ไซเลนต์ฮิลล์: ออริจินส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Silent Hill: Origins
ผู้พัฒนา Climax Studios
ผู้ผลิต Konami Digital Entertainment
ผู้กำกับ Mark Simmons
ผู้สร้าง William Oertel
ผู้ออกแบบ Sam Barlow
ผู้เขียนบท Sam Barlow
ผู้แต่งเพลง Akira Yamaoka
ซีรีส์ ไซเลนต์ฮิลล์
แพลตฟอร์ม PlayStation Portable, PlayStation 2
วันที่ออกจำหน่าย PlayStation Portable
NA 6 พฤศจิกายน 2550
EU 16 พฤศจิกายน 2550
AUS 29 พฤศจิกายน 2550
JP 6 ธันวาคม 2550[1]
PlayStation 2
NA 4 มีนาคม 2551
EU 16 พฤษภาคม 2551
AUS 23 พฤษภาคม 2551
แนว Survival horror
รูปแบบ ผู้เล่นคนเดียว
เรตติง BBFC: 15
อีเอสอาร์บี: Mature
OFLC: MA15+
PEGI: 18+
สื่อบันทึก Optical disc

ไซเลนต์ฮิลล์: ออริจินส์ (อังกฤษ: Silent Hill: Origins, หรือแผลงการสะกดเป็น Silent Hill: Ørigins) หรือในชื่อ ไซเลนต์ฮิลล์ ซีโร สำหรับวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น เป็นเกมแนวสยองขวัญลำดับที่ห้าในชุดไซเลนท์ฮิลล์[2] (แต่มีเนื้อหาตามลำดับเวลาเป็นอันดับแรก)[3] จัดจำหน่ายโดย โคนามิ ดิจิตอล เอนเตอร์เทนเมนท์ และพัฒนาโดย ไคลแม็กซ์ สตูดิโอส์ สำหรับเครื่อง Play Station Portable ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 และภายหลังพอร์ตลงเครื่องเพลย์สเตชัน 2 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551

เรื่องราวในภาคนี้ย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนเกมภาคแรก จับความไปที่ทราวิส แกรดี้ คนขับรถบรรทุกซึ่งโชคชะตานำพาให้ไปเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของลัทธิประหลาดในเมืองไซเลนท์ฮิลล์ ซึ่งจะกลายเป็นจุดกำเนิดของเกมภาคแรกในหลายปีให้หลัง

ไซเลนท์ฮิลล์ ออริจินส์ เวอร์ชัน PSP ได้เสียงตอบรับค่อนข้างดี โดยผู้เล่นส่วนมากชื่นชมระบบการเล่นและกราฟิกที่จัดว่าสวยงามสำหรับเครื่องเกมมือถือ ส่วนคำติติงจะเป็นการวิจารณ์ในเรื่องความยาวของเกม และรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างซ้ำกับเกมภาคก่อนๆมากเกินไป สำหรับเวอร์ชัน PS2 ได้เสียงตอบรับไม่ดีเท่า โดยคำวิจารณ์จะเน้นที่เรื่องของคุณภาพกราฟิกที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากนัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างแย่สำหรับเครื่องเกมคอนโซล

ระบบการเล่น[แก้]

