วิภัชชวาท
| ส่วนหนึ่งของชุดบทความ |
| ศาสนาพุทธ |
|---|
วิภัชชวาท (บาลี: Vibhajjavāda; แปลว่า "วาทะแห่งการจำแนกแจกแจง" หรือ "ลัทธิแห่งการวิเคราะห์") เป็นกลุ่มคำสอนและแนวคิดเชิงปรัชญาที่ได้รับการรับรองและสถาปนาให้เป็นแนวทางหลักของพระพุทธศาสนาในสถวีรวาท (สันสกฤต: Sthaviravāda; บาลี: Theravāda; แปลว่า "วาทะของพระเถระ") ภายหลังจากการทำตติยสังคายนา (การสังคายนาครั้งที่ 3) ณ เมืองปาฏลีบุตร ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ราว พ.ศ. 235)[1]
ลักษณะและหลักการสำคัญ
[แก้]นิกายวิภัชชวาทเป็นหลักคำสอนที่เน้นการใช้ปัญญาและเหตุผลในการพิจารณาธรรม โดยมีหลักการสำคัญที่โดดเด่นดังนี้:
- การวิเคราะห์แยกแยะ (Vibhajja): ยืนยันว่าการยอมรับหลักคำสอนหรือสัจธรรมต้องมาจากการ วิเคราะห์แยกแยะ อย่างถี่ถ้วนด้วยตนเอง ไม่ใช่การเชื่อตามคัมภีร์ ครูบาอาจารย์ หรือการกล่าวอ้างโดยปราศจากเหตุผล[2]
- ปฏิเสธหลักสัพพัตถิตาวาท: วิภัชชวาทปฏิเสธแนวคิดของสรวาสติวาท ที่เชื่อว่าสรรพสิ่งในอดีตปัจจุบันและอนาคตล้วนมีอยู่จริงทั้งหมด[3] (สัพพํ อตฺถิ = ทุกสิ่งมี) แต่เน้นย้ำว่าสิ่งที่ดำรงอยู่จริงและส่งผลได้ในทางธรรมคือปัจจุบันขณะเท่านั้น
- ความไม่เที่ยงแท้ของอรหันต์: วิภัชชวาทมีจุดยืนที่แตกต่างจากมหาสังฆิกะ ที่มีแนวคิดว่าพระอรหันต์ยังผิดพลาดได้
ความเชื่อมโยงกับเถรวาท
[แก้]วิภัชชวาทถือเป็นรากฐานทางปรัชญาโดยตรงของเถรวาทในปัจจุบัน ภายหลังจากการสังคายนาครั้งที่ 3 พระโมคคลีบุตรติสสเถระได้ส่งพระมหินทเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่เกาะลังกา (ศรีลังกา) โดยหลักคำสอนที่นำไปเผยแผ่นั้นคือแนวคิดแบบวิภัชชวาท ซึ่งได้พัฒนาและรักษาสืบทอดมาในรูปแบบของพระไตรปิฎกภาษาบาลี และกลายเป็นนิกายเถรวาทในที่สุด[4]
ความเป็นมา
[แก้]นิกายวิภัชชวาทเกิดขึ้นในช่วงการแตกย่อยของคณะสงฆ์ยุคแรก (ราว 300 ปี ก่อน ค.ศ.) โดยสืบเชื้อสายมาจากกลุ่ม สถวีรวาท ซึ่งเป็นฝ่ายที่ยืนยันความถูกต้องของพระวินัยดั้งเดิมในการสังคายนาครั้งที่สอง
- ความหมายของชื่อ: วิภัชชวาท (Vibhajyavāda) แปลว่า "วาทะแห่งการจำแนก" หรือ "คำสอนแห่งการแยกแยะ"
- หลักการ: นิกายนี้เน้นการ จำแนกวิเคราะห์ (Analysis) คำสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำแนกธรรมะและบุคคลตามความเป็นจริง (Vibhajja) ไม่ใช่การเชื่อตามคำบอกเล่าหรือการตัดสินแบบเหมารวม
บทบาทในการสังคายนาครั้งที่สาม
[แก้]นิกายวิภัชชวาทมีความโดดเด่นอย่างมากในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการใน ตติยสังคายนา (ราว 308 ปีก่อน ค.ศ.) ณ เมืองปาฏลีบุตร
- ผู้นำ: พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้นำในการสังคายนาและเป็นผู้กำหนดหลักการของนิกายวิภัชชวาท
- การสังคายนา: วัตถุประสงค์หลักของการสังคายนาครั้งที่สามคือการ ชำระสังฆะ ให้บริสุทธิ์จากมิจฉาทิฐิ และการตรวจสอบหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง
การเผยแผ่และการกลายเป็นเถรวาท
[แก้]หลังตติยสังคายนา พระโมคคลีบุตรติสสเถระได้ส่งสมณทูต 9 สายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน โดยพระธรรมทูตเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ถือหลักการวิภัชชวาท สายที่สำคัญคือสายที่นำโดย พระมหินทเถระไปยังลังกาทวีป และสายที่นำโดยพระโสณะและพระอุตตระเถระไปยังสุวรรณภูมิ (ไทย/พม่าในปัจจุบัน) เมื่อไปถึงศรีลังกา นิกายวิภัชชวาทถูกเรียกว่าเถรวาท ซึ่งยังคงเป็นชื่อเรียกมาจนถึงปัจจุบัน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Dhammika, Shravasti; Aśoka (1993). The edicts of King Asoka: an English rendering. The wheel publication. Kandy: Buddhist Publication Society. ISBN 978-955-24-0104-6.
- ↑ Bodhi, บ.ก. (2000). The connected discourses of the Buddha: a new translation of the Saṃyutta Nikāya ; translated from the Pāli ; original translation by Bhikkhu Bodhi. Somerville, MA: Wisdom Publications. ISBN 978-0-86171-168-0.
- ↑ Hirakawa, Akira; Groner, Paul; Hirakawa, Akira (1998). A history of Indian Buddhism: from Śākyamuni to early Mahāyāna. Buddhist traditions (Repr., 1. Indian ed. 1993 ed.). Delhi: Motilal Banarsidass. ISBN 978-81-208-0955-0.
- ↑ Shwe Zan Aung, บ.ก. (2001). Points of controversy or subjects of discourse: being a translation of the Kathāvatthu (Repr ed.). Oxford: Pali Text Society. ISBN 978-0-86013-002-4.