น้ำอัดลม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เครื่องดื่มอัดลม)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แก้วโคล่าถูกเสิร์ฟพร้อมก้อนน้ำแข็ง

น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ มีสีสันแตกต่างกันไป มีคนนิยมดื่มมากและสามารถหาซื้อได้ทั่วไปในร้านที่ขายเครื่องดื่ม นิยมบรรจุในรูปแบบกระป๋อง ขวดแก้ว ขวดพลาสติก เป็นต้น

ส่วนประกอบ[แก้]

น้ำอัดลมมีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ น้ำ (น้ำนี้จะต้องเป็นน้ำสะอาด สามารถใช้น้ำประปา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากน้ำบาดาลที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน), น้ำตาล, สารปรุงแต่งที่เรียกว่าหัวน้ำเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนผสมของสารที่ให้กลิ่นและสี, และกรดคาร์บอนิกซึ่งถูกอัดเข้าในภาชนะบรรจุ บางครั้งมีส่วนผสมของน้ำผลไม้เล็กน้อย น้ำอัดลมแต่ละยี่ห้อก็มีส่วนผสมลับเฉพาะของตนเอง

กรดคาร์บอนิกในภาชนะบรรจุเมื่อสัมผัสอากาศ จะแยกตัวเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ เป็นฟองที่เกิดขึ้นเวลาเปิดขวดหรือกระป๋อง การเขย่าก็เป็นการกระตุ้นปฏิกิริยาของกรดคาร์บอนิกให้เกิดเร็วขึ้นและมากขึ้น ฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เกิดมากขึ้นจนล้นภาชนะได้

น้ำอัดลมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะเฉพาะของกลิ่นรสและสีของผลิตภัณฑ์ ดังนี้

  1. น้ำอัดลมรสโคล่า – น้ำอัดลมประเภทนี้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำสกัดจากผลโคล่าซึ่งมีกาแฟอีนอยู่ด้วย ปริมาณของคาเฟอีนในน้ำอัดลมชนิดโคล่าก็จะแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ สำหรับสีน้ำตาลเข้มที่เป็นที่มาของสีน้ำดำนั้น มาจากสีผสมอาหารที่เป็นสีของน้ำตาลเคี่ยวไหม้
  2. น้ำอัดลมที่ไม่ใช่โคล่า – ได้แก่น้ำอัดลมใสไม่มีสีที่ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อเลมอน-ไลม์ และน้ำอัดลมที่ปรุงแต่งกลิ่นรสเลียนแบบน้ำผลไม้ เช่น ส้ม องุ่น มะนาว ลิ้นจี่ น้ำหวานอัดลม พวกน้ำเขียว น้ำแดง และรูทเบียร์ เป็นต้น น้ำอัดลมเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีคาเฟอีน เนื่องจากไม่ได้ปรุงแต่ด้วยหัวน้ำเชื้อชนิดโคล่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเติมคาเฟอีนสกัดเล็กน้อยในส่วนผสม เพื่อให้ได้ฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีน ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ดูเพิ่ม[แก้]


อ้างอิง[แก้]

ประวัติความเป็นมาของ น้ำอัดลม

 คา เลบ แบรดแฮม ต้องการทำให้ร้านขายยากลายเป็นแหล่งนัดพบปะของผู้คน เขาทำอย่างที่เภสัชกรหลายๆคนทำ คือ มีตู้น้ำโซดาในร้านขายยา ซึ่งเขาบริการเครื่องดื่มแก่ลูกค้าด้วยน้ำโซดาที่เขาปรุงขึ้นเองโดยเป็นส่วน ผสมของน้ำคาร์บอเนต ผลโคล่า วานิลลา และน้ำมันหอมสกัด ลูกค้าของเขาพากันเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า “Brad’s Drink” และคาเลบได้เปลี่ยนชื่อเป็น “Pepsi-Cola” และ ได้ทำการโฆษณาเครื่องดื่มชนิดใหม่ของเขานี้ต่อลูกค้าที่ชื่นชอบ เมื่อยอดขายของเป๊ปซี่-โคลาเริ่มเพิ่มขึ้นเขาจึงเริ่มตั้งบริษัทและทำการ ตลาดให้กับเครื่องดื่มใหม่ของเขา จนในปี 1902 เขาเริ่มดำเนินกิจการบริษัท Pepsi-Cola ในห้องด้านหลังร้านขายยา เขาจดสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้าและได้รับมอบสิทธิบัตรเมื่อ 16 มิถุนายน 1903