รูปแบบการเล่นหลักของไซเลนต์ฮิลล์: ออริจินส์ไม่ได้แตกต่างไปจากภาคก่อน ๆ มากนัก คือผู้เล่นจะได้ควบคุมทราวิสให้สำรวจสถานที่ ไขปริศนา และต่อสู้เป็นหลัก[4] เช่นเดียวกับเกมภาคก่อน ๆ ที่เขาจะถือไฟฉายและเอียงศีรษะไปในทิศทางของไอเท็มที่สามารถนำมาใช้ได้[2] เกมสนับสนุนมุมมองบุคคลที่สามด้วยมุมกล้องอันหลากหลาย และยังสามารถกดปุ่มให้ทราวิสหันหน้าไปมองข้างหลังได้ด้วย[2] หากผู้เล่นต้องการดูพลังชีวิตของทราวิส จะต้องเปิดหน้าต่างไอเท็มขึ้นมา โดยตัวเกมไม่มีการแสดงแถบพลังชีวิตในระหว่างเล่น[5] อย่างไรก็ตาม หากพลังชีวิตของทราวิสลดลงต่ำ ขอบหน้าจอจะกะพริบสีแดงเป็นจังหวะและจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น[5] ในภาคนี้ ทราวิสสามารถเข้าออก "อีกโลกหนึ่ง" ได้อย่างอิสระโดยเข้าทางกระจกทั้งหลายที่พบได้ในเมือง[3][4] บ่อยครั้งที่การกระทำในโลกหนึ่งจะส่งผลในอีกโลกหนึ่งด้วย[5] การเคลียร์เกมจะปลดล็อกไอเท็มพิเศษหรือชุดพิเศษของทราวิส ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ[4]

ระบบต่อสู้[แก้]

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเกมก็คือระบบการต่อสู้ ในภาคนี้ ทราวิสสามารถใช้มือเปล่าต่อยศัตรูได้ อาวุธที่ใช้โจมตีระยะใกล้จะเกิดความเสียหายมากขึ้นและอาจพังได้เมื่อใช้ต่อสู้ไปนาน ๆ ศัตรูบางตัวสามารถเข้าจับผู้เล่นเพื่อทำร้ายได้วย โดยตัวเกมจะมีระบบควิกไทม์อีเวนท์ ที่แสดงปุ่มต่างๆขึ้นมาบนหน้าจอ หากผู้เล่นกดปุ่มได้ถูกต้องก็จะหลุดพ้นจากศัตรูนั้นๆได้ เกมภาคนี้ยังให้ความสำคัญกับค่าความเหนื่อยของทราวิสด้วย ซึ่งทราวิสจะหายใจหอบและวิ่งได้ช้าลง หากทำการวิ่งหรือต่อสู้กับศัตรูติดต่อกัน จำเป็นต้องหยุดพักสักระยะหรือใช้ไอเทมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพื่อให้หายเหนื่อย และต่อสู้กับศัตรูได้ดีดังเดิม

พล็อตเรื่อง[แก้]

ทราวิส แกรดี้ คนขับรถบรรทุกส่งของ ตัดสินใจเลือกใช้เส้นทางผ่านเมืองไซเลนท์ฮิลล์ สำหรับเป็นทางลัด ระหว่างทาง เขาได้หักรถหลบเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินตัดหน้า ด้วยความเป็นห่วงเด็กสาวคนนั้น ทราวิสจึงจอดรถไว้ข้างทางและเดินตามเด็กคนนั้น ก่อนจะมาถึงบ้านหลังหนึ่งที่กำลังถูกเพลิงไหม้อย่างหนัก เมื่อได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เขาจึงตัดสินใจฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปช่วยเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งถูกไฟไหม้ทั้งตัวในบ้านออกมาได้ ทราวิสสลบไปพร้อมกับเสียงรถพยาบาลที่กำลังจะมาถึง

เมื่อได้สติอีกครั้ง ทราวิสพบตัวเองตื่นขึ้นบนม้านั่งในเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบและไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เขานึกถึงเด็กสาวที่ถูกเพลิงไหม้เมื่อคืนก่อนได้ จึงเดินทางไปยังโรงพยาบาลอัลเคมิล่า และถามถึงเด็กสาวคนนั้นจากนายแพทย์ไมเคิล คอฟแมนน์ แต่นายแพทย์กลับบอกให้ทราวิสไปจากที่นี่เสีย เพราะไม่มีใครอยู่อีกแล้ว ทราวิสไม่เชื่อและค้นหาเด็กคนนั้นต่อ จนได้พบกับเด็กสาวคนที่เดินตัดหน้ารถในเงาสะท้อนของกระจก ซึ่งภาพของสภาพแวดล้อมที่เห็นในกระจกนั้นเต็มไปด้วยสนิมเลือด ทราวิสถูกดึงเข้าสู่มิติแห่งฝันร้ายในทันทีที่เขาสัมผัสกับกระจกเงา และต้องเอาตัวรอดจากปิศาจทั้งหลายในมิตินั้น ซึ่งหลังจากเอาชนะปิศาจตัวหนึ่งได้ เขาก็พบกับเด็กสาวคนนั้นอีกครั้ง พร้อมทั้งชิ้นส่วนปิรามิดขนาดเล็กที่ทำให้เขาหมดสติไปอีก

