เรื่องจริงช็อคโลก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เรื่องจริงช็อคโลก
โปสเตอร์ภาพยนตร์แสดงภาพโรงงานที่ปล่อยควันในลักษณะของพายุเฮอริเคน
โปสเตอร์ภาพยนตร์
กำกับเดวิส กุกเกนไฮม์
อำนวยการสร้างลอว์เรนซ์ เบนเดอร์
สกอตต์ Z.เบิร์นส์
ลอรี่ เดวิด
ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์,
ไลน์โปรดิวเซอร์:

เลสลี่ย์ ชิลคอทท์
บริหารฝ่ายผลิต:
เจฟฟรี่ย์ D.ไอเวอร์ส
เจฟฟ์ สกอล์ล
ริคกี้ สตรัสส์
ไดแอน ไวเยอร์แมน
เขียนอัล กอร์ (ดำเนินรายการ)
นำแสดงอัล กอร์
ดนตรีประกอบไมเคิล บรูค
กำกับภาพเดวิส กุกเกนไฮม์
บ็อบ ริชแมน
ตัดต่อเจ แคสสิดี
แดน ชเวทลิค
ค่ายลอว์เรนซ์ เบนเดอร์ โปรดัคชั่นส์
พาร์ติซิแปนท์ โปรดัคชั่นส์
จำหน่าย/เผยแพร่พาราเมาท์คลาสสิค
ฉาย24 พฤษภาคม พ.ศ. 2549
ความยาว94 นาที
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ภาษาอังกฤษ
งบประมาณ+1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ[1]
รายได้49,047,567 ดอลลาร์สหรัฐ
(ทั่วโลก)

เรื่องจริงช็อคโลก (อังกฤษ: An Inconvenient Truth) เป็นรายการสารคดีเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ที่ดำเนินการนำเสนอโดย อัล กอร์ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีพ.ศ. 2550

เนื้อหา[แก้]

เนื้อหามุ่งเน้นไปยัง อัล กอร์ ผู้เดินทางรวบรวมข้อมูลที่โลกได้รับผลกระทบจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม เขาได้กล่าวว่า "ผมได้ลองบอกเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นเวลาที่ยาวนานมากแล้ว และผมก็รู้สึกว่าผมล้มเหลวในการส่งข้อความที่พึงตระหนักมาโดยตลอด"[2] ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ได้ใช้คีย์โน้ตในการนำเสนอ (และมีการพากย์ประกอบการฉายสไลด์) โดยอัล กอร์ได้นำเสนอถึงวิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆของโลก เขาได้พยากรณ์ถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่

กระแสตอบรับ[แก้]

บอกซ์ออฟฟิซ[แก้]

ภาพยนตร์ชุดนี้ได้เปิดตัวในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิสในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 ในวันหยุดเมโมเรียลเดย์ ภาพยนตร์ชุดนี้สามารถทำรายได้เฉลี่ย 91447 ดอลลาร์สหรัฐต่อโรงภาพยนตร์ ถือเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ทำเงินได้มากที่สุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ประจำปี ค.ศ. 2006 ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับการปรบมือให้การยอมรับอย่างเต็มที่ถึงสามรอบ[3] และยังได้จัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี ค.ศ. 2006 [4] รวมไปจนถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเดอร์แบน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2006 ด้วย[5] นอกจากนี้ ภาพยนตร์ เรื่องจริงช็อคโลก ยังประสบความสำเร็จในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติบริสเบนด้วยเช่นกัน[6]

ภาพยนตร์ชุดนี้ ทำรายได้รวม 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอเมริกา และเกินกว่า 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากทั่วโลก และเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ทำรายได้รวมสูงสุดเป็นอันดับห้าของโลก (นับจากช่วงปี ค.ศ. 1982 ถึงปัจจุบัน)[7]

รางวัล[แก้]

ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ได้รับรางวัลจากทั่วโลก โดยในปีค.ศ. 2007 ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม[8] และ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม "I Need to Wake Up"[9] จึงถือเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 2 สาขา และยังเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกที่ได้รางวัลสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม[10][11]

ภายหลังจากที่ได้รางวัลออสการ์ในปีค.ศ. 2007 แล้ว[12]ทางออสการ์ ยังได้มอบรางวัลแด่ผู้กำกับ กุกเกนไฮม์ ผู้ถึงสอบถามอัล กอร์ถึงการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในการทำงานร่วมกัน กอร์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า :

"สหายผู้เป็นที่รักชาวอเมริกัน, ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆทั่วโลก, ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันช่วยแก้ไขวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเมือง; แต่มันเป็นเรื่องทางศีลธรรม เราได้รับทุกสิ่งที่ควรค่าแก่การเริ่มต้น, ซึ่งเป็นไปได้ที่จะได้รับการยกเว้นในการปฏิบัติ แม้ทรัพยากรบางอย่างอาจนำมาใช้ได้อย่างจำกัด แต่ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มต้นลดวิกฤติเหล่านี้กันใหม่ได้"[13]

การใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษา[แก้]

ในหลายๆสถาบันไฮสคูลและในหลายวิทยาลัยได้เริ่มนำภาพยนตร์ชุดนี้มาประกอบการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์[14] ในเยอรมนี รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเยอรมันได้จัดซื้อดีวีดีจำนวน 6,000 ชุด สำหรับใช้ประโยชน์ในโรงเรียนต่างๆของเยอรมนี,[15] ในสเปน ภายหลังจากการที่นายกรัฐมนตรีโฆเซ ลุยส์ โรดรีเกซ ซาปาเตโรได้พูดคุยกับอัลกอร์แล้วก็มีแนวคิดที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในโรงเรียน, ในเบอร์ลิงตัน รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ทาง Halton District School Board ได้นำภาพยนตร์ชุดนี้มาใช้ประโยชน์ในโรงเรียน และใช้เพื่อประกอบการวิจัยด้วยเช่นกัน

ในสหราชอาณาจักร[แก้]

ในสหรัฐอเมริกา[แก้]

ในประเทศไทย[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "On a Bender: A chat with Inconvenient Truth co-producer and Hollywood bigwig Lawrence Bender". Grist.org. 2007-03-06. Retrieved 2007-03-07.
  2. Revkin, Andrew. "'An Inconvenient Truth': Al Gore's Fight Against Global Warming". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2009-11-02.
  3. On Fire at Sundance Reuters. Retrieved 2009-10-29.
  4. An Inconvenient Truth, Festival de Cannes. Retrieved 2009-10-29.
  5. Durban International Film Festival Artsmart. Retrieved 2009-10-29.
  6. BIFF exceeds all expectations (Adobe Reader format). St. George Brisbane International Film Festival. Retrieved 2007-01-10.
  7. Documentary Movies Box Office Mojo. Retrieved 2007-06-09.
  8. "Hudson wins supporting actress Oscar". CNN. 2007-02-25.
  9. "Oscar Night: Winner: Music (Song)". Academy of Motion Picture Arts and Science. 2007-02-25.
  10. "80th Annual Academy Awards Oscar Quiz". Pittsburgh Post-Gazette. 2008-01-22. สืบค้นเมื่อ 2008-04-30.
  11. Hanrahan, Brian (2007-02-25). "'The Departed' arrives". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ 2008-04-30.
  12. "79th Annual Academy Awards". OSCAR.com. สืบค้นเมื่อ 2007-05-24.
  13. "Gore Wins Hollywood in a Landslide"
  14. Libin, Kevin (2007-05-19). "Gore's Inconvenient Truth required classroom viewing?". National Post.
  15. Inconvenient Truth to Continue Airing in Schools, Spiegel Online, 2007-10-13.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า เรื่องจริงช็อคโลก ถัดไป
March of the Penguins 2leftarrow.png รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
(2006)
2rightarrow.png Taxi to the Dark Side