ละหุ่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ละหุ่ง
ใบและดอกละหุ่ง
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
ไม่ถูกจัดอันดับ: Angiosperms
ไม่ถูกจัดอันดับ: Eudicots
ไม่ถูกจัดอันดับ: Rosids
อันดับ: Malpighiales
วงศ์: Euphorbiaceae
วงศ์ย่อย: Acalyphoideae
เผ่า: Acalypheae
เผ่าย่อย: Ricininae[1]
สกุล: Ricinus
L.
สปีชีส์: R. communis
ชื่อทวินาม
Ricinus communis
L.

ละหุ่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Ricinus communis) เป็นพืชในวงศ์ยางพารา (Euphorbiaceae) และเป็นพืชชนิดเดียวในสกุล Ricinus มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนและแอฟริกาตะวันออก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์[แก้]

ละหุ่งเป็นไม้พุ่ม อาจสูงได้ถึง 6 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ขอบใบหยักเป็นแฉกแบบนิ้วมือ 5-12 แฉก เนื้อใบค่อนข้างบาง สีเขียว หรือสีเขียวแกมแดง หรือสีแดงเข้ม ก้านใบยาว 10-30 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อที่ยอดหรือตามปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งตรง ดอกย่อยสีเขียวอมเหลืองหรือสีม่วงแดง แยกเพศแต่อยู่บนช่อเดียวกัน โดยดอกตัวผู้อยู่ส่วนบน ส่วนดอกตัวเมียอยู่ส่วนล่าง ผลรูปไข่มี 3 พู เมื่ออ่อนมีสีเขียวหรือสีเขียวแกมม่วง มีหนามอ่อน ๆ คลุม เมื่อแก่จะแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด 1-3 เมล็ด[2]

การนำไปใช้[แก้]

น้ำมันละหุ่ง

เมื่อสกัดเมล็ดละหุ่งโดยไม่ใช้ความร้อน (หากใช้ความร้อนจะได้โปรตีนที่มีพิษร้ายแรงคือ ไรซิน)[3] จะได้น้ำมันละหุ่ง (castor oil) ที่มีสารสำคัญคือ กรดริซิโนเลอิก 85-95% ใช้รักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคพาร์คินสัน ข้ออักเสบ และแก้อาการผมร่วงได้[4] นอกจากนี้ น้ำมันละหุ่งยังใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน[5] และใช้ในอุตสาหกรรมเคมีและรถยนต์อย่างแพร่หลาย[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. Rizzardo, RA; Milfont, MO; Silva, EM; Freitas, BM (December 2012). "Apis mellifera pollination improves agronomic productivity of anemophilous castor bean (Ricinus communis).". Anais da Academia Brasileira de Ciencias 84 (4): 1137–45. doi:10.1590/s0001-37652012005000057. PMID 22990600. 
  2. คำอธิบาย ตำราพระโอสถพระนารายณ์, ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, หน้า 594-596, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  3. สารพิษจากเมล็ดละหุ่ง - ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา - กระทรวงสาธารณสุข
  4. Health Benefits of Castor Oil - Home Remedies Web
  5. ยาถ่ายและยาระบาย | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  6. Mutlu, H; Meier, MAR (January 2010). "Castor oil as a renewable resource for the chemical industry". European Journal of Lipid Science and Technology 112 (1): 10–30. doi:10.1002/ejlt.200900138. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]