ข้ามไปเนื้อหา

ล็อกฮีด SR-71 แบล็คเบิร์ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เอสอาร์-71 แบล็คเบิร์ด)
SR-71 แบล็คเบิร์ด
Dryden's SR-71B Blackbird, NASA 831, slices across the snow-covered southern Sierra Nevada Mountains of California after being refueled by a USAF tanker during a 1994 flight. The SR-71B was the trainer version of the SR-71. The dual cockpit allows the instructor to fly.
ข้อมูลทั่วไป
ชาติกำเนิด สหรัฐ
บริษัทผู้ผลิตล็อกฮีดคอร์ปอเรชัน
ผู้ใช้งานหลักกองทัพอากาศสหรัฐ
จำนวนที่ผลิต32
ประวัติ
เริ่มใช้งานมกราคม 1966
เที่ยวบินแรก22 ธันวาคม 1964
ปลดประจำการ
  • ทอ.สหรัฐ: 1998
  • นาซา: 1999
พัฒนาจากล็อกฮีด A-12

ล็อกฮีด SR-71 แบล็คเบิร์ด (Lockheed SR-71 Blackbird) เป็นเครื่องบินสอดแนมเชิงยุทธศาสตร์ระยะไกลที่ปลดประจำการแล้ว มีสมรรถนะสูงทั้งด้านเพดานบินและความเร็ว โดยสามารถทำความเร็วได้มากกว่ามัค 3 ออกแบบและสร้างโดยบริษัทล็อกฮีดคอร์ปอเรชันของสหรัฐ เครื่องบินลำนี้มีชื่อเล่นว่า Blackbird และ Habu[1]

การพัฒนาเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ถือเป็นโครงการลับสุดยอด โดยมีวิศวกรการบินชื่อดังอย่างเคลลี จอห์นสัน เป็นผู้ออกแบบหลัก[2] ตัวเครื่องมีพื้นฐานจาก ล็อกฮีด A-12 ซึ่งเป็นต้นแบบด้านเทคโนโลยีสเตลธ์ แต่ SR-71 ถูกออกแบบให้ยาวและหนักกว่าเพื่อบรรทุกเชื้อเพลิงได้มากขึ้นและมีนักบิน 2 นายในห้องนักบินแบบเรียงกัน เครื่องบินถูกเปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรกในกลางปี 1964 และเข้าประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐในต้นปี 1966[3]

แบล็คเบิร์ดมีความเร็วสูงสุดถึงมัค 3.2 และบินได้สูงกว่า 85,000 ฟุต (26,000 เมตร) ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่มีมิสไซล์รุ่นไหนตามทัน อุปกรณ์สอดแนมประกอบด้วยเรดาร์แบบมองด้านข้าง กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์ข่าวกรองทางสัญญาณ (SIGINT)[4] อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนของการเตรียมการบิน ทำให้ SR-71 ทำภารกิจได้เฉลี่ยเพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ตลอดการผลิตมีเครื่องทั้งหมด 32 ลำ สูญเสียจากอุบัติเหตุ 12 ลำ แต่ไม่เคยถูกยิงตก

ในปี 1974 แบล็คเบิร์ดสร้างสถิติใหม่ในการบินระหว่างลอนดอน–นครนิวยอร์ก โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 54 นาที 56 วินาที และในปี 1976 มันได้รับการบันทึกว่าเป็นอากาศยานที่เร็วที่สุดในโลก ประเภทใช้เครื่องยนต์ดูดอากาศ สถิตินี้ยังคงไม่ถูกทำลายมาจนถึงปัจจุบัน

กองทัพอากาศสหรัฐปลดประจำการ SR-71 ครั้งแรกในปี 1989 ด้วยเหตุผลทางการเมือง แม้ภายหลังจะนำกลับมาใช้งานช่วงสั้นๆ ก่อนปลดประจำการถาวรในปี 1998 ขณะที่ NASA ใช้งานเป็นเครื่องมือวิจัยจนถึงปี 1999 หลังจากนั้น ภารกิจสอดแนมถูกแทนที่ด้วยดาวเทียมและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และในปี 2018 ล็อกฮีดมาร์ตินได้เปิดเผยโครงการทายาทรุ่นใหม่ SR-72 ซึ่งตั้งเป้าจะบินทดสอบในปี 2025

รายละเอียด SR-71 แบล็คเบิร์ด

[แก้]
  • ผู้สร้าง บริษัทล็อกฮีด แอร์คราฟท์ เซอร์วิส
  • ประเภท เจ๊ตตรวจการณ์ทางยุทธศาสตร์ 2 ที่นั่งเรียงกัน
  • เครื่องยนต์ เทอร์โบเจ๊ต แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ เจที 11 ดี 20 บี ให้แรงขับสถิตเครื่องละ 10,430 กิโลกรัม และ 14,740 กิโลกรัม เมื่อใช้สันดาปท้าย 2 เครื่อง
  • กางปีก 16.95 เมตร
  • ยาว 32.74 เมตร
  • สูง 6.64 เมตร
  • น้ำหนักเปล่า 27,215 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้น 77,110 กิโลกรัม
  • อัตราเร็วสูงสุด กว่า 3 มัค (3,220 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
  • พิสัยบิน 4,800 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
  • เพดานบิน กว่า 30,488 เมตร
  • บินทน 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • อาวุธ ไม่ติดอาวุธ

[5]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Crickmore (1997), p. 64
  2. "Creating the Blackbird". Lockheed Martin. สืบค้นเมื่อ 14 March 2010.
  3. Merlin, Peter W. "Blackbird Facts" (PDF). NASA. p. 3. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 11 March 2014. สืบค้นเมื่อ 23 June 2024.
  4. Roblin, Sebastien (21 October 2016). "The SR-71 Blackbird: The Super Spy Plane That Outran Missiles". The National Interest. สืบค้นเมื่อ 6 July 2022.
  5. อภิวัตน์ โควินทรานนท์,อากาศยาน1979ฉบับเครื่องบิน,เอวิเอชั่น ออบเซิร์ฟเวอร์,กรุงเทพ,2522