ใน ตอนแรกเขาผสมเครื่องดื่มด้วยตัวเองและจำหน่ายผ่านตู้กดน้ำ แต่ในไม่ช้าคาเลบเริ่มรู้ตัวว่ามีโอกาสอันดีรออยู่ นั่นคือการบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่า เพื่อที่ว่าทุกๆ คนในวงกว้างจะได้สามารถลิ้มรสเครื่องดื่มของเขาได้

 ธุรกิจเป๊ปซี่-โคลาเริ่มต้นด้วยโฆษณาภายใต้แนวคิดว่า “สดชื่น มีชีวิตชีวา ช่วยย่อยอาหาร” คาเลบประสบความสำเร็จใน ธุรกิจเป็นอย่างมาก ด้วยผู้บรรจุขวดเป๊ปซี่-โคลา นักลงทุน และการตั้งกองทุนที่มั่นคงเพื่อการขยายองค์กร นับเป็นการวางรากฐานของกิจการ Pepsi-Cola ธุรกิจได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เขาได้ก่อตั้งสำนักงานใหญ่ Pepsi-Cola ที่สวยงามน่าทึ่งจนเมืองนิวเบิร์นต้องบันทึกเอาไว้ในภาพโปสการ์ด Pepsi-Cola เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ของอเมริกาที่เปลี่ยนการขนส่งจากการใช้รถม้าเป็นการใช้รถยนต์ และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่ม ปะทุขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไป ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจพุ่งขึ้นสูงอย่างรุนแรง ราคาน้ำตาลผันผวนขึ้นลงสุดขั้ว และส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเป๊ปซี่-โคลา จะกระทั่ง เป๊ปซี่-โคลาต้องประสบภาวะล้มละลายในปี 1923 คาเล บกลับไปยังร้านขายยาของตัวเองแล้วขายเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่-โคลาให้แก่ บริษัท คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น นับเป็นครั้งแรกที่เป๊ปซี่-โคลามีเจ้าของหลายราย 
 ต่อมา รอย ซี. เม็กการ์เกล นายหน้าค้าหุ้นได้ซื้อเครื่องหมายการค้า Pepsi-Cola และได้พยายามดิ้นรนรักษาธุรกิจเอาไว้ให้ได้ และในปี 1931 Pepsi-Cola ก็ต้องประสบปัญหาล้มละลายอีกเป็นครั้งที่สอง จนกระทั่ง ชาร์ลส์ จี กัธ ผู้ผลิตลูกกวาดที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งได้เข้ามากอบกู้ Pepsi-Cola ภายใต้การนำของกัธ Pepsi-Cola กลายมาเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง ภายใน 2 ปีหลังจากที่ขายกิจการ Pepsi-Cola ทำรายได้ 1 ล้านดอลลาร์ เป็นการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาใหม่อีกครั้ง 
 ในช่วงทศวรรษ 1930 Pepsi-Cola ได้เริ่มขยายธุรกิจไปยังนานาชาติ เครื่องหมายการค้า Pepsi-Cola ถูกจดทะเบียนในประเทศละตินอเมริกา และสหภาพโซเวียต รวมทั้งแพร่ขยายสาขาการบรรจุขวดไปยังแคนาดา ต่อมาสงครามโลกครั้งที่สองทำให้วิกฤติเดิมที่เคยเกิดขึ้นกลับ มาอีกครั้ง คือเกิดภาวะขาดแคลนน้ำตาล แต่แม็คผู้ซึ่งได้รับบทเรียนจากอดีตมาแล้ว จึงได้ซื้อฟาร์มอ้อยน้ำตาลในคิวบาเอาไว้ ทำให้เป๊ปซี่ก็ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และยุคนี้เป็นยุคที่คนหนุ่มสาวทั้งชายและหญิงต้องสวมเครื่องแบบเพื่อรับใช้ ชาติในดินแดนอันห่างไกล ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดี และเพื่อดำรงความรู้สึกรักชาติเอาไว้ Pepsi-Cola จึงใช้สีแดง ขาว และ น้ำเงิน เป็นสีสันบนขวดจวบจนปัจจุบัน [1]

