ข้ามไปเนื้อหา

เกิทเทอร์เด็มเมอรุง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เกิทเทอร์เด็มเมอรุง (เยอรมัน: Götterdämmerung) มีความหมายว่า เทวาอัสดง เป็นอุปรากรภาคสุดท้ายในจำนวนสี่ภาคของเรื่อง แหวนของนีเบอลุง (Der Ring des Nibelungen) โดยริชชาร์ท วากเนอร์ ซึ่งประพันธ์จบในปี 1874 อุปรากรภาคนี้ขึ้นแสดงรอบปฐมทรรศน์ที่โรงละครเทศกาลไบรอยท์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1876 ถือเป็นการจบบริบูรณ์ของ แหวนของนีเบอลุง

เนื้อเรื่อง

[แก้]

บทนำ

[แก้]

ฉากที่ 1

สามโหริณี (สามนอร์น)

ท่ามกลางความมืดมิดก่อนรุ่งสางบนยอดเขาหินของวัลคือเรอ สามโหริณี (สามนอร์น) ธิดาแห่งแอร์ดา ได้มารวมตัวกันเพื่อถักทอเชือกสีทองแห่งโชคชะตา พลางขับขานตำนานที่เคยรุ่งโรจน์และกำลังจะดับสูญ โหริณีคนแรกย้อนรำลึกถึงอดีต เมื่อครั้งมหาเทพโวทันยอมแลกดวงตาหนึ่งข้างเพื่อดื่มน้ำจากบ่อเกิดแห่งปัญญา และหักกิ่งจากต้นพิภพมาสลักเป็นหอกศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ปกครองจักรวาล ทว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆเฉาตาย โหริณีคนที่สองร้อยเรียงเรื่องราวในปัจจุบัน เล่าถึงวันที่หอกของโวทันถูกดาบโนทุงของซีคฟรีทฟาดจนหักสะบั้น ทำลายพันธสัญญาและอำนาจของทวยเทพจนสิ้น บัดนี้ต้นพิภพที่ยืนต้นตายได้ถูกโค่นลงและถากเป็นฟืนกองระย้าไว้รอบวัลฮัลลา เพื่อรอคอยวันที่จะถูกเผาผลาญในไฟบรรลัยกัลป์ ส่วนโหริณีคนที่สามพยายามเพ่งมองไปยังอนาคตถึงวันที่เปลวเพลิงลามเลียไปถึงสรวงสวรรค์

ในขณะที่พวกนางพยายามสาวเชือกเพื่อพยากรณ์ชะตาของแหวน เชือกสีทองกลับตึงเครียดจนขาดสะบั้น เป็นสัญญาณว่าปัญญาอันเก่าแก่ได้สิ้นสุดลงและโศกนาฏกรรมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เหล่านอร์นพากันอันตรธานหายไปสู่ห้วงลึกแห่งธรณี ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่รอคอยการมาถึงของแสงสุดท้าย

ฉากที่ 2

เมื่อแสงอุษาฉายส่องทาบทับยอดเขา ความมืดมิดแห่งคำทำนายเลือนหายไปแทนที่ด้วยภาพอันงดงามของซีคฟรีทและบรึนฮิลเดอที่ครองรักกันอย่างดูดดื่ม บรึนฮิลเดอผู้สละสิ้นซึ่งความเป็นเทพและปัญญาศักดิ์สิทธิ์เพื่อมอบใจให้แก่มนุษย์ ได้ถ่ายทอดความรู้และวิถีแห่งนักรบให้แก่ชายคนรักจนเขากลายเป็นวีรบุรุษที่สมบูรณ์แบบ ทว่าซีคฟรีทผู้มีสายเลือดเวิลซุงยังคงปรารถนาจะออกผจญภัยเพื่อสร้างวีรกรรมใหม่ บรึนฮิลเดอก็สนับสนุนให้เขาเดินทางสู่โลกกว้าง ก่อนที่ทั้งสองจะต้องพรากจากกัน ซีคฟรีทได้มอบแหวนนีเบอลุงให้แก่บรึนฮิลเดอเพื่อเป็นพันธสัญญาใจ ส่วนบรึนฮิลเดอก็มอบกราเมอ ม้าศึกคู่ใจที่เคยควบทะยานบนฟากฟ้าให้แก่เขา ทั้งสองอำลากันด้วยคำสัตย์ปฏิญาณอันมั่นคง ซีคฟรีทควบม้าคู่กายฝ่ากำแพงเพลิงลงสู่หุบเขา มุ่งหน้าสู่ลุ่มแม่น้ำไรน์ท่ามกลางท่วงทำนองดนตรีที่บรรเลงถึงการเดินทางอันยิ่งใหญ่และการก้าวไปสู่โชคชะตาที่ไม่อาจหวนคืน

