เฮนเรียตตาแห่งอังกฤษ
| เฮนเรียตตา แอนน์ สจวต | |||||
|---|---|---|---|---|---|
| ดัชเชสแห่งออร์เลอ็อง | |||||
พระรูปของนีกอลา มีญาร์ | |||||
| ประสูติ | 16 มิถุนายน ค.ศ. 1644 พระราชวังเอ็กซิเตอร์ เอ็กซิเตอร์ อังกฤษ | ||||
| สวรรคต | 30 มิถุนายน ค.ศ. 1670 (26 ปี) แซงต์-คลาวด์ ฝรั่งเศส | ||||
| ฝังพระศพ | 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1670 มหาวิหารแซ็ง-เดอนี ฝรั่งเศส | ||||
| พระสวามี | ฟีลิปที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (สมรส 1661) | ||||
| พระราชบุตร |
| ||||
| |||||
| ราชวงศ์ | สทิวเวิร์ต (โดยกำเนิด) ราชวงศ์บูร์บง (โดยการอภิเษกสมรส) | ||||
| พระราชบิดา | พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ | ||||
| พระราชมารดา | อ็องเรียต มารีแห่งฝรั่งเศส | ||||
| ศาสนา | โรมันคาทอลิก ก่อนหน้า คริสตจักรแห่งอังกฤษ | ||||
เฮนเรียตตา แอนน์ สจวต (อังกฤษ: Henrietta Anne Stuart; ฝรั่งเศส: Henriette d'Angleterre หรือ Henriette Anne de France) หรือที่รู้จักในราชสำนักฝรั่งเศสว่า มาดาม, ดัชเชสแห่งออร์เลอ็อง (Madame, Duchesse d'Orléans) (ค.ศ. 1644–1670) เป็นพระธิดาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Charles I of England) และอ็องเรียต มารีแห่งฝรั่งเศส (Henrietta Maria of France) พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางการเมืองของยุโรป และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์สจวตของอังกฤษกับราชวงศ์บูร์บงของฝรั่งเศส
วัยเยาว์ท่ามกลางสงครามและการลี้ภัย
[แก้]เฮนเรียตตา แอนน์ ประสูติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1644 ที่พระราชวังเอ็กซิเตอร์ (Exeter Palace) ในเมืองเอ็กซิเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่อังกฤษกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จากสงครามกลางเมืองอังกฤษ (English Civil War) ระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยม (Royalists) และฝ่ายรัฐสภา (Parliamentarians) พระองค์เป็นพระธิดาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ (Charles I of England) ผู้ซึ่งต่อมาจะถูกประหารชีวิต และ อ็องเรียต มารีแห่งฝรั่งเศส (Henrietta Maria of France) พระราชินีผู้ทรงเป็นคาทอลิก
ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่สงบ พระมารดาของพระองค์จึงต้องพาพระธิดาลี้ภัยออกจากอังกฤษ เมื่อเฮนเรียตตา แอนน์ มีพระชนมายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ ไปยังฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระมารดา พระองค์ทรงเติบโตและได้รับการเลี้ยงดูในราชสำนักอันหรูหราของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งฝรั่งเศส (Louis XIV Of France) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระองค์เอง ที่นั่น พระองค์ได้รับการปลูกฝังความเชื่อแบบคาทอลิกอย่างลึกซึ้ง ซึ่งแตกต่างจากพี่น้องของพระองค์ที่ยังคงยึดมั่นในนิกายโปรเตสแตนต์ (Protestant) พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงที่งดงาม เฉลียวฉลาด และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ทำให้เป็นที่รักใคร่ของคนในราชสำนักฝรั่งเศส

การอภิเษกสมรสกับฟิลิปป์ที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง
[แก้]เมื่อเฮนเรียตตา แอนน์ เติบโตขึ้น พระองค์เป็นที่รู้จักในเรื่องของความเฉลียวฉลาด ความงดงาม และมีเสน่ห์ดึงดูดใจ หลังจากการฟื้นฟูราชบัลลังก์สจวตในอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1660 โดยพระเชษฐาของเธอ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 (Charles II of England) สถานะของเธอก็สูงขึ้นอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1661 เธอได้อภิเษกสมรสกับ ฟิลิปป์ที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (Philippe I, Duke of Orléans) ซึ่งเป็นพระอนุชาเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส การอภิเษกสมรสครั้งนี้มีความสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษและฝรั่งเศส พระองค์ได้รับพระยศเป็น ดัชเชสแห่งออร์เลอ็อง และเป็นที่รู้จักในนาม "มาดาม" ในราชสำนักฝรั่งเศส