ส่วนประกอบของน้ำอัดลม 1.1 น้ำ เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำอัดลม เป็นน้ำที่สะอาด อาจจะใช้น้ำประปา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากน้ำบาดาลที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน 1.2 สารให้รสหวาน สารให้รสหวาน คือ น้ำตาลทราย นำมาผสมน้ำ แล้วต้มทำเป็นน้ำเชื่อมและกรอง ปัจจุบันมีการใช้สารให้ความหวานตัวอื่น เพิ่มมา เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพด (Corn syrup) สารทดแทนความหวานเช่นแอสปาเทม 1.3 สารปรุงแต่ง ที่เรียกกันว่าหัวน้ำเชื้อ ซึ่งจะเป็นส่วนผสมของสารที่ให้กลิ่นและสี กับกรดบางชนิดที่ใช้ในอาหาร เช่น กรดมะนาว หัวน้ำเชื้อจะนำมาผสมในน้ำเชื่อม 1.4 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจะนำมาอัดลงในน้ำหวานที่ผสมไว้ 1.5 คาเฟอีน ในบางยี่ห้อ 1.6 วัตถุกันเสีย[2] ประเภทของน้ำอัดลม ถ้าแบ่งน้ำอัดลมตามลักษณะเฉพาะของสีและกลิ่น ที่มีจำหน่ายทั้งแบบบรรจุขวดและแบบกระป๋อง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เป็นน้ำอัดลมรสโคล่า น้ำอัดลมประเภทนี้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อโคล่าซึ่งมีคาเฟอีนที่สกัดจากส่วนใบของต้นโคคาผสมอยู่ด้วย ปริมาณคาเฟอีนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำอัดลมที่แตกต่างกันไป สำหรับสีน้ำตาลเข้มที่เป็นที่มาของสีน้ำดำหรือสีโคล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากสีผสมอาหารที่เป็นสีน้ำตาลไหม้ ประเภทที่ 2 เป็นน้ำอัดลมที่ไม่ใช่โคล่า ได้แก่ น้ำอัดลมที่ปรุงแต่งกลิ่นรสเลียนแบบน้ำผลไม้เช่น ส้ม มะนาว หรือองุ่น น้ำหวานอัดลมพวกน้ำเขียว น้ำแดง และน้ำอัดลมที่สีเหมือนโคล่าแต่ไม่ใช่คือ รู้ทเบียร์ น้ำอัดลมเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีคาเฟอีน เนื่องจากไม่ได้ปรุงแต่งด้วยหัวน้ำเชื้อชนิดโคล่า อย่างไรก็ตามอาจมีการเติมคาเฟอีนสกัดเล็กน้อยในส่วนผสม เพื่อให้ได้ฤทธิ์กระตุ้นของคาเฟอีนทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปล่าเมื่อดื่มด้วย[3] ข้อดีของน้ำอัดลม หลายคงอาจจะเคยได้ยินถึงข้อเสียของน้ำอัดลมว่าทำให้อ้วนบ้าง ทำให้ฟันผุบ้าง แต่จะรู้หรือไม่ ว่าของที่เขาว่ากันเสียๆ หายๆ อย่างนี้ก็มีประโยชน์เหมือนกัน เมื่อนำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและถูกกับโรค 1. ช่วยบรรเทาอาการไอ น้ำอัดลมมีต้นกำเนิดจากการผสมยาแก้ไอที่ผิดสูตร สังเกตได้จากน้ำที่มีสีดำคล้ายยาแก้ไอและมีรสหวานชุ่มคอ เรียกได้ว่าความผิดพลาดครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดน้ำมหัศจรรย์ที่ใครหลายๆ คนชอบรสชาติของมันจนกินเข้าไปเกินขนาดและอ้วนในที่สุด แต่ถ้าหากจะใช้ให้ถูกวิธี ยาแก้ไอและน้ำอัดลมมีโครงสร้างที่เคมีที่คล้ายกันมาก แต่ต่างกันตรงที่น้ำอัดลมนั้นมีน้ำตาลและอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดฟองซ่าเข้าไป ดังนั้น ถ้าใครมีอาการไอหรือเจ็บคอ ก็สามารถจิบน้ำอัดลมเข้าไปทีละนิด เพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองที่คอได้ แต่ทางที่ดี ถ้ามีเวลาก็ควรแวะไปให้คุณหมอตรวจดูอาการให้แน่ชัดเช่นกัน 2. ช่วยลดไข้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดอยู่ในน้ำอัดลมนั้น เมื่อรวมตัวกับน้ำจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิกที่สามารถกัดกร่อนหินปูนและฟันในปากของเราให้ผุได้ก็จริง แต่ก็เป็นยาลดไข้รสชาติดีในราคาถูกแสนถูกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้เช่นกัน