ข้ามไปเนื้อหา

7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง
ผู้ประพันธ์สตีเฟน อาร์. โควีย์
ประเทศประเทศสหรัฐ
ภาษาอังกฤษ
หัวเรื่องช่วยเหลือตนเอง
ผู้พิมพ์Free Press
วันที่พิมพ์พ.ศ. 2541
พิมพ์ในภาษาอังกฤษ
ค.ศ. 1989
ชนิดสื่อพิมพ์ (ปกแข็ง, ปกอ่อน)
หน้า381
ISBN0-7432-6951-9
OCLC56413718
158 22
LC ClassBF637.S8 C68 2004
เรื่องถัดไปอุปนิสัยที่ 8: จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่ 

7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง (อังกฤษ: The 7 Habits of Highly Effective People) เป็นหนังสือธุรกิจและช่วยเหลือตนเองที่เขียนโดยสตีเฟน อาร์. โควีย์[1] ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1989 โดยเป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 อย่างของมนุษย์ ซึ่งมักใช้ในการอ้างอิงของหมู่นักการจัดการ นักวิชาการ นักจิตวิทยา[ต้องการอ้างอิง] และยังมี อุปนิสัยที่ 8 : จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่ ที่เขียนต่อจาก 7 อุปนิสัย และ 7 อุปนิสัยให้วัยรุ่นเป็นเลิศ โดยลูกชายของเขา ฌอน โคว์วีย์ เป็นผู้เขียน

ในประเทศไทย พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 โดยสำนักพิมพ์ se-ed เรียบเรียงโดย สงการณ์ จิตสุทธิภากร และ นิรันดร์เกชาคุปต์ ต่อมา เมื่อหมดลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจัดทำใหม่เรียบเรียงโดย นพดล เวชสวัสดิ์ บรรณาธิการโดย ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

หลักของ 7 อุปนิสัย

[แก้]

หลักของ 7 อุปนิสัย ที่ สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์เขียน 7 ขั้นดังต่อไปนี้

1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive)

เวลาที่เราต้องการอะไร หรือต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตัวกระตุ้น และตัวกระตุ้นจะทำให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็นผู้เริ่มก่อน หรือเป็นตัวกระตุ้น การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทำสิ่งใด ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้

2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind)

การที่เราจะเริ่มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่งที่เราคิดในใจ หลักของ "เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ" นั้นคือการทำสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง คือการทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นจริง แต่การที่เราจะทุ่มแค่แรงใจอย่างเดียวก็ไม่สามารถเกิดประสิทธิผลได้ มันอยู่กับว่าเราเทความพยายามไปในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และต้องมีศูนย์รวมในตนเองและเป็นการที่เราดำเนินชีวิต และตัดสินใจได้จากฐานความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตของเรา สามารถปฏิเสธอย่างไม่รู้สึกผิดหากสิ่งนั้นไม่ตรงเป้าประสงค์หลักของเรา

3. ทำตามลำดับความสำคัญ (Put First Things First.)

อุปนิสัยที่ 3 เป็นเหมือนภาคปฏิบัติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีทั้ง การจัดการบริหารเวลา, รู้จักปฏิเสธ, ตารางเวลา เพื่อให้เราทำสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะลองทำคือ เขียนรายชื่อสิ่งที่เราอยากทำ และ เราควรทำ ทำสัญญาลักษณ์แบ่งมันออกเป็น 3 ระดับ คือ สำคัญมากเร่งด่วน, สำคัญมากแต่ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญมากแต่เร่งด่วน. และทำตามลำดับ สิ่งที่เป็นปัญหาคือเรามักจะถูกแทรกแซงความสนใจไปกับเรื่องที่เร่งด่วนแต่อาจไม่สำคัญต่อเป้าหมายหลัก ส่วนเรื่องที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เป็นการช่วยทำให้เพิ่มศักยภาพต่อการบรรลุเป้าหมายเช่น การออกกำลังกาย ใช้เวลาเพื่อการทบทวนเนื้อหาวิชานั้นเราละเลยไป เชื่อว่าหากเราค้นว่า "สิ่งใดที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ดีขึ้น ณ วันนี้" เราจะทำสิ่งนั้นได้ และจะชัดเจนในการจัดการสิ่งที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญต่อเป้าหมายเราได้

