AIM-132 แอสแรม
| AIM-132 แอสแรม | |
|---|---|
| ชนิด | อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ |
| ชาติกำเนิด | |
| บทบาท | |
| ประจำการ | พ.ศ. 2541 |
| ผู้ใช้งาน | |
| ประวัติการผลิต | |
| ผู้ผลิต | MBDA |
| ราคาต่อหน่วย | >200,000 ยูโร |
| ข้อมูลจำเพาะ | |
| มวล | 88 กิโลกรัม |
| ความยาว | 2.90 เมตร |
| เส้นผ่าศูนย์กลาง | 166 มิลลิเมตร |
| ความยาวระหว่างปลายปีก | 450 มิลลิเมตร |
| หัวรบ | 10 กิโลกรัม สะเก็ดระเบิด |
กลไกการจุดชนวน | ชนวนเลเซอร์ |
| เครื่องยนต์ | จรวดเชื้อเพลิงแข็ง |
พิสัยปฏิบัติการ | 300 เมตร - 18 กิโลเมตร |
| ความสูงปฏิบัติการ | N/A |
| ความเร็วสูงสุด | 3+ มัค [1] |
ระบบนำวิถี | อินฟราเรด, ระบบ focal plane array, พร้อมล็อคเป้าหมายภายหลังยิง [1] |
ฐานยิง | ผู้ใช้งาน: |
AIM-132 แอสแรม (AIM-132 ASRAAM) ย่อมาจากชื่อเต็ม อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้แอดวานซ์ (Advanced Short-Range Air-to-Air Missile) เป็นอาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ที่พัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า AIM-9L (ทอ.สหรัฐ) หรือ AIM-9M (ทร.สหรัฐ) ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 สภาวะของสงครามสมัยใหม่ มีกฎเกณฑ์การสู้รบที่เข้มข้นขึ้น ต้องทำลายข้าศึกให้ได้เร็วที่สุด จึงมีการนำเอาเทคโนโลยี Imaging IR มาใช้ นับเป็นขีปนาวุธ All Aspect ความเร็วสูง แม่นยำ ยิงได้ไกล พัฒนา R-SEP (Max Seperation) เพื่อ จุดมุ่งหมาย "SHOOT FIRST KILL EARLY" ต่อต้านการลวงด้วยอินฟราเรด (IRCCM) สะท้อนสัญญาณต่ำ อังกฤษพัฒนาเพื่อใช้กับเครื่อง TONADO, F-3, HARRIER, GR-7 หาเป้าด้วยภาพ จึงไม่อาจต่อต้านด้วย Chaff หรือ Flare ได้ จึงเป็นการเพิ่มความอยู่รอดให้กับเครื่องบินขับไล่ ผลการทดสอบล่าสุด ปรากฏว่า ENVELOP เกือบเท่า AMRAAM
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 "AIM-132 ASRAAM". Fas.org. สืบค้นเมื่อ 2011-12-12.