ข้ามไปเนื้อหา

สงครามการค้าจีน–สหรัฐ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามการค้าจีน–สหรัฐ
จีนตัวย่อ中美贸易战
จีนตัวเต็ม中美貿易戰
การถอดเสียง
ภาษาจีนมาตรฐาน
พินอินZhōngměi Màoyìzhàn
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน- สหรัฐ
จีนตัวย่อ中美贸易争端
จีนตัวเต็ม中美貿易爭端
การถอดเสียง
ภาษาจีนมาตรฐาน
พินอินZhōngměi Màoyìzhēngduān

สงครามการค้าจีน–สหรัฐหมายความถึงการริเริ่มภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 สหรัฐตั้งภาษีศุลกากร 25% ต่อสินค้าจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[1] เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพิกัดอัตราใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐ ดอนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้จีนตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีศุลกากรขนาดเท่ากันต่อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐ ไม่นานจากนั้นในวันที่ 10 กรกฎาคม สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจัดพิมพ์รายการผลิตภัณฑ์จีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะอยู่ภายใต้พิกัดอัตราที่เสนอใหม่ 10% ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์[1] จีนตอบโต้ด้วยการประกาศประณามพิกัดอัตราที่เสนอใหม่ว่า "ไร้เหตุผล" และ "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" รัฐบาลทรัมป์ว่าพิกัดอัตราดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติและทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจสหรัฐ และเพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีน[2][3] ในเดือนสิงหาคม 2560 ทรัมป์เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการในเรื่องการโจมตีทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐและพันธมิตร ซึ่งทำให้สหรัฐเสียหายเป็นมูลค่าประเมินไว้ระหว่าง 225,000 ถึง 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี[4][5]

รัฐบาลทรัมป์อาศัยอำนาจบางส่วนตามมาตรา 301 แห่งรัฐบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 เพื่อป้องกันสิ่งที่อ้างว่าเป็นวัตรการค้ามิชอบและการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา[6][7] กฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดค่าปรับหรือบทลงโทษอื่นต่อคู่ค้าฝ่ายเดียวได้หากถือว่าทำร้ายผลประโยชน์ทางธุรกิจของสหรัฐโดยมิชอบ[8] ในเดือนเมษายน 2561 สหรัฐกำหนดพิกัดอัตราต่อสินค้านำเข้าเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมจากจีน ตลอดจนแคนาดาและประเทศในสหภาพยุโรป[9]

แม้การริเริ่มภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐจะเริ่มตั้งแต่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 แต่สงครามการค้าจีน-สหรัฐครั้งรุนแรงที่สุดได้เริ่มในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568 เมื่อประเทศจีนภายใต้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประกาศเก็บภาษีศุลกากรต่อสหรัฐอเมริกาที่ 125% [10]เช่นเดียวกับที่ ดอนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศจีน 145% อัตราภาษีดังกล่าวทำให้เกิดการเลิกการค้าขายระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน นอกจากนั้นประเทศจีนยังขอให้ประชาชนระมัดระวังการทำให้เสียอวัยวะ[11] หลังความสัมพันธ์เลวร้ายลง สำนักงานภาพยนตร์แห่งชาติจีนสั่งยกเลิกการภาพยนตร์ฮอลลีวูด[12]ทั้งหมดจากสหรัฐอเมริกาโดยให้มีผลทันที

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 "Update: U.S. Names Products Targeted by $200 Billion in New Tariffs - Caixin Global". www.caixinglobal.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2018-08-09.
  2. "Statement from President Donald J. Trump on Additional Proposed Section 301 Remedies". White House. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2018-04-06. สืบค้นเมื่อ เมษายน 7, 2018.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. Diamond, Jeremy. "Trump hits China with tariffs, heightening concerns of global trade war". CNN. สืบค้นเมื่อ มีนาคม 22, 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. Blair, Dennis; Alexander, Keith. "China’s Intellectual Property Theft Must Stop", The New York Times, August 15, 2017
  5. Pham, Sherisse (มีนาคม 23, 2018). "How much has the US lost from China's intellectual property theft?". CNNMoney.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "These Are the 128 U.S. Products China Is Enacting Tariffs On". Fortune. สืบค้นเมื่อ พฤษภาคม 28, 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ":1"
  8. "Intellectual property theft, not metal, is the real trade war in US sights and it's a much bigger worry", ABC, March 9, 2018
  9. Lynch, David J. "Trump imposes tariffs on closest allies; Mexico and Europe announce retaliation". Chicago Tribune. สืบค้นเมื่อ พฤษภาคม 31, 2018.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  10. "จีน" เมิน "สหรัฐฯ" เดินหน้า เก็บภาษีเพิ่มเป็น 125 % มีผล 12 เม.ย.นี้
  11. "จีน" เตือนเที่ยวสหรัฐฯ - นศ.จีนให้ระวังตัว
  12. จีนประกาศลดนำเข้าหนังอเมริกา โต้กำแพงภาษี "ทรัมป์"