาวเบรธิลสืบต่อมา

ด้านอาณาจักรโดริอัธ เมื่อนาร์โกธรอนด์แตก ก็พากันกระวนกระวายใจ ธิงโกลห้ามมอร์เวนกับนิเอนอร์มิให้ด่วนเดินทางออกไป แต่ทั้งสองไม่เชื่อฟัง ธิงโกลจึงส่งกองทหารเอลฟ์ติดตามไปอารักขาและสืบข่าว ทั้งหมดไปถึงนาร์โกธรอนด์ แต่พบมังกรเกลารุงนอนเฝ้าสมบัติอยู่ มันพ่นพิษฟุ้งจนกองทหารทั้งเอลฟ์ทั้งม้าแตกไปคนละทิศละทาง มอร์เวนสูญหายไป ส่วนนิเอนอร์ตกอยู่ในมนตร์สะกดของมังกร กลายเป็นใบ้ ไม่ได้ยิน และไม่ตอบสนองอย่างใดเลย มาบลุงนายทัพเอลฟ์ผู้นำกองกำลังอารักขาเสียใจมาก เขาพยายามพานิเอนอร์กลับคืนยังโดริอัธ แต่ระหว่างทางถูกพวกออร์คซุ่มโจมตี นิเอนอร์ตกใจเตลิดหนีหายไป พวกเอลฟ์เมื่อสังหารออร์คแล้วก็ติดตามหาไม่พบ

ฝ่ายนิเอนอร์เตลิดหนีไปจนถึงเขตป่าเบรธิล และล้มลงสิ้นสติบนเนินพระศพของฟินดุยลัส ทูรินกับพวกพรานป่ามาพบเข้า จึงพานางกลับไปรักษาที่ค่ายเพนียดของตน นิเอนอร์ค่อยๆ ฟื้นกำลัง และหัดพูดถ้อยคำ แต่นางจำความเป็นมาของตัวเองไม่ได้เลย

บรันเดียร์หลงรักนิเอนอร์ แต่นิเอนอร์กลับรักทูริน และทูรินก็รักนาง ทั้งสองจึงแต่งงานกัน ทว่าทูรินยังคงออกรบกับพวกออร์คตามชายแดนอยู่เสมอ ชื่อเสียงของจอมดาบดำทำให้เกลารุงหันความสนใจมายังเบรธิล และเดินทางมุ่งหน้ามายังป่าแห่งนี้ ทูรินกับอาสาสมัครชาวบ้านป่าสองคนออกไปดักสู้กับเกลารุง โดยอาศัยหลบซ่อนอยู่ใต้หน้าผา และลอบแทงมังกรจากใต้ท้องซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ไม่มีเกราะแข็งคุ้มกัน มังกรถูกแทงเสียชีวิต แต่ก่อนตายมันคลายมนตร์สะกดให้นิเอนอร์จำความเป็นมาของตัวได้ ทูรินสลบไป เมื่อนิเอนอร์รำลึกถึงความเป็นมาทั้งหมดก็สยดสยองใจที่สุดเมื่อรู้ว่าที่แท้ ทูรัมบาร์คนรักของตน คือทูริน พี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง นิเอนอร์กระโดดหน้าผาตาย ส่วนทูรินเมื่อฟื้นมาทราบว่านิเอนอร์ตายแล้วและที่แท้นางเป็นน้องสาวของตัวเอง ก็ฆ่าตัวตาย

ประวัติการประพันธ์และการตีพิมพ์[แก้]

ตำนานบุตรแห่งฮูริน แต่เดิมเป็นงานเขียนร้อยแก้วของโทลคีน ในหนังสือ ประมวลตำนานอันสาบสูญ (The Book of Lost Tales) เป็นวรรณกรรมหนึ่งในสามเรื่องเอกของโทลคีนนับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อนการประพันธ์ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีชื่อเรื่องเมื่อประพันธ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1919 ว่า เรื่องของทูรินกับโฟอาโลเค[1] ต่อมาโทลคีนนำบทประพันธ์นี้ไปแต่งขึ้นใหม่เป็นกวีนิพนธ์ ใช้ชื่อว่า ทูริน บุตรแห่งฮูริน กับกลอรุนด์เจ้ามังกร โดยใช้เวลาประพันธ์อยู่หลายปี เป็นบทกวีนิพนธ์ขนาดยาวหลายพันบรรทัด[1] แต่ยังแต่งไม่จบ ระหว่างนั้นโทลคีนก็ประพันธ์งานชิ้นอื่นๆ ไปด้วย โดยมีงานชิ้นใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการประพันธ์ผลงานอื่นของเขาไปเป็นเวลานานหลายปี คือการประพันธ์เรื่อง ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ในราวปลายคริสต์ทศวรรษ 1940

หลังจาก ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ โทลคีนจึงหันมาเอาใจใส่กับงานเขียนในยุคแรกๆ ของเขาอีกครั้ง เขาได้ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาของ ตำนานบุตรแห่งฮูริน ไปอีกมาก แต่ยังไม่ได้เรียบเรียงให้สมบูรณ์พอสำหรับการตีพิมพ์ เมื่อโทลคีนเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1973 งานเขียนชุดนี้รวมทั้งงานอื่นๆ ของเขาอีกจำนวนมากจึงยังไม่ได้รับการตีพิมพ์

คริสโตเฟอร์ โทลคีน ได้รวบรวมงานเขียนที่กระจัดกระจายของโทลคีน เรียบเรียงออกมาเป็นผลงานหลายเล่ม เช่น ซิลมาริลลิออน Unfinished Tales รวมถึงหนังสือชุดประวัติศาสตร์มิดเดิลเอิร์ธ ซึ่งทยอยออกสู่บรรณพิภพมาเป็นลำดับ ล่าสุดเขาได้เรียบเรียงงานเขียนเรื่อง ตำนานบุตรแห่งฮูริน ออกสู่บรรณพิภพได้สำเร็จในปี ค.ศ. 2007 โดยออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2007 พร้อมกันทั้งในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

แม้หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์หลังจากการเสียชีวิตของโทลคีนไปแล้วกว่า 30 ปี ผลตอบรับจากแฟนหนังสือยังคงเป็นไปในทางที่ดีอย่างยิ่ง โดยได้ขึ้นเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งของนิวยอร์กไทมส์ ภายในเวลา 3 สัปดาห์หลังจากเปิดตัว[2]

ดูเพิ่ม[แก้]

ยุคสมัย[แก้]

นิยายที่เกี่ยวข้อง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 คริสโตเฟอร์ โทลคีน, ตำนานบุตรแห่งฮูริน, ลอนดอน:สำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์, 2007
  2. Publication of the Children of Hurin จาก tolkiengateway.net

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]