เหตุการณ์ยึดมัสยิด อัล-ฮะรอม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เหตุการณ์ยึดมัสยิด อัล-ฮะรอม
Saudi soldiers, Mecca, 1979.JPG
Saudi soldiers fighting their way into the Ka'aba underground beneath the Grand Mosque of Mecca, 1979
วันที่ 20 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม ค.ศ.1979
สถานที่ Mecca, Saudi Arabia
ผลลัพธ์ ทหารซาอุชนะ
คู่ขัดแย้ง
Saudi Arabia

Pakistan

France

Flag of Ikhwan.svg al-Ikhwan[3]
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
กำลัง
ทหาร 300–600 นาย
กำลังพลสูญเสีย
* ถูกฆ่า 127 คน
  • บาดเจ็บ 451 คน
* ถูกฆ่า 117 คน
  • ไม่ทราบจำนวนผู้บาดเจ็บ
  • ถูกประหาร 68 คน

เหตุการณ์ยึดมัสยิด อัล-ฮะรอม เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ค.ศ.1979 เมื่อกลุ่มหัวรุนแรงต้องการที่จะโค่นราชวงค์ซะอู๊ด ยึดครองมัสยิด อัล-ฮะรอม ที่มักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย มูฮัมหมัด อับดุลลอฮ์ อัล-กอฮ์ตานีได้อ้างว่าตนเป็นมะฮ์ดี (ผู้ฟื้นฟูอิสลาม) แล้วเรียกให้มุสลิมทุกคนเชื่อฟังเขา โดยประมาณสองสัปดาห์ กองกำลังพิเศษของซาอุดีอาระเบียได้รับสนับสนุนกองทัพจากปากีสถานและฝรั่งเศส[4] แล้วสู้เพื่อยึดมัสยิดกลับคืนมา[5]

เรื่องนี้ทำให้โลกอิสลามตกใจ เพราะมีการยึดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม, นำตัวประกันจากผู้แสวงบุญ และการตายของผู้ก่อการร้าย, กองกำลังรักษาความปลอดภัย และตัวประกันมากกว่าร้อยชีวิต การยึดได้สิ้นสุดลงภายในสองสัปดาห์และมัสยิดได้ถูกทำความสะอาดให้เรียบร้อย[6] อัล-กอฮ์ตานีถูกฆ่าในระหว่างการจับกุม แต่ญุฮัยมานและผู้ติดตามอีก 67 คนถูกจับแล้วถูกประหารชีวิตโดยการตัดหัว[7]

หลังจากการโจมตี สมเด็จพระราชาธิบดีคอลิด บิน อับดัลอะซีซ อาล ซะอูด ได้ตรัสว่าให้เคารพกฎชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) มากกว่าเดิม[8] พระองค์ทรงแนะนำให้อุลามะและนักอนุรักษ์ศาสนาให้มีกำลังใจ และทหารเข้มงวดมากขึ้น[9]

เบื้องหลัง[แก้]

การยึดครองเริ่มโดยญุฮัยมาน อัล-อุตัยบี โดยที่เขาคิดว่า มุฮัมหมัด อับดุลลอฮ์ อัล-กอฮ์ตานี ผู้เป็นน้องเขยจะเป็นมะฮ์ดีคนต่อไป ผู้ที่มายังโลกก่อนวันสิ้นโลก ผู้ติดตามได้อธิบายว่า เขาสมควรเป็นมะฮ์ดีคนต่อไปเพราะชื่อของกอฮ์ตานีและพ่อของเขาเป็นชื่อเดียวกันกับศาสดามุฮัมหมัดและพ่อของเขา และมีรายงานว่า "คนที่มีชื่อของตนเองและพ่อของเขาจะมีชื่อเดียวกันกับมุฮัมหมัดและพ่อของเขา และเขาจะมามักกะฮ์จากทางเหนือ" เพื่อยืนยันความเชื่อนี้ วันที่โจมตีจึงเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1979 ซึ่งเป็นวันเแรกของฮ.ศ.1400 ตามปฏิทินฮิจเราะห์ แล้วมีการเชื่อมโยงไปยังธรรมเนียมของมุญาดิดที่ว่า บุคคลที่จะทำให้อิสลามกลับคืนดั่งเดิมจะมาทุกๆ ศตวรรษ[10]

การยึดมัสยิด[แก้]

ในช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1979 เช็คมุฮัมหมัด อัล-สุบายิล อิหม่ามประจำมัสยิดกำลังเตรียมตัวละหมาดพร้อมกับคนประมาณ 50,000 คน ในช่วงประมาณ 5:00 น. เขาถูกขัดจังหวะโดยการปิดตา ประตูถูกปิดทุกบาน และฆ่าตำรวจยาม 2 คนที่กำลังสังเกตคนที่กำลังแหกกฎพร้อมกับไม้สโมสร [11] จำนวนผู้ก่อการร้ายมี "น้อยกว่า 500 คน" หรือ "สี่ถึงห้าร้อย" และรวมถึงจำนวนเด็กและผู้หญิงบางคนที่เข้าร่วมกองทหารของ อัล-อุตัยบี

