ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ยุคก่อนประวัติศาสตร์"

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เนื้อหาที่ลบ เนื้อหาที่เพิ่ม
Waniosa Amedestir (คุย | ส่วนร่วม)
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ป้ายระบุ: เครื่องมือแก้ไขต้นฉบับปี 2560
Waniosa Amedestir (คุย | ส่วนร่วม)
ป้ายระบุ: เครื่องมือแก้ไขต้นฉบับปี 2560
บรรทัด 6: บรรทัด 6:
ส่วนยุคที่มีผู้อื่นเขียนถึงวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ยังไม่พัฒนาระบบการเขียนของตนเองมักเรียกว่า[[ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์]]ของวัฒนธรรม ตามคำนิยาม<ref>{{cite web|title=Dictionary Entry|url=http://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/prehistory|access-date=8 August 2017|archive-date=8 August 2017|archive-url=https://web.archive.org/web/20170808114821/http://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/prehistory|url-status=live}}</ref> ไม่มีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเราสามารถรู้เฉพาะจากหลักฐานทาง[[โบราณคดี]]และ[[มานุษยวิทยา]]: วัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์และสิ่งหลงเหลือของมนุษย์ ตอนแรกเป็นที่เข้าใจด้วยชุด[[คติชน]]และอุปมัยกับก่อนรู้หนังสือที่สังเกตได้ในยุคปัจจุบัน กุญแจสู่ความเข้าใจหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์คือวันที่ และเทคนิคการหาวันที่ที่เชื่อถือได้ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19<ref>Graslund, Bo. 1987. ''The birth of prehistoric chronology.'' Cambridge:Cambridge University Press.</ref> หลักฐานเพิ่มเติมาจากการสร้าง[[ภาษาดั้งเดิม|ภาษาพูดโบราณ]]ขึ้นมาใหม่ เทคนิคล่าสุดรวมถึงการวิเคราะห์ทางเคมีในด้านนิติเวชเพื่อเปิดเผยการใช้และที่มาของวัสดุ และการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของกระดูกเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ทางเครือญาติและลักษณะทางกายภาพของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์
ส่วนยุคที่มีผู้อื่นเขียนถึงวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ยังไม่พัฒนาระบบการเขียนของตนเองมักเรียกว่า[[ยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์]]ของวัฒนธรรม ตามคำนิยาม<ref>{{cite web|title=Dictionary Entry|url=http://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/prehistory|access-date=8 August 2017|archive-date=8 August 2017|archive-url=https://web.archive.org/web/20170808114821/http://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/prehistory|url-status=live}}</ref> ไม่มีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเราสามารถรู้เฉพาะจากหลักฐานทาง[[โบราณคดี]]และ[[มานุษยวิทยา]]: วัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์และสิ่งหลงเหลือของมนุษย์ ตอนแรกเป็นที่เข้าใจด้วยชุด[[คติชน]]และอุปมัยกับก่อนรู้หนังสือที่สังเกตได้ในยุคปัจจุบัน กุญแจสู่ความเข้าใจหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์คือวันที่ และเทคนิคการหาวันที่ที่เชื่อถือได้ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19<ref>Graslund, Bo. 1987. ''The birth of prehistoric chronology.'' Cambridge:Cambridge University Press.</ref> หลักฐานเพิ่มเติมาจากการสร้าง[[ภาษาดั้งเดิม|ภาษาพูดโบราณ]]ขึ้นมาใหม่ เทคนิคล่าสุดรวมถึงการวิเคราะห์ทางเคมีในด้านนิติเวชเพื่อเปิดเผยการใช้และที่มาของวัสดุ และการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของกระดูกเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ทางเครือญาติและลักษณะทางกายภาพของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์