โดยปกติแล้ว ถ้าเรามีไข้ก็สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาเพนนิซิลินเพื่อลดไข้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพนนิซิน เพราะอาจมีเลือดออกใต้ชั้นผิวหนังและอวัยวะภายในได้ ทั้งนี้การเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิ หรือห่มผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออกก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดไข้ หากใช้ทุกวิธีที่กล่าวมานี้แล้วไข้ยังไม่ลด ก็จำเป็นต้องพึ่งน้ำอัดลมในการลดไข้ เนื่องจากกรดคาร์บอนิกจะแตกตัวออกเป็นน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งปฏิกริยยาเคมีในการแยกสารออกจากันเช่นนี้จะเกิดการดูดความร้อนเข้าไปก่อนจึงจะสลายตัวได้ การดื่มน้ำอัดลมเข้าไปในปริมาณเล็กน้อย จะช่วยทำให้อุณหภูมิภายในลดลง นอกจากนี้การนำกระป๋องน้ำอัดลมแช่เย็นมาประคบที่หน้าผาก ก็เป็นอีกวิธีในการลดความร้อนจากไข้ได้เช่นกัน แต่ถ้าหากเป็นไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศา ก็ควรรับประทานยาที่ใช้สำหรับลดไข้สูงโดยเฉพาะ คือ ไอบูโพรเฟน ซึ่งแนะนำให้ใช้เฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น สำหรับเด็กถ้าจะใช้ยาตัวนี้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยตรง[4] โทษของน้ำอัดลม – ทำให้กระดูกพรุน ฟันผุ ทั้งนี้เพราะในน้ำอัดลมีกรดฟอสฟอริกซึ่งเกิดจากฟอสฟอรัสจากกำมะถัน ในเลือดของคนเรานั้นมีสัดสัดที่ต้องการแคลเซียม 2 ต่อ ฟอสฟอรัส 1 และเมื่อเราดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปจะทำให้เลือดของเรามีปริมาณฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้เกิดการเสียสมดุลทำให้ร่างกายจะต้องไปดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เมื่อกระดูกขาดแคลเซียมไปจึงทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้คาเฟอีนที่อยู่ในน้ำอัดลมนั้นทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นจึงทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมจากการปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น – โรคอ้วน ปริมาณน้ำตาลที่เราควรรับประทานต่อวันคือ 24 กรัม แต่ในน้ำอัดลม1 กระป๋องมีน้ำตาลมากถึง 30 กรัม เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปอาจจะทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพเพราะได้รับปริมาณน้ำตาลเข้าไปในร่างกายมากเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ดังนั้นควรลดการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคุณ – กรดคาร์บอนิกในน้ำอัดลม ซึ่งเป็นกรดที่ทำให้น้ำอัดลมมีฟอง ซ่า กรดคาร์บอนิกนั้นสามารถย่อยมีฤทธิ์กัดกร่อยย่อยสลายหินปูนได้ ฉะนั้นกรดคาร์บอนิกจึงสามารถทำให้ฟันผุและกระดูกพรุนได้เช่นกัน – นอนไม่หลับ ใจสั่น มือสั่น เนื่องจากฤทธิ์ของคาเฟอีนที่เป็นองค์ประกอบในน้ำอัดลมไปกระตุ้นระบบประสาทนั่นเอง

– ท้องอืด ปวดท้อง แน่นท้อง เป็นโรคกระเพาะ[5]

  1. https://www.dek-d.com/board/view/3044630/
  2. https://w5015.wordpress.com/2016/02/15/%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A1/
  3. https://sites.google.com/a/muk.ac.th/blue-s/sara-na-ru-xahar-laea-kheruxng-dum-nay-nath-phl-chay-thwip/praphethkhxngnaxadlm
  4. https://www.honestdocs.co/you-may-never-know-soft-drinks-beneficial-consumer-at-right-amount
  5. https://www.xn--12