ชีวิตสมรสของเธอนั้นซับซ้อน ฟิลิปป์เป็นผู้ที่เปิดเผยว่าเป็นผู้รักเพศเดียวกัน และมักให้ความสนใจกับเพื่อนสนิทชายมากกว่าพระชายา อย่างไรก็ตาม เฮนเรียตตา แอนน์ ก็ยังทรงมีบทบาทสำคัญในราชสำนักและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ทรงเป็นที่ปรึกษาและเพื่อนสนิทของกษัตริย์ฝรั่งเศส และมักเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างพระเชษฐากับพระเจ้าหลุยส์ ทำให้เธอมีอิทธิพลอย่างมาก แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งบริหารโดยตรงก็ตาม

พระโอรสธิดา
[แก้]เฮนเรียตตา แอนน์ สจวต และฟิลิปป์ที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง มีพระโอรสธิดารวม 4 พระองค์ ดังนี้:
- มารี หลุยส์แห่งออร์เลอ็อง (Marie Louise d'Orléans) (ค.ศ. 1662–1689) อภิเษกสมรสกับ พระเจ้าการ์โลสที่ 2 แห่งสเปน (Charles II of Spain) สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร
- ฟิลิปป์ ชาร์ลส์ ดยุกแห่งวาลัวส์ (Philippe Charles, Duke of Valois) (ค.ศ. 1664–1666) สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยพระชนมายุเพียง 2 พรรษา
- พระโอรสที่ไม่ปรากฎพระนาม (ค.ศ. 1665) สิ้นพระชนม์หลังจากประสูติไม่นาน
- อาน มารีแห่งออร์เลอ็อง (Anne Marie d'Orléans) (ค.ศ. 1669–1728) อภิเษกสมรสกับ วิกเตอร์ อามาเดอุสที่ 2 ดยุกแห่งซาวอย (Victor Amadeus II, Duke of Savoy) ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์แห่งซาร์ดีเนียและดยุกแห่งซาวอย เธอมีพระโอรสธิดาหลายพระองค์ และเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์อิตาลีในปัจจุบัน และยังเป็นผู้สืบสายราชสันตติวงศ์จาโคไบต์หลัก หลังจากสายตรงของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 (James II of England) สิ้นสุดลง


บทบาททางการทูตลับ: สนธิสัญญาโดเวอร์
[แก้]บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเฮนเรียตตา แอนน์ คือการเป็นผู้เจรจาหลักในเหตุการณ์ทางการทูตที่สำคัญยิ่ง เธอทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาสนธิสัญญาโดเวอร์ (Treaty of Dover) ซึ่งเป็นข้อตกลงลับที่ลงนามในปี ค.ศ. 1670 ระหว่างพระเชษฐาของเธอ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
สนธิสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญที่ละเอียดอ่อน โดยระบุว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 จะทรงประกาศเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคาทอลิก "เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม" นอกจากนี้ ฝรั่งเศสจะให้เงินอุดหนุนก้อนใหญ่แก่อังกฤษ เพื่อให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 สามารถปกครองได้โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐสภามากนัก และทั้งสองประเทศจะร่วมกันทำสงครามกับสาธารณรัฐดัตช์ ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าและการเมือง
การที่เฮนเรียตตา แอนน์ มีสายสัมพันธ์อันดีและได้รับความไว้วางใจจากทั้งพระเชษฐาและพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้เธอเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ในการดำเนินการเจรจาที่ละเอียดอ่อนและเป็นความลับนี้ พระองค์เดินทางไปยังโดเวอร์ ประเทศอังกฤษ เพื่อพบกับพระเชษฐาเป็นการส่วนพระองค์และดำเนินการเจรจาด้วยพระองค์เอง ความสำเร็จในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงไหวพริบทางการเมือง ความเฉลียวฉลาด และความสามารถในการทูตที่ยอดเยี่ยมของเธอ
การสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันและมรดก
[แก้]เพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากความสำเร็จในการเจรจาสนธิสัญญาโดเวอร์ เฮนเรียตตา แอนน์ ก็ทรงประชวรหนักอย่างกะทันหัน หลังจากดื่มน้ำเย็นจัดหลังจากการออกกำลังกาย เธอสิ้นพระชนม์ ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1670 ด้วยพระชนมายุเพียง 26 พรรษา อาการป่วยของเธอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดในราชสำนักว่าเธออาจถูกวางยาพิษ แม้ว่าการชันสูตรพระศพจะระบุว่าสาเหตุการสิ้นพระชนม์มาจากโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบหรือโรคกระเพาะ แต่ความสงสัยยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระเชษฐาของเธอ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ซึ่งเสียใจกับการจากไปของน้องสาวเป็นอย่างมาก
แม้จะมีพระชนม์ชีพที่สั้นเพียง 26 พรรษา แต่ เฮนเรียตตา แอนน์ สจวต ก็ทรงทิ้งมรดกที่สำคัญและยั่งยืนไว้ในประวัติศาสตร์ยุโรป บทบาทของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงสังคมหรือแฟชั่น แต่ยังรวมถึงอิทธิพลทางการเมืองและการเป็นผู้เชื่อมโยงราชวงศ์ที่สำคัญ
ประการแรก เธอเป็น ผู้เชื่อมโยงราชวงศ์ ที่สำคัญอย่างยิ่ง พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์สจวตของอังกฤษ และราชวงศ์บูร์บงของฝรั่งเศส หลังช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างสงครามกลางเมืองอังกฤษที่ทำให้ราชบัลลังก์ต้องถูกโค่นล้ม การอภิเษกสมรสของเธอกับฟิลิปป์ที่ 1 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง และความสัมพันธ์ส่วนตัวอันใกล้ชิดกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ช่วยประสานรอยร้าว และวางรากฐาน สำหรับพันธมิตรที่สำคัญระหว่างสองประเทศในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ เฮนเรียตตา แอนน์ ยังมี บทบาททางการทูต ที่โดดเด่น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือการเจรจาสนธิสัญญาโดเวอร์อย่างลับๆ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ความสามารถในการทูตของเธอ ความเฉลียวฉลาด และการที่เธอได้รับความไว้วางใจจากทั้งพระเชษฐาและพระญาติ ทำให้เธอสามารถเป็นคนกลางในข้อตกลงลับระดับสูง ซึ่งเป็นบทบาทที่หาได้ยากสำหรับสตรีในยุคที่ผู้หญิงไม่ค่อยมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง การทำสนธิสัญญานี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลและความสามารถทางการเมืองของเธออย่างแท้จริง
สุดท้าย เธอเป็น มารดาแห่งทายาทสำคัญ แม้ว่าพระโอรสธิดาบางพระองค์จะสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย แต่พระธิดาของเธอ โดยเฉพาะ อาน มารีแห่งออร์เลอ็อง (Anne Marie d'Orléans) ได้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญสำหรับสายการสืบราชบัลลังก์ในอนาคต ไม่เพียงแต่เป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์สำคัญในอิตาลีอย่างราชวงศ์ซาวอยเท่านั้น เธอยังเป็นบุคคลสำคัญในสายการสืบราชบัลลังก์จาโคไบต์ (Jacobite succession) ที่ยังคงอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ หลังจากราชวงศ์สจวตสายตรงสิ้นสุดลง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมรดกทางสายเลือดที่ยั่งยืนของเธอ
อ้างอิง
[แก้]- Fraser, Antonia. (2002). King Charles II. Phoenix Press.
- Fraser, Antonia. (1979). Royal Charles: Charles II and the Restoration. Alfred A. Knopf.
- Lewis, W. H. (1971). Louis XIV: The Sun King. W.W. Norton & Company.
- Barker, Nancy Nichols. (1989). Brother to the Sun King: Philippe, Duke of Orléans. Johns Hopkins University Press.
- Perrett, Bryan. (2007). The Glorious Revolution: A Military and Social History. Pen and Sword Military.
- https://en.wikipedia.org/wiki/Henrietta_Anne_Stuart