== คำนิยาม==
== จุดเริ่มต้นของยุคก่อนประวัติศาสตร์ ==
[[File:Göbekli Tepe, Urfa.jpg|thumb|upright=1.1|เสาหินขนาดยักษ์ที่[[เกิกเบกลีเทเพ]]ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมโดยประชากรใน[[ยุคหินใหม่]]ตอนต้นเมื่อ 11,000 ปีก่อน]]
โดยทั่วไปแล้ว แต่ละสำนักหรือกลุ่มองค์กรงานวิจัย ได้แปลงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ตามภูมิศาสตร์ ศาสตร์แต่ละแขนงย่อมแตกต่างกันไปตามมติวิสัย ประวัติศาสตร์แต่ละสำนักให้นิยามไม่ตรงกัน เช่น
[[File:Caveman 6.jpg|thumb|upright|ภาพสเก็ชจินตนาการถึงผู้ใหญ่และเด็กยุคก่อนประวัติศาสตร์กำลังสร้างเครื่องมือหิน]]
* กำหนดให้เริ่มตั้งแต่ กำเนิดโลก โดยแบ่งตาม[[ภูมิศาสตร์|สภาพภูมิศาสตร์]] และ [[หิน]]ของโลก
[[File:Prehistoric man.jpg|thumb|upright=1.1|แนวคิดมนุษย์ยุคแรกในถิ่นทุรกันดาร เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19]]
* กำหนดให้เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาที่มีสิ่งมีชีวิตคือ สัตว์ น้อย ใหญ่ อาศัยอยู่ รวมกัน แบ่งแยกเป็นเผ่าพันธุ์ ที่เรียกว่า[[โฮโมเซเปียนส์]] (ซึ่งถือได้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์) กำเนิดขึ้น

'''เริ่มต้น'''

คำว่า "ก่อนประวัติศาสตร์" สามารถสื่อถึงช่วงเวลาที่ยาวนานตั้งแต่[[บิกแบง|จุดเริ่มต้น]]ของ[[เอกภพ]]หรือโลก แต่ส่วนใหญ่มักสื่อถึงสมัยตั้งแต่เกิด[[ชีวิต]]บนโลก หรือนับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์กลุ่มแรกปรากฏขึ้น<ref name="fagan07">Fagan, Brian. 2007. ''World Prehistory: A brief introduction'' New York: Prentice-Hall, Seventh Edition, Chapter One</ref><ref name="renfrew">Renfrew, Colin. 2008. ''Prehistory: The Making of the Human Mind.'' New York: Modern Library</ref>

'''สิ้นสุด'''

จุดสิ้นสุดของยุคก่อนประวัติศาสตร์มักกำหนดที่การคิดค้นประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก<ref>{{Cite book|title=World prehistory: a brief introduction|last=Fagan|first=Brian|date=2017|publisher=Routledge|isbn=978-1-317-27910-5|edition=Ninth|location=London|page=8|oclc=958480847}}</ref><ref>{{Cite book|title=A critical history of early Rome : from prehistory to the first Punic War|last=Forsythe|first=Gary|date=2005|publisher=University of California Press|isbn=978-0-520-94029-1|location=Berkeley|pages=12|oclc=70728478}}</ref> ทำให้วันที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ขึ้นอยู่กับวันที่บันทึกที่เกี่ยวข้องกลายเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์<ref>{{Cite journal|last=Connah|first=Graham|date=2007-05-11|title=Historical Archaeology in Africa: An Appropriate Concept?|journal=African Archaeological Review|volume=24|issue=1–2|pages=35–40|doi=10.1007/s10437-007-9014-9|s2cid=161120240|issn=0263-0338}}</ref> เช่น โดยทั่วไปยอมรับว่ายุค่อนประวัติศาสตร์ของ[[อียิปต์]]สิ้นสุดประมาณ 3100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในขณะที่[[นิวกินี]]สิ้นสุดที่คริสต์ทศวรรษ 1870

'''ช่วงเวลา'''

ในการแบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในยูเรเชีย นักประวัติศาสตร์มักใช้[[ระบบสามยุค]] (three-age system) ในขณะที่นักวิชาการด้านสมัยก่อนมนุษย์มักใช้[[บันทึกทางธรณีวิทยา]]และชั้นฐานใน[[ธรณีกาล]] ระบบสามยุคเป็น[[periodization|การกำหนดระยะเวลา]]ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ออกเป็น 3 ช่วง ตามเทคโนโลยีผลิตเครื่องมือที่โดดเด่นของพวกเขา:
:*[[ยุคหิน]]
:*[[ยุคสัมฤทธิ์]]
:*[[ยุคเหล็ก]]<ref name="Minds">{{cite book |editor=Matthew Daniel Eddy |title=Prehistoric Minds: Human Origins as a Cultural Artefact |date=2011 |publisher=Royal Society of London |url=https://www.academia.edu/3088568 |access-date=2014-09-19 |archive-date=2021-04-01 |archive-url=https://web.archive.org/web/20210401103717/https://www.academia.edu/3088568/Prehistoric_Minds_Human_Origins_as_a_Cultural_Artefact_1780_2010_London_Royal_Society_of_London_2011_ |url-status=live }}</ref>


== ระบบการแบ่งยุคสมัย ==
== ระบบการแบ่งยุคสมัย ==

รุ่นแก้ไขเมื่อ 18:14, 13 ตุลาคม 2565

ลวดลายบนชิ้นเขากวาง

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (อังกฤษ: prehistory) มีอีกชื่อว่า ประวัติศาสตร์ก่อนวรรณกรรม (pre-literary history)[1] เป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มนุษย์ระหว่างการใช้เครื่องมือหินครั้งแรกโดยhominin ป. 3.3 ล้านปีก่อนจนถึงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก (recorded history) ที่มีการคิดค้นระบบการเขียน การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และภาพปรากฏในกลุ่มมนุษย์ยุคแรก แต่ระบบการเขียนแบบแรกสุดปรากฏขึ้น ป. 5,000 ปีก่อน ต้องใช้เวลาหลายพันปีกว่าระบบการเขียนจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยกระจายไปเกือบทุกวัฒนธรรมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดังนั้น จุดสิ้นสุดของยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันมากตามพื้นที่ต่าง ๆ และคำนี้มักไม่ค่อยใช้ในการอภิปรายสังคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่สิ้นสุดลงเมื่อไม่นานนี้

ในยุคสัมฤทธิ์ตอนต้น ซูเมอร์ในเมโสโปเตเมีย อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ และอียิปต์โบราณเป็นอารยธรรมแแรกที่พัฒนาอักษรของตนเองและบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยที่เพื่อนบ้านตามมาให้หลัง อารยธรรมอื่น ๆ ส่วนใหญ่ถึงจุดสิ้นสุดยุคก่อนประวัติศาสตร์ในช่วงยุคเหล็ก การแบ่งสามยุคของยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปเป็นยุคหิน, ยุคสัมฤทธิ์ และยุคเหล็กยังคงใช้งานในยูเรเชียและแอฟริกาเหนือ แต่ไม่พบในบริเวณที่ปรากฏการทำโลหะหนักอย่างกระทันหันจากการติดต่อกับวัฒนธรรมยูเรเชีย เช่น โอเชียเนีย, ออสตราเลเซีย แอฟริกาใต้สะฮาราส่วนหนึ่ง และบางส่วนของทวีปอเมริกา ยกเว้นอารยธรรมก่อนโคลัมบัสในทวีปอเมริกาที่ไม่ได้พัฒนาระบบการเขียนที่ซับซ้อนก่อนการมาของชาวยูเรเชีย ทำให้ยุคก่อนประวัติศาสตร์เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคล่าสุดอย่างรวดเร็ว เช่น ค.ศ. 1788 มักเป็นจุดสิ้นสุดของยุคก่อนประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย

ส่วนยุคที่มีผู้อื่นเขียนถึงวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ยังไม่พัฒนาระบบการเขียนของตนเองมักเรียกว่ายุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรม ตามคำนิยาม[2] ไม่มีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยเราสามารถรู้เฉพาะจากหลักฐานทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา: วัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์และสิ่งหลงเหลือของมนุษย์ ตอนแรกเป็นที่เข้าใจด้วยชุดคติชนและอุปมัยกับก่อนรู้หนังสือที่สังเกตได้ในยุคปัจจุบัน กุญแจสู่ความเข้าใจหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์คือวันที่ และเทคนิคการหาวันที่ที่เชื่อถือได้ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19[3] หลักฐานเพิ่มเติมาจากการสร้างภาษาพูดโบราณขึ้นมาใหม่ เทคนิคล่าสุดรวมถึงการวิเคราะห์ทางเคมีในด้านนิติเวชเพื่อเปิดเผยการใช้และที่มาของวัสดุ และการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของกระดูกเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ทางเครือญาติและลักษณะทางกายภาพของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์

คำนิยาม

เสาหินขนาดยักษ์ที่เกิกเบกลีเทเพในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมโดยประชากรในยุคหินใหม่ตอนต้นเมื่อ 11,000 ปีก่อน
ภาพสเก็ชจินตนาการถึงผู้ใหญ่และเด็กยุคก่อนประวัติศาสตร์กำลังสร้างเครื่องมือหิน
แนวคิดมนุษย์ยุคแรกในถิ่นทุรกันดาร เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19

เริ่มต้น

คำว่า "ก่อนประวัติศาสตร์" สามารถสื่อถึงช่วงเวลาที่ยาวนานตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเอกภพหรือโลก แต่ส่วนใหญ่มักสื่อถึงสมัยตั้งแต่เกิดชีวิตบนโลก หรือนับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์กลุ่มแรกปรากฏขึ้น[4][5]

สิ้นสุด

จุดสิ้นสุดของยุคก่อนประวัติศาสตร์มักกำหนดที่การคิดค้นประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก[6][7] ทำให้วันที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค ขึ้นอยู่กับวันที่บันทึกที่เกี่ยวข้องกลายเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์[8] เช่น โดยทั่วไปยอมรับว่ายุค่อนประวัติศาสตร์ของอียิปต์สิ้นสุดประมาณ 3100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในขณะที่นิวกินีสิ้นสุดที่คริสต์ทศวรรษ 1870

ช่วงเวลา

ในการแบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในยูเรเชีย นักประวัติศาสตร์มักใช้ระบบสามยุค (three-age system) ในขณะที่นักวิชาการด้านสมัยก่อนมนุษย์มักใช้บันทึกทางธรณีวิทยาและชั้นฐานในธรณีกาล ระบบสามยุคเป็นการกำหนดระยะเวลายุคก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ออกเป็น 3 ช่วง ตามเทคโนโลยีผลิตเครื่องมือที่โดดเด่นของพวกเขา:

ระบบการแบ่งยุคสมัย

เรามักนิยมแบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาที่มนุษย์ปรากฏขึ้นบนโลกแล้ว ออกเป็น 3 ช่วง โดยเรียกชื่อตามวัสดุที่มนุษย์ในยุคนั้น นำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้

โปรดสังเกตว่า การแบ่งยุคลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการแบ่งช่วงเวลาที่ชัดเจนสำหรับทั่วโลก เนื่องจากมนุษย์ในแต่ละพื้นที่มีพัฒนาการด้านเครื่องมือไม่เท่ากัน เช่น ขณะที่บางชุมชนเข้าสู่ยุคทองเหลืองแล้ว บางชุมชนอาจจะยังอยู่ในยุคหิน ก็เป็นได้

ยุคหิน

ยุคหิน (Stone Age) แบ่งออกเป็นยุคย่อย ๆ 3 ยุค คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่

ยุคหินเก่า

ยุคหินเก่า (Paleolithic Periode หรือ Old Stone Age) ประมาณ 5,000,000 ปีล่วงมาแล้ว มนุษย์ในยุคนี้เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหินอ่อนอย่างง่ายก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องมือหินอ่อน มนุษย์ใช้