องก์ที่ 1

[แก้]

ฉากที่ 1

ณ ปราสาทกีบิชุง ริมฝั่งแม่น้ำไรน์อันกว้างใหญ่ กุนเธอร์ (Gunther) ผู้เป็นประมุขกำลังประทับบนบัลลังก์เพื่อหารือถึงความรุ่งเรืองของวงศ์ตระกูลกับ กูทรูเนอ (Gutrune) ผู้ขนิษฐา โดยมีฮาเกิน (Hagen) พี่ชายต่างมารดาผู้มีนัยน์ตาเย็นชาคอยชี้แนะ ฮาเกินเริ่มต้นด้วยการหว่านล้อมให้กุนเธอร์ตระหนักว่า แม้จะมั่งคั่งเพียงใดแต่กุนเธอร์ยังไร้ซึ่งมเหสีที่คู่ควร และกูทรูเนอก็ยังไร้ซึ่งสวามีผู้เกรียงไกร เขาจึงเปิดเผยถึงการมีอยู่ของ บรึนฮิลเดอ (Brünnhilde) สตรีผู้งดงามที่สุดที่ถูกล้อมด้วยกำแพงเพลิง ซึ่งมีเพียงยอดวีรบุรุษนาม ซีคฟรีท (Siegfried) เท่านั้นที่หาญกล้าฝ่าเข้าไปได้ ฮาเกินยุยงให้กุนเธอร์ใช้ซีคฟรีทเป็นเครื่องมือชิงตัวนางมาให้ตน ฮาเกินบอกเล่าถึง ยาสเน่ห์แห่งความหลงลืม ซึ่งจะทำให้นักรบหนุ่มลืมเลือนสตรีทุกคนที่เคยพบพาน ทันใดนั้น เสียงแตรเขาสัตว์อันกึกก้องของซีคฟรีทก็ดังขึ้นจากลำน้ำไรน์ เขาควบม้ากราเนอ (Grane) ขึ้นสู่ฝั่งอย่างองอาจเพื่อท้าทายกุนเธอร์ ฮาเกินรีบปรี่เข้าไปต้อนรับและอาสาจูงม้าให้ด้วยท่าทีนอบน้อมที่ซ่อนเขี้ยวเล็บอำมหิต

กูทรูเนอมอบสุราผสมยาเสน่ห์ให้แก่ซีคฟรีท

เมื่อซีคฟรีทก้าวเข้าสู่พิธีต้อนรับ กูทรูเนอก็ปรากฏกายพร้อมจอกเมรัยต้องมนต์ ซีคฟรีทรับจอกนั้นมาดื่มพลางระลึกถึงบรึนฮิลเดอเป็นครั้งสุดท้ายทันทีที่ยาเสน่ห์ออกฤทธิ์ ดวงตาของเขาก็พร่าเลือน ความทรงจำที่มีต่อบรึนฮิลเดออันเป็นที่รักมลายหายไปสิ้น เขากลับตกหลุมรักกูทรูเนอในทันทีและตกลงใจจะชิงตัวบรึนฮิลเดอมาให้กุนเธอร์เพื่อแลกกับนาง ทั้งสองกระทำพิธีดื่มน้ำสาบานเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด โดยการกรีดเลือดผสมลงในจอกเหล้าองุ่นและดื่มร่วมกัน ทว่าฮาเกินกลับปฏิเสธที่จะเข้าร่วมพิธีโดยอ้างว่าเลือดของเขานั้นเย็นชืดและไม่บริสุทธิ์พอที่จะร่วมสัตย์สาบานกับวีรชน แผนการร้ายดำเนินไปตามประสงค์ เมื่อซีคฟรีทและกุนเธอร์ร่วมล่องเรือมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเพลิง ทิ้งให้ฮาเกินเฝ้าปราสาทเพียงลำพังพลางแสยะยิ้ม

