ข้ามไปเนื้อหา

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่น (日本国憲法第9条 (Nihon koku kenpō dai kyū-jō)) เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นที่ห้ามใช้สงครามเป็นวิธีระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นหลังญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 ในช่วงที่ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งดำเนินไปจนถึงวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1952 ตามบทบัญญัตินี้รัฐสละสิทธิอธิปไตยในการเป็นคู่สงคราม และมุ่งสู่สันติภาพระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย มาตรานี้ยังระบุด้วยว่า เพื่อบรรลุเป้าประสงค์เหล่านี้ จะไม่มีการธำรงกองทัพที่มีศักยภาพในการทำสงคราม แต่ญี่ปุ่นยังธำรงกองทัพอยู่โดยพฤตินัย คือกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น รัฐธรรมนูญนี้ฝ่ายยึดครองของกองทัพสหรัฐ (Supreme Commander for the Allied Powers) ตราขึ้นเพื่อป้องกันมิให้มีการสร้างเสริมอาวุธยุทธภัณฑ์แก่ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[1] เงื่อนไขนี้เป็นข้อห้ามที่คล้ายคลึงกันกับที่ใช้แก่เยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เยอรมนียังคงกลับมามีกำลังทหารอีกครั้งในหลายทศวรรษต่อมา แม้จะมีข้อห้ามนี้ในสมัยสาธารณรัฐไวมาร์และต่อมาในระบอบการปกครองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็ตาม

ข้อความในมาตรา

[แก้]

ข้อความฉบับเต็มในภาษาญี่ปุ่นเขียนไว้ดังนี้:[2]

第二章 戦争の放棄

第九条 日本国民は、正義と秩序を基調とする国際平和を誠実に希求し、国権の発動たる戦争と、武力による威嚇又は武力の行使は、国際紛争を解決する手段としては、永久にこれを放棄する。

② 前項の目的を達するため、陸海空軍その他の戦力は、これを保持しない。国の交戦権は、これを認めない。

คำแปลภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ:[3]

Article 9. Aspiring sincerely to an international peace based on justice and order, the Japanese people forever renounce war as a sovereign right of the nation and the threat or use of force as means of settling international disputes.
In order to accomplish the aim of the preceding paragraph, land, sea, and air forces, as well as other war potential, will never be maintained. The right of belligerency of the state will not be recognized.

คำแปลภาษาไทย:

  1. โดยที่มุ่งหวังอย่างจริงใจให้เกิดสันติภาพระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อย ประชาชนชาวญี่ปุ่นขอสละจากสงครามในฐานะที่เป็นสิทธิอธิปไตยของชาติ และจากการขู่เข็ญว่าจะใช้หรือการใช้กำลังเป็นวิธีระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศ ไปตลอดกาล
  2. เพื่อบรรลุความมุ่งประสงค์ของวรรคก่อน จะไม่มีการธำรงไว้ซึ่งกองทัพบก เรือ และอากาศ กับทั้งศักยภาพอื่นในทางสงคราม จะไม่มีการรับรองสิทธิของรัฐในการเป็นคู่สงคราม

การตีความ

[แก้]
กะลาสีในกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น หนึ่งในกองกำลังโดยพฤตินัยที่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนภายใต้มาตรา 9

หลังนำรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาใช้ในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1947 สงครามกลางเมืองจีนสิ้นสุดลงที่ฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะใน ค.ศ. 1949 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยเหตุนี้ สหรัฐอเมริกาจึงถูกทิ้งให้อยู่โดยไม่มีสาธารณรัฐจีนบนจีนแผ่นดินใหญ่ในฐานะพันธมิตรทางทหารเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในแปซิฟิก กองกำลังยึดครองของสหรัฐอเมริกามีความปรารถนาให้ญี่ปุ่นมีบทบาททางทหารที่แข็งขันมากขึ้นในการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น[4]

การตีความใหม่ใน ค.ศ. 2014

[แก้]

ในเดือนกรกฎาคม 2557 รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการตีความใหม่ซึ่งรัฐธรรมนูญอันสละสิทธิ์สงคราม แม้มีความกังวลและความไม่เห็นด้วยจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอนุญาตให้ใช้กำลังทหารเพื่อโจมตีประเทศอื่นและเข้าสู่สงคราม การใช้กำลังทหารเพื่อการนี้ถูกพิจารณาว่ามิชอบด้วยกฎหมายและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาธิปไตยของญี่ปุ่น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนด และทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมูลวิวัติต่อความหมายของหลักการมูลฐานในรัฐธรรมนูญโดยคำสั่งของคณะรัฐมนตรี โดยปราศจากการอภิปรายหรือลงมติของสภาไดเอต (สภาผู้แทนราษฎร) และไม่ได้รับความเห็นชอบจากสาธารณะ

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Resurgent Japan military 'can stand toe to toe with anybody". CNN. 7 December 2016. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 December 2018.
  2. 日本国憲法(昭和二十一年憲法). e-Gov法令検索. สืบค้นเมื่อ 25 June 2023.
  3. "The Constitution of Japan". Prime Minister of Japan and His Cabinet. สืบค้นเมื่อ 25 June 2023.
  4. Hayes, Louis D. (2001). Japan and the Security of Asia. Lexington Books. pp. 81–82. ISBN 9780739102954.

    หนังสือ

    [แก้]

    แหล่งข้อมูลอื่น

    [แก้]