4. คิดแบบ ชนะ/ชนะ (Think Win-Win)

จริงๆ แล้วมนุษย์มีกรอบความคิด 6 แบบที่กระทำต่อกัน หนึ่งในนั้นคือ การคิดแบบชนะ/ชนะ คือไม่มีผู้แพ้ เป็นข้อตกลงหรือการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรเสีย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละสถานการณ์ ว่าควรใช้แบบอื่นหรือไม่ หากไม่สามารถหาข้อตกลงแบบ คุณก็ชนะ ฉันก็ชนะได้ ก็ตกลงว่า "จะไม่ตกลง" ณ ขณะนี้เพื่อลดสถานการณ์ที่ มีผู้หนึ่งผู้ใดต้องแพ้ จุดตั้งต้นคือต้องเห็นคุณค่าในตนเอง และเห็นความproactiveที่มีค่าของผู้อื่น (I'm Ok, You're Ok.)บทนี้เน้นการแก้ปัญหาโดยศาลควรเป็นทางเลือกท้ายสุดเพราะมีเพียง แพ้ หรือ ชนะ เท่านั้น

5. เข้าใจคนอื่นก่อนจะให้คนอื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understood.)ก่อนบอกความต้องการหรือสิ่งที่เราคิดแล้วอยากให้ผู้อื่นยอมรับ เราต้องให้ความสำคัญและเข้าใจมุมมองของผู้อื่นต่อเรื่องนั้นๆอย่างลึกซึ้งก่อน ลดการปะทะกัน

6. ประสานพลังสร้างสิ่งใหม่ (Synergize)เกิดจากการยอมรับในคุณค่าของตนเอง และเข้าใจในความแตกต่างที่ผู้อื่นมีมุมมอง ลดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่สร้างสรรค์ซึ่งปิดกั้นความคิดดีๆของกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน มีเพียงความพยามในการเข้าใจในสิ่งที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เห็นด้วยเท่านั้น

7. ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the saw) ที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่อุปนิสัยที่ 1-6 จะนำไปใช้ในชีวิตจริงให้ได้ประสิทธิผล เราต้องมั่นฝึกฝนอุปนิสัยต่างๆเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ "หมั่นลับคมเลื่อยไว้ ยามเมื่อถึงเวลา..จะได้พร้อมใช้" นั่นเอง

คำตอบรับ

[แก้]

เมื่อสิ้น ค.ศ. 1994 บิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐ เชิญโควีย์กับนักเขียนคนอื่น ๆ ไปยังแคมป์เดวิด เพื่อให้คำปรึกษาเขาถึงวิธีนำแนวคิดจากหนังสือไปบูรณาการกับตำแหน่งประธานาธิบดีของตน[2][3]

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 ไทม์จักให้หนังสือนี้เป็นหนึ่งใน "หนังสือบริหารธุรกิจที่มีอิทธิพลมากที่สุด 25 เล่ม"[4]

หลังโควีย์เสียชีวิตใน ค.ศ. 2012 หนังสือนี้ขายไปมากกว่า 20 ล้านเล่ม[5]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "The 7 Habits of Highly Effective People" author, Stephen Covey, dies". NBC News. กรกฎาคม 17, 2012. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-10-07.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. Associated Press (มกราคม 4, 1995). "Clinton's informal meetings include a session with Covey". Deseret News. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 30, 2023.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. Harper, Lena M. (ร้อน 2012). "The Highly Effective Person". Marriott Alumni Magazine. Brigham Young University. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ กรกฎาคม 19, 2012. สืบค้นเมื่อ สิงหาคม 11, 2012.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Gandel, Stephen (2011-08-09). "The 7 Habits Of Highly Effective People (1989), by Stephen R. Covey". Time. สืบค้นเมื่อ 2020-01-03.
  5. "'7 Habits' author Stephen Covey dead at 79". CNN. กรกฎาคม 16, 2012. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2012.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]