หลังจากนั้นผู้ก่อการร้ายได้ปล่อยตัวประกันส่วนใหญ่และขังส่วนที่เหลือในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจัดกองกำลังป้องกันที่ชั้นบนของมัสยิด และคนยิงสไนเปอร์ที่มินาเร็ต ไม่มีใครที่อยู่ข้างนอกรู้ว่ามีตัวประกันกี่คน ทหารกี่นาย และพวกเขาจัดการตั้งทัพอย่างไร

จำนวนผู้เสียชีวิต[แก้]

มีควันลอยขึ้นจากซอฟา-มัรฺวะฮ์ ค.ศ.1979

การต่อสู้ได้เยือดเยื้อไปกว่าสองสัปดาห์ และมีรายงานทางการว่า "มีนักแสวงบุญ, ทหาร และคนเคร่งในลัทธิ 255 ถูกฆ่า" และ "ได้รับบาดเจ็บไป 560 คน ... อย่างไรก็ตาม นักการฑูตได้อธิบายว่าอาจมีจำนวนมากกว่านั้น"[12] กำลังทหารเสียชีวิตไป 127 คน และบาดเจ็บไป 451 คน

ผลที่ตามมา[แก้]

ผู้ต้องขัง, การสอบสวนและการประหาร[แก้]

ผู้รอดชีวิตภายใต้การคุมของทหารซาอุ (1979)
ผู้รอดชีวิตภายใต้การคุมของทหารซาอุ (1979)

อัล-กอฮ์ตานีถูกฆ่าในระหว่างการจับกุม แต่ญุฮัยมานและผู้ติดตามอีก 67 คนถูกจับแล้วถูกประหารชีวิตโดยการตัดหัว พวกเขาไม่ได้รับการผ่อนปรน พร้อม 7 ข้อหาใหญ่ ดังนี้: 

  • สร้างความรุนแรงที่มัสยิด อัล-ฮะรอม (มหามัสยิด) อันศักดิ์สิทธิ์
  • สร้างความรุนแรงในเดือนมุฮัรรอมอันศักดิ์สิทธิ์
  • ฆ่าคนมุสลิมและคนอื่นๆ
  • ไม่เชื่อฟังเจ้าหน้าที่
  • ระงับการละหมาดที่มัสยิด อัล-ฮะรอม
  • อ้างตนเองว่าเป็นมะฮ์ดี
  • มีข้อหาเกี่ยวกับการฆ่าคนบริสุทธิ์[13][14]

ดูเพิ่มเติม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. see also Prouteau, Christian (1998). Mémoires d'Etat. Michel Lafon. p. 265 through 277 and 280.
  2. 2.0 2.1 Da Lage, Olivier (2006). Géopolitique de l'Arabie Saoudite (in French). Complexe. p. 34. ISBN 2804801217.
  3. Lacey 2009, p. 13.
  4. "How Did the Seizure of the Mosque and Mecca Influence al-Qaeda?". สืบค้นเมื่อ 14 November 2017.
  5. Miller, Flagg (2015). The Audacious Ascetic: What the Bin Laden Tapes Reveal About Al-Qa'ida. Oxford University Press. ISBN 9780190613396. Not since the tenth century had such a maverick crew occupied Islam's holiest sanctuary, and for nearly two weeks Saudi Special Forces assisted by Pakistani and French commandos fought pitched battles to reclaim the compound.
  6. Benjamin, The Age of Sacred Terror (2002) p. 90
  7. Mackey, Sandra. The Saudis: Inside the Desert Kingdom. Updated Edition. Norton Paperback. W.W. Norton and Company, New York. 2002 (first edition: 1987). ISBN 0-393-32417-6 pbk., p. 234.
  8. [1] Wright, Sacred Rage, (2001), p. 155
  9. Lacey, Robert (2009). Inside the Kingdom : Kings, Clerics, Modernists, Terrorists, and the Struggle for Saudi Arabia. Viking. p. 48. `Those old men actually believed that the Mosque disaster was God's punishment to us because we were publishing women's photographs in the newspapers, says a princess, one of Khaled's nieces. The worrying thing is that the king [Khaled] probably believed that as well . . Khaled had come to agree with the sheikhs. Foreign influences and bida'a were the problem. The solution to the religious upheaval was simple--more religion.
  10. Benjamin, The Age of Sacred Terror, (2002) p. 90
  11. Wright, Looming Tower, (2006), p. 101 – softcover
  12. Wright, Robin B., 1948| Sacred Rage: The Wrath of Militant Islam| Simon & Schuster| c 2001, p. 148
  13. Commins, David (2009). The Wahhabi Mission and Saudi Arabia. I.B.Tauris. p. 168.
  14. Salame, Ghassan (1987). "Islam and politics in Saudi Arabia". Arab Studies Quarterly. ix (3): 321.

อ่านเพิ่ม[แก้]