ข้ามไปเนื้อหา

สนธิสัญญาฮะซัน–มุอาวิยะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สนธิสัญญาฮะซัน–มุอาวิยะฮ์
ประเภทสนธิสัญญาสันติภาพ
บริบทฟิตนะฮ์ครั้งที่หนึ่ง
วันลงนามค.ศ. 661 (ฮ.ศ. 41)
ที่ลงนามกูฟะฮ์
เงื่อนไขมุอาวิยะฮ์จะปกครองตามหลักอัลกุรอานและซุนนะฮ์ และจะไม่แต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา
ภาคีฮะซัน อิบน์ อะลี
มุอาวิยะฮ์ที่ 1

สนธิสัญญาฮะซัน–มุอาวิยะฮ์ เป็นสนธิสัญญาสันติภาพทางการเมืองที่ลงนามใน ค.ศ. 661 ระหว่างฮะซัน อิบน์ อะลีกับมุอาวิยะฮ์ที่ 1 (ค.661–680) เพื่อหยุดเหตุการณ์ฟิตนะฮ์ครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 656–661) สนธิสัญญาระบุว่า ฮะซันยกรัฐเคาะลีฟะฮ์แก่มุอาวิยะฮ์ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ฝ่ายหลังจะปกครองสอดคล้องกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์ สภาจะแต่งตั้งผู้สืบทอด และผู้สนับสนุนของฮะซันจะได้รับการนิรโทษกรรม[1][2] เมื่อขึ้นครองราชย์ มุอาวิยะฮ์ละทิ้งคำสัญญาก่อนหน้าของพระองค์ต่อสาธารณะ[1][3] ส่วนฮะซันเกษียณจากวงการการเมืองในมะดีนะฮ์[4][5][6][7] ตลอดรัชสมัยของมุอาวิยะฮ์ พระองค์ยังดำเนินคดีกับพลพรรคคนสำคัญของฮะซันและอะลี บิดาของท่านอีกด้วย[8][9][10]

ภูมิหลัง

[แก้]

หลังการลอบสังหารอะลีใน ค.ศ. 661[11] ฮะซัน บุตรชายคนโตของเขา ได้รับการยอมรับให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ในกูฟะฮ์[12][13] เนื่องจากเคยทำสงครามกับอะลี มุอาวิยะฮ์ ผู้ว่าราชการซีเรีย (ค.661–680) จึงไม่ยอมรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ของฮะซัน[1] และนำกองทัพเข้าเมืองกูฟะฮ์[14][15] พร้อมทั้งกดดันให้ฮะซันสละราชสมบัติในจดหมายของเขา[13][1] เพื่อตอบโต้ ฮะซันจึงส่งกองหน้าภายใต้การนำของอุบัยดุลลอฮ์ อิบน์ อัลอับบาส ไปยังเมือง Maskin เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของมุอาวิยะฮ์จนกว่าเขาจะมาถึงพร้อมกับกองทัพหลัก[16][17][13][18] ในขณะเดียวกัน ฮะซันก็เผชิญกับการก่อกบฏในค่ายของเขา[19][20] ซึ่งน่าจะถูกจุดชนวนโดยสายลับของมุอาวิยะฮ์[21][22] และได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการพยายามลอบสังหารที่ไม่สำเร็จโดยพวกเคาะวาริจญ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อต้านทั้งอะลีและมุอาวิยะฮ์[13][20][23] การโจมตีครั้งนี้ทำให้กองทัพของฮะซันเสียขวัญและนำไปสู่การหนีทัพอย่างกว้างขวาง[24][13][25] อุบัยดุลลอฮ์และทหารส่วนใหญ่ของเขาก็แปรพักตร์หลังจากที่มุอาวิยะฮ์ติดสินบนเขา[26][27][28] เมื่อฮะซันทราบเรื่องนี้ เขาตำหนิบรรดาขุนนางอิรักที่ใจโลเล[29]

สนธิสัญญาสันติภาพ

[แก้]