ฉากที่ 2

เมื่อเงาเรือของซีคฟรีทและกุนเธอร์ลับหายไปในโค้งน้ำไรน์ บรรยากาศในปราสาทกีบิชุงก็พลันมืดสลัว ฮาเกินอยู่เพียงลำพังหน้าประตูปราสาท มือข้างหนึ่งกุมหอกศักดิ์สิทธิ์คู่กายขณะทอดสายตามองไปยังกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวเบื้องหน้า บัดนี้เขากลายเป็นผู้เฝ้ายามที่รอคอยการกลับมาของผลลัพธ์แห่งแผนลวง ฮาเกินได้ขับขานบทพรรณนาถึงเจตจำนงอันมืดมิดของตน เขาหัวเราะเยาะในใจให้กับกุนเธอร์ที่หลงระเริงว่าตนกำลังจะได้มเหสีผู้เลอโฉม และสบประมาทซีคฟรีทที่เขลาเบาปัญญาจนยอมเป็นเบี้ยล่างเพียงเพื่อแลกกับนางกูทรูเนอ แต่สำหรับฮาเกินแล้ว ทั้งสองหาใช่พี่น้องร่วมสายเลือดที่เขาเห็นค่า เป็นเพียงหมากที่ถูกส่งไปชิงแหวน ฮาเกินเฝ้ารอด้วยความอดทนอันยิ่งยวด แม้ในกายเขามีสายเลือดที่เย็นชืดและไร้ความรักอย่างมนุษย์ทั่วไป แต่ความโหยหาในอำนาจกลับลุกโชนดุจถ่านไฟที่กรุ่นอยู่ใต้เถ้าถ่าน เขานั่งสงบนิ่งดุจรูปปั้นหินท่ามกลางสายลมเย็นแห่งรัตติกาล เฝ้าคอยเวลาที่วีรบุรุษผู้โง่เขลาจะนำสมบัติที่สั่นคลอนได้ทั้งสามภพมาวางลงแทบเท้าของเขา

ฉากที่ 3

วัลเทราเทอ มาขอแหวนจากบรึนฮิลเดอ

ที่ยอดเขาซึ่งบรึนฮิลเดอยังคงเฝ้ารอการกลับมาของคนรัก นางทอดสายตามองแหวนนีเบอลุงในมือพลางระลึกถึงคำมั่นสัญญาของซีคฟรีท แต่แล้วความสงบก็ถูกขัดจังหวะด้วยพายุหมุนและเสียงฝีม้าศึกบนฟากฟ้า เมื่อวัลเทราเทอ (Waltraute) หนึ่งในพี่น้องวัลคือเรอได้ควบม้าฝ่ากำแพงเพลิงลงมาหานางด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและโศกเศร้า วัลเทราเทอแจ้งข่าวร้ายจากสรวงสวรรค์ว่า บัดนี้จอมเทพโวทันได้ตกอยู่ในสภาวะหดหู่ขั้นสุด พระองค์ประทับนิ่งเงียบอยู่บนบัลลังก์ในวัลฮัลลา รายล้อมด้วยทวยเทพและเอย์นเฮริยาร์ โดยมีเศษซากหอกศักดิ์สิทธิ์วางอยู่แทบพระบาท กองฟืนจากต้นพิภพถูกสุมไว้รอบวิหาร วัลเทราเทอเล่าว่าจอมเทพได้รำพึงออกมาว่า หากแหวนกลับคืนสู่อัปสรแห่งลำน้ำไรน์เมื่อใด เมื่อนั้นคำสาปทั้งปวงจะมลาย และทวยเทพอาจรอดพ้นจากวิบัติ วัลเทราเทอวิงวอนต่อพี่สาวด้วยหยาดน้ำตาให้สละแหวนวงนั้น แต่บรึนฮิลเดอกลับปฏิเสธอย่างไม่ใยดี สำหรับนางแล้ว แหวนวงนี้หาใช่เครื่องหมายแห่งอำนาจ แต่คือพันธสัญญาแห่งรักที่ซีคฟรีทมอบไว้ให้ นางประกาศก้องว่าความรักที่นางมีต่อวีรบุรุษหนุ่มนั้นมีค่าเหนือกว่าความอยู่รอดของวัลฮัลลาและทวยเทพทั้งปวง บรึนฮิลเดอขับไล่น้องสาวให้กลับไปพร้อมคำยืนยันว่านางจะไม่มีวันสละแหวนนี้เด็ดขาด วัลเทราเทอจึงจำต้องควบม้าจากไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องแห่งความสิ้นหวัง ทิ้งให้บรึนฮิลเดอเผชิญหน้ากับความเงียบงัน

ความเงียบงันนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เสียงแตรเขาสัตว์ที่คุ้นเคยแว่วมาจากเบื้องล่าง บรึนฮิลเดอรีบรุดไปหน้าปากถ้ำด้วยหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความหวัง นางคิดว่าคนรักของนางหวนกลับมาตามสัญญา แต่ผู้ที่ก้าวฝ่ากำแพงเพลิงออกมากลับเป็นบุรุษลึกลับที่สวมหมวกทาร์นเฮล์ม (Tarnhelm) บดบังใบหน้าและใช้เวทมนตร์พรางตาแปลงกายเป็นกุนเธอร์ บรึนฮิลเดอตกตะลึงและหวาดหวั่นต่ออำนาจของคนแปลกหน้า นางพยายามชูแหวนนีเบอลุง ในมือขึ้นเพื่อใช้พลังของมันปกป้องตนเอง ทว่าด้วยอานุภาพของยาเสน่ห์ที่ทำให้ลืมเลือนทุกสิ่ง ซีคฟรีทในร่างแปลงกลับไร้ซึ่งความทรงจำและเข้าปะทะกับนางอย่างเย็นชา เขาใช้พละกำลังที่เหนือกว่าเข้าบดขยี้และกระชากแหวนออกจากนิ้วของนางอย่างรุนแรง บรึนฮิลเดอผู้แตกสลายล้มลงด้วยความสิ้นหวัง บรึนฮิลเดอถูกบังคับให้เข้าไปในถ้ำเพื่อรอการเป็นมเหสีของชายที่นางไม่ได้รัก แต่ก่อนที่ราตรีอันมืดมิดจะผ่านพ้นไป ซีคฟรีทได้ชักดาบโนทุงออกมาพาดวางไว้ตรงกลางระหว่างเขาและบรึนฮิลเดอ เพื่อเป็นสัตย์สาบานว่าเขาจะไม่ล่วงเกินว่าที่ชายาของพี่น้องร่วมสายเลือด โดยที่เขาจำไม่ได้เลยว่าสตรีที่สะอึกสะอื้นอยู่เบื้องหลังคมดาบนั้น คือภรรยาผู้เป็นดั่งดวงใจของเขาเอง

องก์ที่ 2

[แก้]

ฉากที่ 1

ความมืดมิดปกคลุมปราสาทกีบิชุงในยามรัตติกาลที่เงียบสงัด ฮาเกินนั่งสงบนิ่งอยู่เพียงลำพังหน้าประตูปราสาทในท่าทีที่ดูคล้ายหลับใหล แต่ดวงตาที่กึ่งปิดกึ่งเปิดนั้นกลับจ้องมองผ่านความมืดออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทันใดนั้น เงาร่างอันบิดเบี้ยวของอัลเบอริชผู้เป็นบิดาพลันปรากฏขึ้นในนิมิตกึ่งหลับกึ่งตื่น คอยกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความริษยาและอาฆาตมาดร้าย อัลเบอริชย้ำเตือนให้ฮาเกินรำลึกถึงภารกิจสำคัญ นั่นคือการทวงคืนแหวนนีเบอลุงมาจากซีคฟรีท เพื่อทำลายอำนาจของจอมเทพและล้างแค้นให้แก่วงศ์วานของตนที่ถูกแย่งชิงสมบัติ ฮาเกินตอบรับบิดาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชืดและไร้ความรู้สึก เขายืนยันว่าตนได้รับมรดกแห่งความแค้นมาไว้อย่างเต็มเปี่ยม และจะไม่มีวันปล่อยให้แหวนหลุดลอยไปได้อีก แม้ในใจของฮาเกินจะเต็มไปด้วยความมืดดำจนไร้ที่ว่างให้แก่ความรักหรือความผูกพันดุจมนุษย์ทั่วไป แต่ความทะเยอทะยานที่จะขึ้นเป็นใหญ่เหนือทวยเทพและมนุษย์กลับลุกโชน เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มขับไล่เงาของอัลเบอริชให้เลือนหายไป ฮาเกินก็ตื่นขึ้นสู่ความจริงที่เยือกเย็น เขาเฝ้าคอยจังหวะที่เหยื่อจะเดินกลับมาสู่กับดักที่เขาวางไว้ โดยหารู้ไม่ว่าพายุแห่งความพิโรธและโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ฉากที่ 2