เมื่อฟื้นขึ้นมา เขากลับมาอยู่ในมิติมนุษย์ดังเดิม และพบกับลิซ่า การ์แลนด์ เธอบอกทราวิสว่าเด็กสาวคนนั้นชื่ออัลเลสซ่า กิลเลสพี เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งคู่ออกจากโรงพยาบาลและเดินทางต่อไปยังสถานบำบัดอาการทางจิตซีดาร์กรูฟ ที่นี่ ทราวิสได้พบกับดาเลีย กิลเลสพี แม่ของอัลเลสซ่า และจากการดูบันทึกของผู้ป่วย เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเฮเลน แกรดี้ แม่ของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว เคยเข้ารับการบำบัดอาการทางจิตที่นี่ โดยเฮเลนอ้างว่าตัวเธอสามารถคุยกับผู้คนแห่งโลกกระจกได้ พวกเขาบอกให้เธอฆ่าลูกชายเสียเนื่องจากจะเป็นผู้นำซาตานมาจุติที่โลกใบนี้ หลังจากเอาชนะความทรงจำของแม่ตัวเองได้แล้ว ทราวิสก็พบกับชิ้นส่วนปิรามิดอีกชิ้นหนึ่ง

ยิ่งทราวิสเดินทางสำรวจสถานที่ต่างๆในเมืองมากขึ้น เขาก็ได้เจอกับอัลเลสซ่าและชิ้นส่วนปิรามิดชิ้นอื่นๆ เขารู้สึกว่าอัลเลสซ่าพยายามจะบอกอะไรบางอย่างแก่เขา พร้อมๆกับที่ความทรงจำอันน่าสยดสยองในวัยเด็กของทราวิสเริ่มแจ่มชัดมากขึ้น รายกับเป็นการเดินทางตามรอยอดีต จนเมื่อเขาเดินทางมาถึงริเวอร์ไซด์ โมเตล เขาก็จำได้ว่า ณ ที่แห่งนี้ หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตในสถานบำบัดซีดาร์ กรูฟ พ่อและเขาเดินทางมาพักที่นี่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งพ่อของเขาจมอยู่กับความทุกข์โศกที่ต้องสูญเสียภรรยาซึ่งเป็นที่รักไป จนสุดท้ายก็ได้ผูกคอตายในห้องหมายเลข 500 ซึ่งในวัยเด็กนั้น ทราวิสยืนมองศพพ่อของเขาอยู่นานนับชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่โรงแรมจะมาพบ เนื่องจากเขาไม่อยากจะยอมรับการตายของพ่อ ในที่สุด ทราวิสก็เอาชนะปิศาจความทรงจำของพ่อตนเองได้ และเจอปิรามิดชิ้นสุดท้าย

ทราวิสประกอบปิรามิดทุกชิ้นเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นผลให้อาคมที่สะกดพลังของอัลเลสซ่าไว้คลายลง และเปลี่ยนตัวเมืองให้กลายเป็นมิติแห่งฝันร้าย ทราวิสเดินทางตามแผนที่ที่อัลเลสซ่าให้ไว้จนไปถึงรังประกอบพิธีกรรมของลัทธิลับ และพบว่าสมาชิกของลัทธินี้ (รวมทั้งนายแพทย์คอฟแมน และดาเลียด้วย) ทำการเผาร่างของอัลเลสซ่า เพื่อใช้บูชาเทพเจ้า โดยอัลเลสซ่าใช้พลังนำทราวิสมาที่นี่เพื่อขัดขวางนั่นเอง คอฟแมนหลบหนีไปโดยเรียกปิศาจจากห้วงนรกขึ้นมาขัดขวางทราวิส เมื่อทราวิสสู้กับปิศาจจนพลังมันอ่อนลง อัลเลสซ่าก็ผนึกปิศาจนั้นไว้ใน 'ฟลูรอส' ปิรามิดขนาดเล็กที่ทราวิสประกอบขึ้นในที่สุด