วัสดุจำพวกหินไฟ ซึ่งในยุคนี้สามารถแบ่งเครื่องมือสมัยเก่าออกเป็น 3 ช่วงได้แก่

หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนต้น ได้แก่ โครงกระดูกของมนุษย์ในสมัยนั้น เครื่องสังคโลก ในทวีปยุโรปมีการค้นพบมนุษย์ไฮดรา (Hydra) มนุษย์อมิรา (Amira) ในทวีปเอเชียมีการค้นพบมนุษย์ชวา (Java Man) และมนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) ในทวีปแอฟริกามีการค้นพบมนุษย์ Homo erectus มนุษย์กินมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานประเภทโครงกระดูกของสัตว์ที่มนุษย์กินเป็นอาหาร ซึ่งสามารถบอกให้เราทราบถึงสภาพแวดล้อมของมนุษย์ในขณะนั้นซึ่งยังมีความเป็นสัตว์อยู่มากเนื่องจากกระดูกสันหลังยังคงเหมือนลิงอยู่ และหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินมีลักษณะเป็นขวาน ดาบ มีด ค้อน กระเทาะแบบกำปั้น

  • หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนกลาง ได้แก่ โครงกระดูกของมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น โครงกระดูกมนุษย์นีแอนเดอร์ทาลในประเทศรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะแหลมคมมากขึ้น มีด้ามยาวมากขึ้นและมีประโยชน์ในการใช้สอยมากขึ้น และยังมีหลักฐานพฤติกรรมทางสังคม เช่น หลักฐานการประกอบพิธีฝังศพ
  • หลักฐานในสมัยยุคหินเก่าตอนปลาย ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบในยุโรป เช่น โครงกระดูกมนุษย์โครมันยอง (Cro-Magnons) มนุษย์อัลติ (Alti) และมนุษย์ชานเซอเลต (Chanceled) นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะหลายประเภทกว่ายุคก่อน ได้แก่ หลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินและกระดูกสัตว์โดยการแกะสลัก เช่น เข็มเย็บผ้า เครื่องประดับหินอ่อน ฉมวก หัวลูกศร คันเบ็ด และเครื่องประดับทำด้วยเปลือกไม้ และกระดูกสัตว์

ยุคโลหะ

โลหะชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักนำมาหลอมเป็นเครื่องมือเครื่องใช้คือ ทองแดง ปรากฏหลักฐานในบริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส นำทองแดงมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

ยุคโลหะ (Metal Age) แบ่งออกเป็น 3 ยุคย่อยคือ ยุคทองแดง ยุคสำริด และยุคเหล็ก

ยุคทองแดง

ยุคทองแดง (Chalcolithic Age) มนุษย์ยุคนี้ได้มีการนำทองแดงมาทำอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องประดับแต่ก็ยังคงมีเครื่องมือหินขัดใช้อยู่

ยุคสำริด

ยุคสำริดเริ่มต้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกไม่พร้อมกัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วแหล่งถิ่นฐานส่วนใหญ่สามารถถลุงสำริดได้เมื่อประมาณ 5,000 ปี มาแล้ว สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก กรรมวิธีการทำสำริดค่อนข้างยุ่งยาก ตั้งแต่การหาแหล่งแร่ การเตรียม การถลุงแร่ และการผสมแร่ในเบ้าหลอม จากนั้นจึงเป็นการขึ้นรูปทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยการตีหรือการหล่อในแม่พิมพ์หินทราย หรือแม่พิมพ์ดินเผา

เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคสำริดที่พบตามแหล่งต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก นอกจากทำด้วยสำริดแล้วยังพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากดินเผา หิน และแร่ ในบางแหล่งมีการใช้สำริดต่อเนื่องมาจนถึงยุคเหล็กเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากสำริดมีขวาน หอก ภาชนะ กำไล ตุ้มหู ลูกปัด เป็นต้น