เมื่อแสงทองของดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงเหนือยอดคลื่นในลำน้ำไรน์ ซีคฟรีทก็พลันปรากฏกาย ณ ปราสาทกีบิชุงด้วยอานุภาพแห่งหมวกทาร์นเฮล์มที่พาเขากลับมาจากการปฏิบัติภารกิจลับในชั่วพริบตา เขาพบกับฮาเกินที่เฝ้ารออยู่ด้วยความสงบ และรีบเรียกกูทรูเนอออกมาเพื่อแจ้งข่าวแห่งชัยชนะ จากนั้น ซีคฟรีทเล่าถึงเหตุการณ์บนยอดเขาด้วยความรื่นเริงใจว่า บัดนี้กุนเธอร์กำลังล่องเรือพาเจ้าสาวบรึนฮิลเดอ มาใกล้จะถึงฝั่งแล้ว เขาอธิบายอย่างภาคภูมิใจว่าตนได้ใช้มนตร์แปลงกายเข้าพิชิตนางแทนกุนเธอร์ และเน้นย้ำเพื่อความสบายใจของกูทรูเนอว่า ในยามราตรีที่ต้องอยู่ร่วมกับนางในถ้ำหิน เขาได้วางดาบโนทุงไว้คั่นกลางระหว่างกายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ต่อพี่น้องร่วมสาบานอย่างเคร่งครัด

กูทรูเนอเมื่อได้ยินดังนั้นก็นึกยินดีในโชคชะตาที่กำลังจะได้ครอบครองวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นางรีบสั่งการให้เตรียมงานเลี้ยงฉลองสมรสอันเกรียงไกรที่จะเกิดขึ้นถึงสองคู่ในคราวเดียว ในขณะที่ฮาเกินยังคงเฝ้ามองภาพความสุขจอมปลอมตรงหน้าด้วยแววตาที่ซ่อนเร้นความอำมหิต เขาผละออกไปเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่เจ้าภาพในแบบของตนเอง นั่นคือการป่าวร้องเรียกเหล่านักรบแห่งนครกีบิชุงมารวมตัวกันเพื่อต้อนรับประมุขและเจ้าสาวคนใหม่

ฉากที่ 3

ฮาเกินก้าวออกมายืนอยู่บนโขดหินริมฝั่งน้ำไรน์ เบื้องหน้าปราสาทกีบิชุง หยิบแตรเขาสัตว์อันมหึมาขึ้นมาเป่าก้องกังวานไปทั่วหุบเขาเพื่อเรียกนักรบให้มารวมตัวกัน เสียงเขาของฮาเกินนั้นมิได้รื่นเริงทว่ากลับบิดเบี้ยวและน่าพรั่นพรึง ดุจเสียงเพรียกแห่งหายนะที่ปลุกเร้าให้ชาวกีบิชุง ต่างพากันถืออาวุธรุดมาที่ปราสาทด้วยความตื่นตระหนก เพราะคิดว่ามีข้าศึกรุกราน แต่เมื่อเหล่านักรบมาพรักพร้อม ฮาเกินกลับแจ้งข่าวด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยทว่าแฝงนัยยะอำมหิตว่า "จงเตรียมอาวุธไว้ เพื่อฆ่าสัตว์สังเวยในงานมงคล!" เขาป่าวประกาศให้ทุกคนเตรียมรับขวัญประมุขกุนเธอร์ ที่กำลังจะพาเจ้าสาวผู้เลอโฉมมาถึง และสั่งให้ทุกคนจัดเตรียมเครื่องพลีกรรมบูชาเทพ ทั้งวัวถึกเพื่อบูชาเทพโฟร (Froh) และแพะตัวผู้เพื่อบูชาเทพโดนเนอร์ (Donner) พร้อมกำชับให้นักรบทุกคนดื่มฉลองให้เต็มที่ บรรดานักรบต่างโห่ร้องยินดีด้วยความรื่นเริงใจ ฮาเกินเฝ้ามองความครึกครื้นตรงหน้าด้วยแววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง เขารู้ดีว่าความสนุกสนานนี้คือโหมโรงของโศกนาฏกรรมที่กำลังจะปะทุขึ้นในทันทีที่เรือของกุนเธอร์เทียบท่า