ฉากจบ[แก้]

Good Ending 

(ฉากจบจริงของเนื้อเรื่อง) ฟลูรอสได้ผนึกปิศาจไว้ โดยแบ่งภาคพลังส่วนหนึ่งออกมาเป็นเด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่ง ซึ่งภายในมีครึ่งวิญญาณของอัลเลสซ่าสถิตย์อยู่ ทราวิสกลับมายังรถบรรทุกของตัวเอง และหมุนเข็มไมล์รถกลับไปที่ศูนย์อีกครั้ง เป็นสัญลักษณ์แห่งการหลุดพ้นจากฝันร้ายในวัยเด็กที่ตามหลอกหลอน ก่อนจะขับรถออกมา ทราวิสสังเกตเห็นอัลเลสซ่าผ่านทางกระจกมองข้าง ยิ้มให้เขาในขณะที่อุ้มทารกนั้นเดินจากไป เกมจะจบลงด้วยเสียงของแฮรี่ เมสัน ตัวเอกจากภาคแรก และภรรยา พูดคุยถึงเรื่องการรับเด็กทารกมาเป็นบุตรบุญธรรม และตั้งชื่อให้ว่าเชอริล ขณะเดียวกัน นายแพทย์คอฟแมนและดาเลียก็ตกลงกันว่าจะต้องใช้พลังเวทมนตร์เรียกเอาวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของอัลเลสซ่า (ที่แบ่งไปอยู่กับเชอริล) กลับมายังไซเลนท์ฮิลล์ แม้จะต้องรอเวลาอีกหลายปีก็ตาม

Bad Ending 

ทราวิสได้สติคืนมาอีกครั้งในห้องที่ดูคล้ายห้องผ่าตัด ร่างกายถูกมัดติดกับเตียง และถูกฉีดยาบางอย่างเข้าร่างกาย เมื่อมองไปในกระจกเงา ทราวิสก็พบว่าเงาสะท้อนของเขานั้นกลายเป็นปิศาจร้ายที่รู้จักกันในนามของ "เจ้าคนแล่เนื้อ" (The Butcher) ซึ่งเหตุการณ์นี้สามารถอนุมานได้ว่า ทราวิสหลอนประสาทแต่งเรื่องอดีตอันเลวร้ายของตนขึ้นมา และกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องออกฆ่าผู้คนในเมืองไซเลนท์ฮิลล์

Dog Ending 

เมื่อทราวิสใช้กุญแจรูปพระจันทร์เสี้ยวไขเข้าไปในห้องหมายเลข 505 ที่ริเวอร์ไซด์ โมเตล ก็มียานอวกาศ UFO ลำหนึ่งบินลงมาหา พร้อมกับมนุษย์ต่างดาวและสุนัขที่อยู่ในฉากจบแบบ UFO ของเกมภาคอื่นๆ มนุษย์ต่างดาวบอกว่าพวกเขาเก็บรถบรรทุกของทราวิสไว้ที่ดาวเคราะห์ของพวกเขาเอง และเชื้อเชิญทราวิสให้ลองขับ UFO ดู จากนั้นทั้งหมดก็บินออกจากโลกไปด้วยกัน

การพัฒนา[แก้]

หลังจากการออกฉายของภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากตัวเกม ทางโคนามิก็ได้พิจารณาแผนการนำเกมภาคแรกมาสร้างใหม่อีกครั้ง[6][7] โดยจะใช้ตัวละครโรส ดา ซิลวามาแทนที่แฮรี่ เมสัน ตัวเอกในเกมต้นฉบับ ซึ่งแผนการนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นทั้งจากการให้สัมภาษณ์ของคริสโตเฟอร์ เกนส์ ผู้กำกับ และข่าวรั่วจากทางโคนามิเองเรื่องเกมภาคต่อที่จะใช้ชื่อว่า Silent Hill: Original Sin สำหรับลงบนเครื่อง PSP[6] โดยในภายหลังโปรดิวเซอร์ของเกมภาคออริจินส์ วิลเลี่ยม โอเรเทล ได้ยินยันว่าไอเดียเรื่องการรีเมคเกมภาคแรกเคยได้รับการพิจารณาจากทางโคนามิจริง แต่ก็ถูกยกเลิกไป[8][9]

ออริจินส์มีข่าวประกาศเป็นครั้งแรกในงาน E3 ประจำปี พ.ศ. 2549 โดยเปิดเผยรูปแบบการเล่นหลักๆ และเนื้อเรื่องคร่าวๆ นอกจากนี้ยังมีการประกาศเรื่องของทีมสร้างที่จะไม่ใช่ Team Silent ของโคนามิอีกต่อไป แต่เป็น Climax Studio แทน[10] พล็อตเรื่องของเกมเขียนขึ้นโดยแซม บาร์โลว์[11] ซึ่งตกลงกับทาง Team Silent ให้ชื่อเรื่องเป็นที่ยอมรับ[12] ประกอบเกมภาคนี้ยังคงประพันธ์โดยอากิระ ยามาโอกะเช่นเดิม[8][10] ตัวอย่างการเล่นแรกของเกมเปิดเผยว่าจะยังคงใช้ระบบหลักๆเช่นการต่อสู้กับศัตรูแบบเดียวกับเกมภาคก่อนๆ แต่เพิ่มรูปแบบมุมกล้องเช่นเดียวกับเกม Resident Evil 4 เข้ามา[13][14] ทราวิสสามารถใช้อาวุธได้ 6 แบบ ประกอบด้วยอาวุธระยะประชิด 3 แบบ และอาวุธปืนอีก 3 แบบ ระบบอื่นๆของเกมที่เคยมีการวางแผนกันไว้เช่น การติดศูนย์เล็งด้วยเลเซอร์ลงบนอาวุธปืน และการใช้ระบบสิ่งกีดขวาง โดยเอาวัตถุในฉากมาช่วยป้องกันการโจมตีของศัตรูได้[13][15] ระบบเกมทั้งหมดนี้ทำให้เกมนี้มีแผนวางจำหน่ายในปลายปี พ.ศ. 2549[16]

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ทางทีมไคลแม็กซ์อเมริกาซึ่งดำเนินการสร้างอยู่นั้น มีข่าวลือว่าถูกระงับ เนื่องจากการวางแผนงานที่แย่และเป็นไปได้ยาก ซึ่งอาจทำให้ท้ายสุดแล้วตัวเกมมีความยาวในการเล่นอยู่เพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น[17][18] ต่อมาจึงได้มีการย้ายงานผลิตไปสู่ทีมงานอื่นในสหราชอาณาจักรแทน เพื่อเป็นการยืนยันว่าตัวเกมที่ออกมาจะมีความรัดกุมมากขึ้น วันเปิดตัวยังได้ถูกเลื่อนออกไป[19] และให้บรรยากาศของความเป็นไซเลนท์ฮิลล์ในแบบที่แฟนเกมต้องการ ตัวอย่างการเล่นที่เปิดเผยต่อมาแสดงให้เห็นว่า ตัวเกมมีการเปลี่ยนแปลงจากครั้งแรกค่อนข้างมาก ย้อนกลับไปคล้ายเกมภาคก่อนหน้ามากขึ้น ตัดมุมกล้องแบบ Resident Evil 4 ออกไป[18][20] ตัวอย่างการเล่นนี้ได้เสียงตอบรับจากผู้ชมค่อนข้างดี[20][21]