ในยุคนี้ความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนไปมากทั้งด้านการเมืองและสังคม ชุมชนเกษตรกรรมขยายตัวจนกลายเป็นชุมชนเมือง จึงมีการจัดแบ่งความสัมพันธ์ตามความสามารถ เช่น กลุ่มอาชีพ มีการจัดระเบียบสังคมเป็นกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการผลิตอันนำไปสู่ความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐานและความมั่งคั่งแก่สังคม มนุษย์จึงมีความมั่นคงปลอดภัยกว่าเดิมและมีความสะดวกสบายมากขึ้น นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมสู่ความเป็นรัฐในเวลาต่อมา

แหล่งอารยธรรมที่สำคัญ ๆ ของโลกล้วนมีการพัฒนาการสังคมจากช่วงเวลาสมัยหินใหม่และสมัยสำริด แหล่งอารยธรรมของโลกที่สำคัญและแหล่งวัฒนธรรมบางแห่ง เช่น แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียในภูมิภาคเอเชียตะวันตก แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุในอินเดีย แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหของจีน และแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงในประเทศไทย

ยุคเหล็ก

ช่วงเวลานี้เริ่มต้นจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการผลิตโลหะของมนุษย์สามารถหลอมโลหะประเภทเหล็กขึ้นมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้ ซึ่งการผลิตเหล็กต้องใช้อุณหภูมิสูงมีกรรมวิธีที่ยุ่งยาก แต่ถึงอย่างไรเหล็กก็มีความแข็งแกร่งคงทนกว่าโลหะสำริดมาก

สังคมที่สามารถพัฒนาการผลิตเหล็ก จะสามารถพัฒนาสู่ความเป็นรัฐ เพราะการผลิตเหล็กทำให้สังคมสามารถผลิตอาวุธได้ง่ายและแข็งแกร่งขึ้น จนสามารถขยายกองทัพได้ และมีเครื่องมือที่เหมาะสมต่อการทำเกษตรที่มีความคงทนกว่า

แหล่งอารยธรรมแห่งแรกที่สามารถผลิตเหล็กได้คือ แหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียหรือก็คืออาณาจักรฮิตไทต์ เมื่อ 1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ 3,200 ปีมาแล้ว

โดยสรุปแล้ว ยุคเหล็กมีความแตกต่างจากยุคสำริดหลายประการ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต การผลิตเหล็กทำให้กองทัพมีอาวุธที่แข็งแกร่ง นำไปสู่พัฒนาการทางสังคมจนกลายเป็นรัฐที่มีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเข้ายึดครองสังคมอื่น ๆ ขยายเป็นอาณาจักรในเวลาต่อมา

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. McCall, Daniel F.; Struever, Stuart; Van Der Merwe, Nicolaas J.; Roe, Derek (1973). "Prehistory as a Kind of History". The Journal of Interdisciplinary History. 3 (4): 733–739. doi:10.2307/202691. JSTOR 202691.
  2. "Dictionary Entry". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 August 2017. สืบค้นเมื่อ 8 August 2017.
  3. Graslund, Bo. 1987. The birth of prehistoric chronology. Cambridge:Cambridge University Press.
  4. Fagan, Brian. 2007. World Prehistory: A brief introduction New York: Prentice-Hall, Seventh Edition, Chapter One
  5. Renfrew, Colin. 2008. Prehistory: The Making of the Human Mind. New York: Modern Library
  6. Fagan, Brian (2017). World prehistory: a brief introduction (Ninth ed.). London: Routledge. p. 8. ISBN 978-1-317-27910-5. OCLC 958480847.
  7. Forsythe, Gary (2005). A critical history of early Rome : from prehistory to the first Punic War. Berkeley: University of California Press. p. 12. ISBN 978-0-520-94029-1. OCLC 70728478.
  8. Connah, Graham (2007-05-11). "Historical Archaeology in Africa: An Appropriate Concept?". African Archaeological Review. 24 (1–2): 35–40. doi:10.1007/s10437-007-9014-9. ISSN 0263-0338. S2CID 161120240.
  9. Matthew Daniel Eddy, บ.ก. (2011). Prehistoric Minds: Human Origins as a Cultural Artefact. Royal Society of London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-04-01. สืบค้นเมื่อ 2014-09-19.