ฉากที่ 4

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของชาวกีบิชุง เรือของกุนเธอร์ได้เคลื่อนเข้าเทียบอย่างสง่างาม ประมุขแห่งลุ่มน้ำไรน์ก้าวขึ้นสู่ฝั่งพร้อมจูงมือบรึนฮิลเดอ ผู้ปรากฏกายด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาที่เลื่อนลอย นางเดินตามกุนเธอร์ไปดุจรูปปั้นหินที่แหลกสลาย แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นและพบซีคฟรีทที่ยืนเคียงข้างกูทรูเนอ บรึนฮิลเดอก็พลันสั่นสะท้านด้วยความตกตะลึง นางแทบสิ้นสติเมื่อเห็นชายคนรักมองนางด้วยสายตาอันว่างเปล่าราวกับคนแปลกหน้า ทันใดนั้นเมื่อบรึนฮิลเดอสังเกตเห็นแหวนนีเบอลุงที่นิ้วของซีคฟรีท นางกรีดร้องและหันไปตวาดใส่กุนเธอร์ว่า "เจ้าเป็นผู้ชิงแหวนวงนี้ไปจากข้าบนยอดเขาไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดมันจึงไปอยู่ที่ชายผู้นี้!" กุนเธอร์ผู้โง่เขลาได้แต่ยืนอึกอักด้วยความละอายใจ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนชิงแหวนมาด้วยตนเอง ในขณะที่ซีคฟรีทซึ่งถูกยาเสน่ห์ครอบงำจนสิ้นสติสัมปชัญญะกลับตอบอย่างซื่อตรงว่า เขาได้แหวนวงนี้มาจากการสังหารมังกรที่ถ้ำเมื่อนานมาแล้ว บรึนฮิลเดอผู้แตกสลายจึงตระหนักว่านางถูกทรยศ นางจึงประกาศก้องต่อหน้าฝูงชนว่าซีคฟรีทคือสามีที่แท้จริงของนาง และข้ออ้างเรื่องการวางดาบคั่นกลางเพื่อรักษาความบริสุทธิ์นั้นเป็นเพียงคำลวง คำกล่าวหาของนางทำให้บรรยากาศในงานมงคลพลันตึงเครียดและอื้ออึงไปด้วยความสงสัย ซีคฟรีทถูกบีบให้ต้องสาบานยืนยันความบริสุทธิ์ของตนต่อหน้าอาวุธ โดยมีฮาเกินยื่นหอกศักดิ์สิทธิ์ให้วีรบุรุษหนุ่มวางมือเพื่อกล่าวคำสัตย์

ฉากที่ 5

ฮาเกินหลอกถามจุดอ่อนของซีคฟรีทจากบรึนฮิลเดอ

ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน บรึนฮิลเดอยืนนิ่งงันดุจรูปสลักหินที่พังทลาย นางตกอยู่ในห้วงแห่งความเวทนาและเคียดแค้นเมื่อปัญญาศักดิ์สิทธิ์ที่นางเคยมีกลับมืดบอดจนมองไม่เห็นเล่ห์กลที่รัดรึงนางไว้ ฮาเกินผู้เฝ้าคอยจังหวะอย่างใจเย็นได้ก้าวเข้ามาหานางในเงามืด เขาเสนอตัวเป็นคมเขี้ยวแห่งการล้างแค้นและซักไซ้ถึงจุดอ่อนของวีรบุรุษผู้ไร้พ่าย ด้วยเพลิงริษยาที่แผดเผาใจ บรึนฮิลเดอจึงเปิดเผยความลับว่านางเคยร่ายมนตร์คุ้มครองกายให้แก่ซีคฟรีท ว่าไม่มีอาวุธใดในโลกหล้าสามารถระคายผิวของเขาได้ มีเพียงแผ่นหลังเท่านั้นที่นางมิได้ร่ายมนตร์คุ้มกันไว้ เพราะนางมั่นใจว่าวีรบุรุษผู้เกรียงไกรอย่างเขาจะไม่มีวันหันหลังหนีศัตรูอย่างขลาดเขลาเป็นอันขาด ฮาเกินเมื่อได้ยินดังนั้นก็นัยน์ตาลุกวาว เขาหันไปกดดันกุนเธอร์ผู้ซึ่งกำลังจมดิ่งอยู่ในความอัปยศที่ต้องแบกรับคำตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในคำลวง

แม้กุนเธอร์จะลังเลด้วยความยึดมั่นในสัตย์สาบานแห่งพี่น้องร่วมสายเลือด แต่เมื่อฮาเกินตอกย้ำถึงความอับอายและสัญญาว่าจะชิงแหวนนีเบอลุงมาเพื่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ของนครกีบิชุง กุนเธอร์จึงจำต้องยอมศิโรราบต่อแผนการฆาตกรรม ทั้งสามร่วมกันขับขานคำสัตย์ปฏิญาณแห่งความตาย โดยตกลงกันว่าจะลอบสังหารซีคฟรีทในระหว่างการล่าสัตว์ในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำให้ดูเป็นเพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า ขบวนวิวาห์อันรื่นเริงของซีคฟรีทและกูทรูเนอเคลื่อนผ่านออกมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงดนตรีที่เฉลิมฉลองความรักจอมปลอม

