เหตุรถไฟชนกันที่รัฐโอฑิศา พ.ศ. 2566

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เหตุรถไฟชนกันที่พาเลศวร รัฐโอฑิศา
ซากรถไฟที่ชนกัน
แผนที่
รายละเอียด
วันที่2 มิถุนายน ค.ศ. 2023 (2023-06-02)
ราว 19:00 IST (13:30 GMT)[1]
สถานที่ใกล้กับสถานีรถไฟวาหานคาบาซาร์ พาเลศวร รัฐโอฑิศา
พิกัด21°20′17″N 86°45′52″E / 21.33806°N 86.76444°E / 21.33806; 86.76444พิกัดภูมิศาสตร์: 21°20′17″N 86°45′52″E / 21.33806°N 86.76444°E / 21.33806; 86.76444
ประเทศIndia
ผู้ให้บริการการรถไฟอินเดีย
ประเภทเหตุการณ์รถไฟตกราง, ชนประสานงา
จำนวน
รถไฟ3 ขบวน: รถไฟขนส่งสินค้า, โคโรมันเดล เอ๊กซเพรส 12841, เอสเอ็มวีที เบงคาลูรุ-หาวรา ซูเปอร์ฟาสต์เอ๊กซเพรส 12864
เสียชีวิต288+[2][3]
บาดเจ็บ900+

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 รถไฟชนกันสามขบวนใกล้กับนครพาเลศวร รัฐโอฑิศา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย รถไฟที่เกิดเหตุสามคันประกอบด้วยรถไฟโดยสารสองขบวน คือโคโรมันเดลเอ็กซ์เพรส เที่ยวที่ 12841 และ เอสเอ็มวีที เบงคาลูรุ-หาวรา ซูเปอร์ฟาสต์ เอ็กซ์เพรส เที่ยวที่ 12864 และรถไฟขนส่งสินค้าอีกหนึ่งขบวน เหตุเกิดใกล้กับสถานีรถไฟวาหานคาบาซาร์ มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 288 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 900 คน[3][4]

เหตุการณ์เกิดเมื่อเวลาราว 19:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (13:30 น. GMT) ของวันที่ 2 มิถุนายน 2023[1][5] รถไฟโดยสารสองขบวน ได้แก่โคโรมันเดล เอ็กซ์เพรส เที่ยวที่ 12841 (ให้บริการเส้นทางระหว่างชาลีมาร์ กับ เอ็มจีอาร์ เจนไนเซนทราล) และ เอสเอ็มวีที เบงคาลูรุ-หาวรา ซูเปอร์ฟาสต์ เอ็กซ์เพรส เที่ยวที่ 12864 (ให้บริการเส้นทางระหว่างปลายทาง เซอร์ เอ็ม. วิศเวศวร เบงคาลูรุ กับ หาวรา)[6][7] ชนกันบนเส้นหลักหาวรา–เจนไน ใกล้กับสถานีรถไฟวาหานคาบาซาร์ ในอำเภอพาเลศวร รัฐโอริศา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย[8][9] เข้าใจกันว่าลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นจากรถไฟขบวนโคโรมันเดลเอ็กซ์เพรสพุ่งตกรางและไปชนเข้าหับรถไฟขนส่งสินค้าซึ่งจอดอยู่ใกล้เคียง ก่อนที่ขบวนเบงคาลูรุ-หาวรา จะชนเข้ากับซากรถไฟสองขบวนนี้อีกที[8][8] หนึ่งในรถไฟขบวนที่เกิดเหตุเป็นขบวนที่ชัดจูงด้วยหัวรถไฟรุ่น WAP-7 หัวรถที่ 37334[10]

รัฐมนตรีผู้ดูแลการจัดการสาธารณภัยประจำรัฐโอฑิศา ปรมีล มัลลีก ระบุยอดผู้เสียชีวิตอย่างน้อยอยู่ที่ 288 ราย บาดเจ็บมากกว่า 900 คน[2] มีรายงานว่ารถไฟขบวนเบงคาลูรุ-หาวรา ไม่มีผู้โดยสารเสียชีวิต แต่จำนวนมากบาดเจ็บ[4] เหตุรถไฟชนกันในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของอินเดียในมากกว่า 20 ปี[11][12]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Dash, Jatindra; V, Abinaya (2023-06-03). "At least 261 dead in India's worst train accident in over two decades". Reuters (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-06-03.
  2. 2.0 2.1 Mogul, Rhea; Sidhu, Sandi; Rebane, Teele; Suri, Manveena; Goodwin, Allegra (2023-06-03). "Desperate search for survivors as death toll nears 300 in India train crash". CNN (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2023-06-03.
  3. 3.0 3.1 "Toll in Odisha train tragedy reaches 280, many still trapped". India Today. June 3, 2023.
  4. 4.0 4.1 "Coromandel express accident live: Death toll in Odisha train accident rises to 237". The Times of India (ภาษาอังกฤษ). 2023-06-03. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-06-03.
  5. "India train crash death toll surpasses 230, estimated 900 injured". Aljazeera (ภาษาอังกฤษ). 3 June 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2023. สืบค้นเมื่อ 3 June 2023.
  6. "Several trains cancelled after railway accident in Odisha". The Times of India. 2 June 2023. ISSN 0971-8257. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2 June 2023.
  7. "India train crash: More than 230 dead after Odisha incident". BBC News (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2023-06-02. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-06-03.
  8. 8.0 8.1 8.2 "India train crash: More than 280 dead after Odisha incident". BBC. 3 June 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2 June 2023.
  9. "Photos: 70+ killed, over 600 injured in Balasore triple train crash in Odisha". Hindustan Times (ภาษาอังกฤษ). 3 June 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2 June 2023.
  10. "Odisha train accident: Deadly India crash in photos". BBC News. 3 June 2023. สืบค้นเมื่อ 3 June 2023.
  11. "288 Dead, 803 Injured After Horrific Three-Train Crash In Odisha". NDTV.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 June 2023. สืบค้นเมื่อ 2023-06-03.
  12. "1981 Bihar to 2023 Balasore train accident in Odisha, here are India's deadliest rail accidents". The Economic Times. 3 June 2023.