อะพอลโลกับแดฟนี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

อะพอลโลกับแดฟนีเป็นนิยายเทพปกรณัมกรีกโบราณ บอกเล่าโดยผู้ประพันธ์ในสมัยเฮลเลนิสติกและโรมโบราณ

ตำนาน[แก้]

อะพอลโล หนึ่งในเทพเจ้าที่มีพลังมากที่สุดและมหานักรบ ทรงล้อเลียนการใช้คันและลูกธนูของเทพเจ้าแห่งความรัก เอียรอส ทรงตรัสว่า “เจ้าเกี่ยวอะไรกับอาวุธสงครามเช่นนี้ ทิ้งให้อยู่ในหัตถ์ที่คู่ควรเสีย จงดูการพิชิตที่ข้าชนะได้ด้วยธนูเหนืออสรพิษมหึมาที่เหยียดกายพิษของมันเหนือที่ราบหลายเอเคอร์! พอใจกับคบไฟของเจ้าเสีย เด็กน้อย แล้วก่อไฟของเจ้า ดังที่เจ้าเรียกพวกมัน ซึ่งเจ้าจะ แต่ไม่ทึกทักเอาการสอดกับอาวุธของข้า"[1]

เอียรอสซึ่งถูกดูหมิ่นทรงหยิบลูกธนูมาสองลูก อันหนึ่งเป็นทอง อันหนึ่งเป็นตะกั่ว พระองค์ทรงยิงนางไม้ แดฟนี ด้วยลูกธนูจากตะกั่วเพื่อก่อความเกลียดชัง และยิงลูกธนูทองทะลุพระหทัยอะพอลโลเพื่อก่อความรัก ทำให้อะพอลโลตกหลุมรักแดฟนี และในขณะเดียวกันนางกลับชังพระองค์ อันที่จริงนางปฏิเสธความรักจากผู้อื่นมากมาย นางพอใจกีฬาในป่าและการสำรวจป่ามากกว่า พระบิดาของนาง พะนีอัส ทรงสั่งให้เธอแต่งงานเพื่อให้พระองค์มีหลาน แต่นางอ้อนวอนพระบิดาให้นางครองตนเป็นโสด

อะพอลโลยังคงติดตามนาง และอ้อนวอนให้เธออยู่ แต่นางไม้ยังคงหนีพระองค์ต่อ ทั้งคู่แข่งกันสูสีจนเอียรอสเข้ามาก้าวก่ายและช่วยอะพอลโลให้ได้ตัวแดฟนี เมื่อเห็นว่าอะพอลโลจวนจะจับนางได้ นางก็ขานเรียกบิดาของนาง “ช่วยข้าด้วย พะนีอุส เปิดผืนดินเพื่อห่อหุ้มข้า หรือเปลี่ยนรูปข้า ซึ่งได้นำข้ามาสู่อันตรายนี้! ปล่อยข้าให้เป็นอิสระจากชายผู้นี้นับแต่บัดนี้ไป!"

พะนีอัสทำตามคำอ้อนวอนของนาง พร้อมทั้งร่ายคาถาด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ ผิวของนางเปลี่ยนเป็นเปลือกไม้ ผมของนางกลายเป็นใบ แขนของนางเปลี่ยนเป็นกิ่ง นางหยุดวิ่งหลังจากที่เท้าของนางกลายเป็นหยั่งลงดิน อะพอลโลสวมกอดกิ่งไม้ ทว่า แม้แต่กิ่งไม้ก็หดหนีจากพระองค์ ในเมื่ออะพอลโลไม่อาจได้นางมาเป็นภรรยา พระองค์ทรงสาบานว่าจะดูแลนางในฐานะต้นไม้ของพระองค์ จะขับไล่สัตว์ร้ายและอสุรกายบนโลกนี้ที่ตั้งใจทำร้ายนาง และสัญญาว่าใบของนางจะประดับเป็นมงกุฎอยู่บนศีรษะของผู้นำทั้งหลาย และใบของนางจะถูกวาดลงบนอาวุธ และนางจักไม่ถูกอ้างเป็นของใครอื่นตราบที่กิ่งของนางยังงอกงาม อะพอลโลทรงใช้อำนาจความเยาวย์วัยนิรันดร์และอมตภาพทำให้นางเขียวชะอุ่มตลอดปี นับแต่บัดนั้น ใบของต้นเบย์ลอเรลก็ไม่เคยผุสลาย

อะพอลโลและแดฟนีในงานศิลปะ[แก้]

ระหว่างปี ค.ศ. 1622 – 1625 จัน โลเรนโซ แบร์นีนี ปั้นปะติมากรรมบาโรคจากหินอ่อนอะพอลโลและแดฟนีเท่าขนาดคนจริง อะพอลโลจับสะโพกแดฟนีไล่ตามนางในขณะที่นางกำลังหนีจากพระองค์ อะพอลโลผู้สิ้นหวังและเต็มไปด้วยความปรารถนาสวมมงกุฏลอเรลบนศีรษะ เป็นลางบอกเหตุในการเปลี่ยนรูปร่างของแดฟนีเป็นต้นลอเรล แดฟนีถูกนำเสนอะหว่างที่กำลังแปลงกายเป็นต้นลอเรล แขนของนางแปรสภาพเป็นกิ่งไม้ในขณะที่นางกำลังหนีและเรียกบิดาของนางให้ช่วยจากอะพอลโล

ศิลปินเช่น Antonio และ Piero del Pollaiolo มักจะจัดฉากจากเทพนิยายกรีกชื่อดังเข้าไปในฉากในช่วงเวลาของพวกเขา ในภาพอะพอลโลและแดฟนีของ Pollaiolo's ทั้งสองสวมอาภรในยุค สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ในขณะที่แดฟนีอยู่ในสายหมอกของการแปลงกายเป็นต้นลอเรล ภาพนี้จัดแสดงอยู่ที่ National Gallery ในลอนดอน

Charles Garabedian นำเสนออะพอลโลและแดฟนี ต่างจากทั่วไป ในวรรณกรรณปัจจุบัน มีข้อถกเถียงกันว่า "The Kiss" ของกุสตาฟ คลิมต์ เป็นภาพวาดสัญลักษณ์อะพอลโลจุมพิตแดฟนีขณะที่นางกลายเป็นต้นลอเรล

พรหมจรรย์และตัณหา[แก้]

ตำนานของอะพอลโลและแดฟนีถูกวิเคราะห์ว่าเป็นศึกระหว่างพรหมจรรย์ (แดฟนี) และความต้องการทางเพศ (อะพอลโล) ขณะที่อะพอลโลกวดแดฟนีด้วยตัณหา นางก็ได้รับการช่วยโดยการแปลงกายและการจองจำเป็นต้นลอเรล ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นพรหมจรรย์นิรันดร แดฟนีถูกบีบคั้นให้เสียสละร่างกายของเธอและกลายเป็นต้นลอเรล ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะหนีจากแรงกดดันจากความต้องการทางเพศอย่างต่อเนื่องของอะพอลโลได้ อะพอลโลนำพรหมจรรย์นิรันดรของแดฟนีมาสร้างพวงมาลัยจากกิ่งลอเรลของนาง แปลงสัญลักษณ์พรหมจรรย์ของนางเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำหรับเขา นักกวีและนักดนตรีทั้งหลาย

อ้างอิง[แก้]

  1. Ovid, Metamorphoses