ครั้งนี้มุอาวิยะฮ์จึงส่งทูตไปเสนอให้ฮะซันสละราชสมบัติแก่ตน เพื่อถนอมเลือดเนื้อของชาวมุสลิม ในทางกลับกัน มุอาวิยะฮ์พร้อมที่จะแต่งตั้งฮะซันเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ให้ความปลอดภัย และมอบเงินชดเชยจำนวนมากให้[30][21] ฮะซันยอมรับข้อเสนอโดยหลักการและส่งตัวแทนไปหามุอาวิยะฮ์ที่เมือง Maskin ซึ่งมุอาวิยะฮ์ได้ส่งตัวแทนกลับไปหาฮะซันโดยให้อิสระเต็มที่ เชิญชวนให้เขากำหนดอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ฮะซันเขียนว่าเขาจะยอมมอบการปกครองของชาวมุสลิมให้แก่มุอาวิยะฮ์ หากมุอาวิยะฮ์ปฏิบัติตามอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาจะได้รับการแต่งตั้งโดยสภา (ชูรอ) ประชาชนจะปลอดภัย และผู้สนับสนุนของฮะซันจะได้รับการนิรโทษกรรม[1][2] จดหมายของเขามีพยานสองคนที่นำไปให้มุอาวิยะฮ์[31] ด้วยเหตุนี้ ฮะซันจึงสละราชสมบัติในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 661 หลังครองราชย์ได้เจ็ดเดือน[1][32][33] บางคนวิพากษ์วิจารณ์ฮะซันที่สละราชสมบัติ ขณะที่อีกส่วนยืนยันว่าการสละราชสมบัติของเขานั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการสนับสนุนที่อ่อนแอของชาวกูฟะฮ์และความเหนือกว่าทางทหารของมุอาวิยะฮ์ พวกเขาเสนอว่าฮะซันมีแรงจูงใจจากความปรารถนาในความเป็นเอกภาพและสันติภาพในหมู่ชาวมุสลิม[34][21][35][36] และเขาไม่ชอบการนองเลือดและการเมืองที่ก้าวร้าว[13][37]

เงื่อนไขของสนธิสัญญา

[แก้]

เนื้อหา

[แก้]

ต่อไปนี้เป็นการรวบรวมรายงานทางประวัติศาสตร์ยุคแรก ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างฮะซันกับมุอาวิยะฮ์:

  1. มุอาวิยะฮ์ควรดำเนินตามคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ซุนนะฮ์ของนบีมุฮัมมัด[38] และพฤติกรรมของเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม[39][40]
  2. หลังจากมุอาวิยะฮ์แล้ว อำนาจควรกลับเป็นของฮะซัน[41][42][43][44][45] และหากมีอุบัติภัยใดเกิดขึ้น อำนาจนั้นจะตกเป็นของฮุซัยน์[46] มุอาวิยะฮ์ไม่มีสิทธิที่จะมอบอำนาจให้แก่ใครทั้งสิ้น[40][47][48]
  3. มุอาวิยะฮ์ควรหยุดการสาปแช่งอะลี ซึ่งรวมถึงการอ่านกุนูตตอนละหมาดเพื่อต่อต้านเขา[49] มุอาวิยะฮ์ไม่ควรกล่าวชื่ออะลี เว้นแต่จะพูดด้วยเจตนาที่ดี[50][51]
  4. มุอาวิยะฮ์ควรแยกสิ่งที่อยู่ในหอพระคลังแห่งกูฟะฮ์ นั่นคือห้าล้าน (ดิรฮัม) ดังนั้น การส่งมอบอำนาจจึงไม่รวมถึงเงินจำนวนนี้ (ผลรวมของเงิน) มุอาวิยะฮ์ควรส่งเงินให้ฮุซัยน์หนึ่งล้านดิรฮัมทุกปี ในการให้ของขวัญแก่บะนูอับด์ชัมส์ เขาควรให้ความสำคัญกับลูกหลานฮาชิม (บะนูฮาชิม) และควรแบ่งเงินหนึ่งล้าน (ดิรฮัม) ให้แก่บุตรชายของผู้ที่เสียชีวิตพร้อมกับแม่ทัพแห่งผู้ศรัทธาในสงครามอูฐและยุทธการที่ศิฟฟีน และควรใช้จ่ายเงินจำนวนนั้นจากภาษีของ Dar Abjard[52][53][54][55]
  5. ประชาชนควรได้รับความปลอดภัยไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด กลุ่มสหายของอะลีควรได้รับการคุ้มครองไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด มุอาวิยะฮ์ไม่ควรคิดร้ายต่อฮะซัน ฮุซัยน์ หรือใครก็ตามจากวงศ์ตระกูลของมุฮัมมัด ไม่ว่าจะโดยลับหรือเปิดเผยก็ตาม[40][50][51][54][56][57][58]