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ตัวเกมเวอร์ชันเดโมถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดกันบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งทางไคลแม็กซ์สตูดิโอปฏิเสธว่าเป็นแหล่งของไฟล์ที่หลุดรอดออกมา[22] ตัวเกมจริงออกจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรป ส่วนประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียเป็นลำดับถัดมาในเดือนธันวาคม[1] (ซึ่งในญี่ปุ่นวางจำหน่ายในชื่อ Silent Hill Zero)[1] ในเดือนเดียวกันนั้น เว็บไซต์ Kotaku ได้รายงานข่าวเรื่องเกมนี้จะถูกพอร์ตลงบนเครื่องเพลย์สเตชัน 2 เพื่อเป็นการกระจายตัวเกมให้ถึงผู้เล่นส่วนมากมากขึ้น โดยจะวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551[23] เมื่อถึงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 เว็บไซต์ แอมะซอน.คอม ก็เริ่มเปิดให้สั่งจองตัวเกมเวอร์ชันเครื่อง PS2 แม้ว่าทางโคนามิและไคลแม็กซ์จะยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลาก็ตาม[24] โดยโคนามิประกาศยืนยันเวอร์ชัน PS2 ในวันที่ 22 มกราคม 2008[25]

ดนตรีประกอบ[แก้]

Silent Hill Zero Original Soundtracks ประพันธ์โดยอากิระ ยามาโอกะ และวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นวันที่ 25 มกราคม 2008 โดย Konami Music Entertainment[26]

เสียงตอบรับ[แก้]

การตอบรับ
คะแนนรวบยอด
สื่อ คะแนน
เกมแรงกิงส์ 78.10% (PSP)[30]
72.41% (PS2)[31]
เมตาคริทิค 78/100 (PSP)[32]
70/100 (PS2)[33]
คะแนนความนิยม
สื่อ คะแนน
เกมโปร 4.5/5[28]
เกมสปอต 6.5/10[3]
เกมสปาย 4/5[29]
ไอจีเอ็น 8.0[2]
นิตยสารเพลย์ 87/100[27]

เสียงตอบรับโดยรวมของภาค Origins จัดอยู่ในระดับดี โดยในเวอร์ชัน PSP ได้คะแนนจาก Metacritic อยู่ที่ 78/100 และจาก Game Ranking อยู่ที่ 78.10%[30][32] ในขณะที่เวอร์ชัน PS2 ได้คะแนนลดลงมาอยู่ที่ 70/100 และ 72.41% ตามลำดับ[31][33]

คำติติงของเกมส่วนมากจะเน้นไปที่เรื่องของ "การดำเนินตามสูตรสำเร็จของซีรีส์" มากเกินไป[27] ความเห็นจากการรีวิวของ GameSpot บอกว่า "เมืองหมอกนี้ควรจะมีมุขใหม่ๆบ้าง" และบอกว่าเกมนี้ "ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่า ได้จ่ายเงินซื้อการผจญภัยแบบเดิมๆที่ยึดติดกับแฟรนไชส์อายุ 8 ปี ในราคาที่น่าจะซื้ออะไรใหม่ๆได้"[3] มุมกล้องบางส่วนในเกมยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ามองได้ลำบาก[2][28] โดยเฉพาะในฉากที่เป็นทางเดินแคบๆ[29]