องก์ที่ 3

[แก้]

ฉากที่ 1

อัปสรแห่งน้ำไรน์ เตือนซีคฟรีทถึงคำสาปแห่งแหวน

สายน้ำไรน์อันเชี่ยวกรากพัดพาความเศร้ามาสู่นางอัปสรแห่งลำน้ำไรน์ทั้งสามตน พวกนางแหวกว่ายอยู่ใต้เกลียวคลื่นพลางขับขานบทเพลงรำลึกถึงขุมทองที่ถูกชิงไปและวิงวอนต่อดวงตะวันให้ส่งวีรบุรุษผู้นำทองคำกลับคืนมาสู่มาตุภูมิ ทันใดนั้นซีคฟรีทผู้พลัดหลงจากขบวนล่าสัตว์ก็ปรากฏกายขึ้นริมฝั่งน้ำตามเสียงเขาสัตว์ที่แว่วมา เหล่าอัปสรเห็นสบโอกาสจึงพากันหยอกล้อและเกลี้ยกล่อมให้ซีคฟรีทมอบแหวนนีเบอลุงบนนิ้วของเขาให้แก่พวกนางเพื่อแลกกับความโชคดีในการล่าสัตว์ ซีคฟรีทผู้มีใจอารีเกือบจะใจอ่อนยอมสละแหวนวงนั้นให้ แต่แล้วนางอัปสรกลับเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมและแจ้งเตือนถึงคำสาปที่สถิตอยู่ในแหวน พวกนางพยากรณ์ว่าหากเขาไม่คืนแหวนสู่กระแสน้ำตัวเขาจะต้องจบชีวิตลงภายในวันนี้

แทนที่ความตายจะทำให้นักรบหนุ่มหวาดหวั่น ซีคฟรีทกลับทระนงในพละกำลังและโชคชะตาของตน เขาประกาศก้องว่าชีวิตเขานั้นมีค่าน้อยกว่าเสรีภาพ และเขาจะไม่มีวันก้มหัวให้แก่คำขู่หรือคำสาป แม้ต้องแลกด้วยลมหายใจก็ตาม เมื่อเห็นว่าวีรบุรุษเบาปัญญาเกินกว่าจะหยั่งถึงวิบัติที่ใกล้เข้ามา เหล่าอัปสรจึงพากันอันตรธานหายไปในวังวนน้ำ ทิ้งคำกล่าวสุดท้ายไว้ว่าในไม่ช้าแหวนวงนี้จะตกไปอยู่ในมือของสตรีสูงศักดิ์ที่จะทำตามความปรารถนาของพวกนางได้ดีกว่าเขา

ฉากที่ 2

เสียงแตรเขาสัตว์ดังประสานตอบรับกันไปทั่วผืนป่าริมแม่น้ำไรน์ เมื่อขบวนล่าสัตว์ของกุนเธอร์และฮาเกินเดินทางมาสมทบกับซีคฟรีทที่เฝ้ารออยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนการพักผ่อนของเหล่านักรบ กุนเธอร์กลับตกอยู่ในความหม่นหมองจากความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจ ต่างจากซีคฟรีทที่ยังคงร่าเริงและหยอกล้อถึงความโชคร้ายในการล่าสัตว์ที่เขาเพิ่งเผชิญมา ฮาเกินจึงฉวยโอกาสเชื้อเชิญให้วีรบุรุษหนุ่มขับขานเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความสำราญให้แก่หมู่คณะ ซีคฟรีทเริ่มต้นเล่าขานตำนานของตนเอง ตั้งแต่การเติบโตภายใต้การดูแลของคนแคระมีเมอ การตีดาบโนทุงขึ้นใหม่ จนถึงวินาทีที่เขาสังหารมังกรฟาฟเนอร์ และได้ลิ้มรสเลือดมังกรจนล่วงรู้ภาษาวิหค

