เลิฟทูเลิฟยูเบบี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เลิฟทูเลิฟยูเบบี (อังกฤษ: Love to Love You Baby) เป็นเพลงของดอนนา ซัมเมอร์ นักร้องชาวอเมริกันในปี ค.ศ. 1975 เป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เธอในระดับโลก และยังเป็นชื่อผลงานอัลบัมแรกของเธอที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเธอใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนี และมีผลงานอัลบัมแรกชื่อ Lady of the Night ที่ประสบความสำเร็จเพียงระดับหนึ่งในยุโรป

ในปี ค.ศ. 1975 ซัมเมอร์ได้แต่งคำร้องเพลงชื่อ เลิฟทูเลิฟยูเบบี และให้จอร์จีโอ โมเดอเรอร์ และพีท เบลลอตต์ แต่งทำนองให้ โมเดอเรอร์เสนอให้เพลงนี้ใช้ทำนองดิสโก และเสนอให้ใช้เสียงครวญครางขณะสุขสมทางเพศประกอบ เนื้อร้องฉบับดั้งเดิมมีเนื้อหาทางเพศล่อแหลม จนซัมเมอร์ปฏิเสธไม่ยอมขับร้องด้วยตัวเอง แต่ในที่สุดเธอก็ตัดสินบันทึกเสียงเพลงนี้ในแบบเดโม เพื่อเป็นตัวอย่างให้นักร้องคนอื่นนำไปบันทึกเสียงใหม่ ใช้ชื่อเพลงว่า "เลิฟทูเลิฟยู" (Love to Love You) วางจำหน่ายในยุโรป

นีล โบการ์ต ประธานบริษัทแผ่นเสียงคาซาบลังกาเรเคิดส์ ได้ฟังเทปเดโมดังกล่าวและตัดสินใจที่จะวางจำหน่ายซิงเกิลเพลงนี้ โดยเสนอให้โมเดอเรอร์ขยายเพลงนี้ให้ยาวขึ้น ซิงเกิลฉบับเต็มบันทึกเสียงในห้องที่หรี่ไฟสลัว ซัมเมอร์นอนอยู่บนพื้นห้องบันทึกเสียง และด้นคำร้องสด โดยเธอให้สัมภาษณ์กับรายการ Behind the Music ทางช่องวีเอชวันในภายหลังว่า เธอจินตนาการตัวเองเป็นมาริลิน มอนโรขณะอยู่ระหว่างการแสดงฉากสุขสมทางเพศ [1]

ซิงเกิลเต็มมีความยาวเกือบ 17 นาที บีบีซีบันทึกว่าเป็นซิงเกิลที่เซ็กซีที่สุดในขณะนั้น โดยมีเสียง "แสร้ง" ถึงจุดเสียวสุดยอดทางเพศ ถึง 23 ครั้ง [1] วางจำหน่ายโดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "เลิฟทูเลิฟยูเบบี" (Love to Love You Baby) ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ เป็นซิงเกิลแรกของซัมเมอร์ที่ติดชาร์ตอเมริกันท็อป 40 ขึ้นถึงอันดับ 2 บิลบอร์ดฮอต 100 เป็นเวลาสองสัปดาห์ [2] และขึ้นอันดับหนึ่งเพลงแดนซ์/ดิสโก ของสหรัฐเป็นเวลา 4 สัปดาห์ [3] อัลบัมจำหน่ายได้มากกว่า 500,000 แผ่นในสหรัฐ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "The Greatest Songs Ever! Love to Love You Baby" Blender.com, 21 November 2006. Retrieved 2 July 2009.
  2. Whitburn, Joel (2004). The Billboard Book of Top 40 Hits, 8th Edition (Billboard Publications), page 612.
  3. Whitburn, Joel (2004). Hot Dance/Disco 1974-2003, (Record Research Inc.), page 249.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]