สำหรับเวอร์ชัน PS2 บทวิจารณ์ยังแสดงความผิดหวังในเรื่องของกราฟิก ซึ่งจัดว่าด้อยกว่าเกมภาคก่อนหน้าที่ลงบนเครื่อง PS2 มาก[34][35] ทาง IGN ยังวิพากษ์เรื่องของการไม่ใส่ระบบควบคุมมุมกล้องได้เองมาด้วย[35]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "Silent Hill: Origins, Release Summary". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2007-10-26. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Haynes, Jeff (November 12, 2007). "Silent Hill: Origins Review". IGN. สืบค้นเมื่อ November 24, 2008. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 VanOrd, Kevin (2007-11-22). "Silent Hill: Origins Review". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  4. 4.0 4.1 4.2 Haynes, Jeff (November 12, 2007). "Silent Hill: Origins Review". IGN. สืบค้นเมื่อ April 5, 2011. 
  5. 5.0 5.1 5.2 Silent Hill: Origins. Konami Digital Entertainment. 2007. pp. 8–11. 
  6. 6.0 6.1 Klepek, Patrick (2006-03-16). "Silent Hill 1 Re-release?". 1UP. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  7. Haynes, Jeff (April 23, 2007). "Silent Hill Origins Impressions and Interview". IGN. สืบค้นเมื่อ April 5, 2011. 
  8. 8.0 8.1 Reed, Kristan (2006-05-11). "Silent Hill: Origins Preview". Eurogamer. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  9. Vore, Bryan (2006-07-24). "CC06: Silent Hill: Origins - The William Oertel Interview". GameInformer. Archived from the original on November 15, 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  10. 10.0 10.1 GameSpot (2006-05-10). "Konami Announces Silent Hill: Origins". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  11. MobyGames Game Credits for Silent Hill: 0rigins
  12. Eurogamer, Silent Hill Origins Preview
  13. 13.0 13.1 Dunham, Jeremy (2006-08-23). "GC 2006: Silent Hill: Origins Hands-on". IGN. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  14. Torres, Ricardo (2006-08-24). "Silent Hill: Origins Hands-On". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  15. Torres, Ricardo (2006-05-10). "E3 06: Silent Hill: Origins First Impressions". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  16. Reed, Kristan (2006-05-11). "Silent Hill: Origins, page 2". Eurogamer. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  17. Crecente, Brian (2006-10-23). "Rumor: Climax Hobbles Silent Hill: Origins". Kotaku. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  18. 18.0 18.1 Fahey, Rob (2007-07-10). "Silent Hill: Origins 2007 Preview". Eurogamer. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  19. Reed, Kristan (2007-04-30). "Silent Hill: Origins Interview". Eurogamer. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  20. 20.0 20.1 Liang, Alice (2007-04-23). "CC06: Silent Hill: Origins PSP preview". 1UP. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  21. Shoemaker, Brad (2007-04-24). "Silent Hill: Origins Updated Hands-On". GameSpot. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  22. Martin, Matt (2008-08-21). "Silent Hill PSP demo leaked online". Gamesindustry.biz. สืบค้นเมื่อ 2007-11-19. 
  23. McWhertor, Michael (2007-12-07). "Unconfirmed: Silent Hill 0 Gets Inevitable PS2 Port". Kotaku. สืบค้นเมื่อ 2007-12-07. 
  24. McWhertor, Michael (2008-01-15). "Playstation 2: Retailers All But Confirm Silent Hill Ørigins PS2 Port". Kotaku. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  25. Geddes, Ryan (2008-01-22). "Silent Hill Origins Coming to PS2". IGN. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  26. "Silent Hill Zero Original Soundtracks" (ใน Japanese). Konamistyle. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  27. 27.0 27.1 Gilmore, Craig (2008-04-17). "Review - Silent Hill Origins". Play Magazine. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  28. 28.0 28.1 Burt, Andy (2007-11-07). "Review : Silent Hill Origins PSP". สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  29. 29.0 29.1 Chapman, David (2007-11-19). "GameSpy: Silent Hill Origins Review". GameSpy. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  30. 30.0 30.1 "Silent Hill: Ørigins Reviews". Game Rankings. 
  31. 31.0 31.1 "Silent Hill: Origins Reviews". Game Rankings. 
  32. 32.0 32.1 "Silent Hill Origins (psp: 2007): Reviews". Metacritic. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  33. 33.0 33.1 "Silent Hill Origins (ps2: 2007): Reviews". Metacritic. สืบค้นเมื่อ 2008-11-24. 
  34. VanOrd, Kevin (2008-04-08). "Silent Hill: Origins (PS2)". GameSpot. สืบค้นเมื่อ April 5, 2011. 
  35. 35.0 35.1 "Silent Hill: Origins review (PS2)". IGN. 2008-04-17. สืบค้นเมื่อ April 5, 2011. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]