7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง
| ผู้ประพันธ์ | สตีเฟน อาร์. โควีย์ |
|---|---|
| ประเทศ | ประเทศสหรัฐ |
| ภาษา | อังกฤษ |
| หัวเรื่อง | ช่วยเหลือตนเอง |
| ผู้พิมพ์ | Free Press |
| วันที่พิมพ์ | พ.ศ. 2541 |
พิมพ์ในภาษาอังกฤษ | ค.ศ. 1989 |
| ชนิดสื่อ | พิมพ์ (ปกแข็ง, ปกอ่อน) |
| หน้า | 381 |
| ISBN | 0-7432-6951-9 |
| OCLC | 56413718 |
| 158 22 | |
| LC Class | BF637.S8 C68 2004 |
| เรื่องถัดไป | อุปนิสัยที่ 8: จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่ |
7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง (อังกฤษ: The 7 Habits of Highly Effective People) เป็นหนังสือธุรกิจและช่วยเหลือตนเองที่เขียนโดยสตีเฟน อาร์. โควีย์[1] ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1989 โดยเป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 อย่างของมนุษย์ ซึ่งมักใช้ในการอ้างอิงของหมู่นักการจัดการ นักวิชาการ นักจิตวิทยา[ต้องการอ้างอิง] และยังมี อุปนิสัยที่ 8 : จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่ ที่เขียนต่อจาก 7 อุปนิสัย และ 7 อุปนิสัยให้วัยรุ่นเป็นเลิศ โดยลูกชายของเขา ฌอน โคว์วีย์ เป็นผู้เขียน
ในประเทศไทย พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 โดยสำนักพิมพ์ se-ed เรียบเรียงโดย สงการณ์ จิตสุทธิภากร และ นิรันดร์เกชาคุปต์ ต่อมา เมื่อหมดลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจัดทำใหม่เรียบเรียงโดย นพดล เวชสวัสดิ์ บรรณาธิการโดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
หลักของ 7 อุปนิสัย
[แก้]หลักของ 7 อุปนิสัย ที่ สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์เขียน 7 ขั้นดังต่อไปนี้
1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive)
- เวลาที่เราต้องการอะไร หรือต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตัวกระตุ้น และตัวกระตุ้นจะทำให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็นผู้เริ่มก่อน หรือเป็นตัวกระตุ้น การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทำสิ่งใด ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้
2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind)
- การที่เราจะเริ่มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่งที่เราคิดในใจ หลักของ "เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ" นั้นคือการทำสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง คือการทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นจริง แต่การที่เราจะทุ่มแค่แรงใจอย่างเดียวก็ไม่สามารถเกิดประสิทธิผลได้ มันอยู่กับว่าเราเทความพยายามไปในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และต้องมีศูนย์รวมในตนเองและเป็นการที่เราดำเนินชีวิต และตัดสินใจได้จากฐานความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตของเรา สามารถปฏิเสธอย่างไม่รู้สึกผิดหากสิ่งนั้นไม่ตรงเป้าประสงค์หลักของเรา
3. ทำตามลำดับความสำคัญ (Put First Things First.)