ผลที่ตามมา

[แก้]

ในพิธีการยอมจำนน มุอาวิยะฮ์ได้ประกาศถอนคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับฮะซันและคนอื่น ๆ ต่อหน้าสาธารณชน[1][3] โดยกล่าวว่าคำสัญญาเหล่านั้นมีขึ้นเพื่อย่นระยะเวลาของสงคราม[1] จากนั้นฮะซันจึงเดินทางออกจากกูฟะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ แต่ไม่นานก็ได้รับคำขอจากมุอาวิยะฮ์ให้ปราบปรามการก่อกบฏเคาะวาริจญ์ใกล้กูฟะฮ์ เขาเขียนตอบกลับมุอาวิยะฮ์ว่าตนได้สละสิทธิ์ในการเป็นเคาะลีฟะฮ์เพื่อสันติภาพและการประนีประนอม ไม่ใช่เพื่อไปร่วมรบเคียงข้างพระองค์[59][60][13] Madelung เสนอแนะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเสื่อมลงเมื่อมุอาวิยะฮ์ตระหนักว่าฮะซันจะไม่ให้การสนับสนุนระบอบการปกครองของพระองค์อย่างแข็งขัน[1]

หลังสละราชสมบัติ ฮะซันถอนตัวจากวงการการเมืองในมะดีนะฮ์[61] เพื่อให้เป็นไปตามสนธิสัญญาสันติภาพ เขายังปฏิเสธคำขอจากกลุ่มชีอะฮ์ให้เป็นผู้นำในการต่อต้านมุอาวิยะฮ์ด้วย[62][63] อัลบะลาษุรีของซูนนี (ส.ค.ศ. 892) เขียนไว้ในอันซาบว่า ฮะซันส่งเจ้าหน้าที่เก็บภาษีไปยังจังหวัด Fasa และ Darabjird ของอิหร่านตามสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ผู้ว่าราชการเมืองบัสราผู้ได้รับคำสั่งจากมุอาวิยะฮ์ ได้ยุยงประชาชนต่อต้านฮะซัน และเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของเขาก็ถูกขับไล่ออกจากสองจังหวัดนั้น Madelung มองว่าเรื่องราวนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้น โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าฮะซันเพียงแค่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับมุอาวิยะฮ์ในการต่อสู้กับพวกเคาะวาริจญ์ เขาเชื่อว่าฮะซันไม่ได้กำหนดเงื่อนไขทางการเงินใด ๆ ในข้อเสนอสันติภาพของเขา และด้วยเหตุนี้มุอาวิยะฮ์จึงไม่ได้จ่ายเงินให้เขา[64]

ฮะซันเสียชีวิตใน ฮ.ศ. 50/ค.ศ. 670[1] และแหล่งข้อมูลในยุคแรกต่างเห็นพ้องกันเกือบทั้งหมดว่าเขาถูกวางยาพิษ[1] โดยทั่วไปมุอาวิยะฮ์ถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงในการสังหารฮะซัน เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการสืบทอดตำแหน่งของยะซีด พระราชโอรส (ค.680–683) ซึ่งการเสนอชื่อนี้ละเมิดสนธิสัญญากับฮะซัน[4][5][6][7][3] ตลอดรัชสมัยของมุอาวิยะฮ์ พระองค์ยังดำเนินคดีกับผู้สนับสนุนคนสำคัญของอะลี[8] เช่น ฮุจญร์ อิบน์ อะดี เศาะฮาบะฮ์ของมุฮัมมัด ถูกประหารชีวิตใน ค.ศ. 670[9][10] นอกจากนี้ มุอาวิยะฮ์ยังได้กำหนดให้มีการสาปแช่งอะลีอย่างเปิดเผยเป็นประจำในระหว่างการละหมาดหมู่ด้วย[65][8]

ดูเพิ่ม

[แก้]