ในจังหวะที่เรื่องราวกำลังเข้มข้น ฮาเกินได้ยื่นจอกเหล้าที่ผสมสมุนไพรคืนสติให้แก่ซีคฟรีท ทันทีที่ของเหลวนั้นผ่านลำคอ ม่านหมอกแห่งความลืมเลือนก็พลันสลายไป ซีคฟรีทจดจำทุกสิ่งได้อย่างกระจ่างแจ้ง เขาเล่าถึงการฝ่ากำแพงเพลิงไปปลุกบรึนฮิลเดอด้วยจุมพิตท่ามกลางความตกตะลึงของกุนเธอร์ที่เพิ่งตระหนักถึงความจริงอันน่าสลด ในขณะที่ซีคฟรีทกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความทรงจำ อีกาสองตัวของจอมเทพโวทันก็บินโฉบผ่านศีรษะมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก ฮาเกินเอ่ยถามว่าเขารู้หรือไม่ว่าวิหคนั้นสื่อสารสิ่งใด เมื่อซีคฟรีทหันหลังเพื่อมองตามนกป่า ฮาเกินก็ฉวยจังหวะแห่งการทรยศแทงหอกเข้ากลางแผ่นหลังอย่างสุดแรง โดยอ้างว่าเป็นการลงทัณฑ์ผู้ผิดสัตย์สาบาน ซีคฟรีทล้มลงสิ้นใจในอ้อมกอดของเหล่านักรบ โดยมีนามของบรึนฮิลเดอเป็นถ้อยคำสุดท้าย ก่อนที่ร่างของวีรบุรุษจะถูกหามกลับสู่ปราสาทท่ามกลางทำนองไว้อาลัยที่กึกก้องไปทั่วพงไพร

ฉากที่ 3

ท่ามกลางความวังเวง ณ ปราสาทกีบิชุง กูทรูเนอเฝ้ารอการกลับมาของคนรักด้วยลางสังหรณ์อันเลวร้าย ทันใดนั้นขบวนศพของซีคฟรีท ก็เคลื่อนเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของฮาเกินที่ประกาศว่าวีรบุรุษหนุ่มถูกหมูป่าสังหาร กูทรูเนอผู้แตกสลายคร่ำครวญต่อหน้าคนรักที่ไร้วิญญาณ ขณะที่ฮาเกินก้าวเข้ามาทวงถามถึงแหวนนีเบอลุงในฐานะรางวัลแห่งชัยชนะ กุนเธอร์พยายามเข้าขัดขวางเพื่อปกป้องเกียรติของขนิษฐา แต่เขากลับถูกฮาเกินสังหารลงต่อหน้าทุกคน ในวินาทีที่ฮาเกินเอื้อมมือไปหมายจะคว้าแหวนจากนิ้วของซีคฟรีท มือของผู้ตายพลันชูขึ้นประหนึ่งคำเตือนอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทุกคนถอยร่นไปด้วยความหวาดหวั่น ทันใดนั้น บรึนฮิลเดอผู้สง่างามและเยือกเย็นก็ก้าวเข้ามาท่ามกลางความสับสน นางผู้ได้รับคำชี้แจ้งจากอัปสรแห่งลำน้ำไรน์จนตระหนักถึงความจริงทั้งหมด นางในฐานะราชินีแห่งนครกีบิชุงได้สั่งให้พวกนักรบก่อกองฟืนขนาดมหึมาขึ้นริมฝั่งน้ำเพื่อเป็นบรรณาการแก่ซีคฟรีท บรึนฮิลเดอถอดแหวนออกจากนิ้วของชายที่นางรัก พร้อมประกาศก้องว่าเปลวเพลิงจะเป็นผู้ชำระล้างคำสาปให้สูญสิ้นและจะส่งคืนทองกลับสู่จุดเริ่มต้น

บรึนฮิลเดอควบม้าศึกเข้าสู่กองกูณฑ์ สังเวยตนเองตามสามี

บรึนฮิลเดอหยิบฟืนไฟขึ้นมาประกาศถึงวาระสุดท้ายของทวยเทพ นางส่งอีกาของโวทันกลับไปแจ้งข่าวแก่สรวงสวรรค์ว่าพันธนาการแห่งอำนาจมืดได้ขาดสะบั้นลงแล้ว จากนั้นนางจึงควบม้ากราเนอกระโจนเข้าสู่กองกูณฑ์อันโชติช่วงเพื่อติดตามสวามีไปสู่นิรันดร์ เปลวเพลิงนั้นลุกลามแผดเผาไปถึงวัลฮัลลาจนพินาศสิ้น ท่ามกลางสายน้ำไรน์ที่เอ่อท้นขึ้นมาท่วมท้นวิหาร ฮาเกินผู้ละโมบพยายามกระโจนลงสู่กระแสน้ำเพื่อชิงแหวนคืน ทว่ากลับถูกอัปสรพรายน้ำฉุดรั้งจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งในที่สุด ท้องฟ้าพลันสว่างไสวด้วยแสงแห่งการอัสดงแห่งทวยเทพ เพื่อเริ่มต้นยุคสมัยของมนุษย์

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Götterdämmerung