- อุปนิสัยที่ 3 เป็นเหมือนภาคปฏิบัติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีทั้ง การจัดการบริหารเวลา, รู้จักปฏิเสธ, ตารางเวลา เพื่อให้เราทำสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะลองทำคือ เขียนรายชื่อสิ่งที่เราอยากทำ และ เราควรทำ ทำสัญญาลักษณ์แบ่งมันออกเป็น 3 ระดับ คือ สำคัญมากเร่งด่วน, สำคัญมากแต่ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญมากแต่เร่งด่วน. และทำตามลำดับ สิ่งที่เป็นปัญหาคือเรามักจะถูกแทรกแซงความสนใจไปกับเรื่องที่เร่งด่วนแต่อาจไม่สำคัญต่อเป้าหมายหลัก ส่วนเรื่องที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เป็นการช่วยทำให้เพิ่มศักยภาพต่อการบรรลุเป้าหมายเช่น การออกกำลังกาย ใช้เวลาเพื่อการทบทวนเนื้อหาวิชานั้นเราละเลยไป เชื่อว่าหากเราค้นว่า "สิ่งใดที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ดีขึ้น ณ วันนี้" เราจะทำสิ่งนั้นได้ และจะชัดเจนในการจัดการสิ่งที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญต่อเป้าหมายเราได้
4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ (Think Win-Win)
- จริงๆ แล้วมนุษย์มีกรอบความคิด 6 แบบที่กระทำต่อกัน หนึ่งในนั้นคือ การคิดแบบชนะ/ชนะ คือไม่มีผู้แพ้ เป็นข้อตกลงหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรเสีย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ ว่าควรใช้แบบอื่นหรือไม่ หากไม่สามารถหาข้อตกลงแบบ คุณก็ชนะ ฉันก็ชนะได้ ก็ตกลงว่า "จะไม่ตกลง" ณ ขณะนี้เพื่อลดสถานการณ์ที่ มีผู้หนึ่งผู้ใดต้องแพ้ จุดตั้งต้นคือต้องเห็นคุณค่าในตนเอง และเห็นความproactiveที่มีค่าของผู้อื่น (I'm Ok, You're Ok.)บทนี้เน้นการแก้ปัญหาโดยศาลควรเป็นทางเลือกท้ายสุดเพราะมีเพียง แพ้ หรือ ชนะ เท่านั้น
5. เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understood.)ก่อนบอกความต้องการหรือสิ่งที่เราคิดแล้วอยากให้ผู้อื่นยอมรับ เราต้องให้ความสำคัญและเข้าใจมุมมองของผู้อื่นต่อเรื่องนั้นๆอย่างลึกซึ้งก่อน ลดการปะทะกัน
6. ประสานพลังสร้างสิ่งใหม่ (Synergize)เกิดจากการยอมรับในคุณค่าของตนเอง และเข้าใจในความแตกต่างที่ผู้อื่นมีมุมมอง ลดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ซึ่งปิดกั้นความคิดดีๆของกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน มีเพียงความพยามในการเข้าใจในสิ่งที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เห็นด้วยเท่านั้น
7. ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the saw) ที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่อุปนิสัยที่ 1-6 จะนำไปใช้ในชีวิตจริงให้ได้ประสิทธิผล เราต้องมั่นฝึกฝนอุปนิสัยต่างๆเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ "หมั่นลับคมเลื่อยไว้ ยามเมื่อถึงเวลา..จะได้พร้อมใช้" นั่นเอง
คำตอบรับ
[แก้]เมื่อสิ้น ค.ศ. 1994 บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐ เชิญโควีย์กับนักเขียนคนอื่น ๆ ไปยังแคมป์เดวิด เพื่อให้คำปรึกษาเขาถึงวิธีนำแนวคิดจากหนังสือไปบูรณาการกับตำแหน่งประธานาธิบดีของตน[2][3]
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 ไทม์จักให้หนังสือนี้เป็นหนึ่งใน "หนังสือบริหารธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุด 25 เล่ม"[4]
หลังโควีย์เสียชีวิตใน ค.ศ. 2012 หนังสือนี้ขายไปมากกว่า 20 ล้านเล่ม[5]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "The 7 Habits of Highly Effective People" author, Stephen Covey, dies". NBC News. กรกฎาคม 17, 2012. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-10-07.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Associated Press (มกราคม 4, 1995). "Clinton's informal meetings include a session with Covey". Deseret News. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 30, 2023.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Harper, Lena M. (ร้อน 2012). "The Highly Effective Person". Marriott Alumni Magazine. Brigham Young University. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ กรกฎาคม 19, 2012. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 11, 2012.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Gandel, Stephen (2011-08-09). "The 7 Habits Of Highly Effective People (1989), by Stephen R. Covey". Time. สืบค้นเมื่อ 2020-01-03.
- ↑ "'7 Habits' author Stephen Covey dead at 79". CNN. กรกฎาคม 16, 2012. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2012.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)