หมายเหตุ

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Madelung 2003.
  2. 1 2 Madelung 1997, pp. 322–3.
  3. 1 2 3 Tabatabai 1977, p. 48.
  4. 1 2 Momen 1985, p. 28.
  5. 1 2 Jafri 1979, p. 158.
  6. 1 2 Donaldson 1933, pp. 75–8.
  7. 1 2 Madelung 1997, p. 331.
  8. 1 2 3 Tabatabai 1977, p. 49.
  9. 1 2 Madelung 1997, p. 334-5, 337.
  10. 1 2 Jafri 1979, p. 165.
  11. Wellhausen 1927, p. 102–103.
  12. Wellhausen 1901, p. 18.
  13. 1 2 3 4 5 6 7 Veccia Vaglieri 1971.
  14. Jafri 1979, p. 134.
  15. Madelung 1997, p. 317.
  16. Madelung 1997, p. 318.
  17. Jafri 1979, p. 142.
  18. Anthony 2013, p. 229.
  19. Jafri 1979, p. 143.
  20. 1 2 Donaldson 1933, p. 69.
  21. 1 2 3 Momen 1985, p. 27.
  22. Jafri 1979, pp. 93–4, 100.
  23. Madelung 1997, p. 319.
  24. Jafri 1979, p. 145.
  25. Wellhausen 1927, pp. 106–7.
  26. Lalani 2000, p. 4.
  27. Madelung 1997, p. 320.
  28. Wellhausen 1927, p. 106.
  29. Jafri 1979, pp. 146–7.
  30. Madelung 1997, p. 322.
  31. Madelung 1997, p. 323.
  32. Donaldson 1933, pp. 66–78.
  33. Jafri 1979, p. 153.
  34. McHugo 2018, p. 102.
  35. Jafri 1979, pp. 109–10.
  36. Dakake 2008, pp. 74–5.
  37. Jafri 1979, pp. 154–5.
  38. al-Hadid, Ibn Abu. Sharh Nahj al-Balagha, vol. 4. น. 6.
  39. Ibn Aqil. al-Nasaih al-Kafiya. น. 156.
  40. 1 2 3 Al-Majlisi. Bihar al-Anwar, vol. 10. น. 115.
  41. al-Suyūṭī, Jalāl al-Dīn al-Khuḍayrī (3 มิถุนายน 2014). History of the Caliphs:Tarikh Al-Khulafa. CreateSpace Independent Publishing Platform (June 3, 2014). น. 194. ISBN 978-1499770056.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  42. Ibn Kathir. al-Bidaya wa alNahaya, vol. 8. น. 41.
  43. al-Asqalani, Ahmad Shahab al-Din. al-Isaba fi Tamiiz al-Sahaba, vol. 2. น. 12, 13.
  44. al-Dinawari, Ibn Qutayba. al-Imama wa al-Siyasa. น. 150.
  45. Wajdi, Farid. Dairat al-Marif al-Islamiya, vol. 3. น. 443.
  46. Ibn al-Muhanna. Umdat al-Talib. น. 52.
  47. Ibn Abu al-Hadid. Sharh Nahj al-Balagha, vol. 4. น. 8.
  48. Ibn al-Sabbagh. al-Fusw al Muhimma.
  49. al-Amili, Muhsin al-Amin. A'yan al-Shia, vol. 4. น. 43.
  50. 1 2 al-Isfahani, Abu al-Faraj. Maqatil al-Talibiyyin. น. 26.
  51. 1 2 al Hadid, Ibn Abu. Sharh Nahj al-Balagha, vol. 4. น. 15.
  52. al-Dinawari, Ibn Qutayba. al-Imama wa al-Siyasa. น. 200.
  53. al-Tabarī (มกราคม 1988). The History of al-Tabari Vol. 6. SUNY Press (August 1, 1987). น. 92. ISBN 978-0887067075.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  54. 1 2 Ibn Babawayh. Ilal al-Sharaiya. น. 81.
  55. Ibn Kathir. al-Bidaya wa al-Nihaya, vol. 8. น. 14.
  56. al-Tabarī (มกราคม 1988). The History of al-Tabari Vol. 6. SUNY Press (August 1, 1987). น. 97. ISBN 978-0887067075.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  57. Ibn al-Aft. al-Kamil fi al-Tarikh, vol. 3. น. 166.
  58. Ibn Aqil. al-Nasaih al-Kafiya. น. 115.
  59. Madelung 1997, pp. 324–5.
  60. Jafri 1979, pp. 157, 158.
  61. Hulmes 2013, p. 218.
  62. Momen 1985, pp. 27, 28.
  63. Jafri 1979, p. 157.
  64. Madelung 1997, p. 328.
  65. Madelung (1997, p. 334)

ข้อมูล

[แก้]