มนุษย์เล็กในเปลือกสมอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
รูป 2 มิติแสดงมนุษย์เล็กในเปลือกสมองรับความรู้สึกทางกาย

มนุษย์เล็กในเปลือกสมอง (อังกฤษ: cortical homunculus) เป็นการแสดงร่างกายมนุษย์แบบบิดเบี้ยว โดยอาศัยแผนที่ประสาทคือบริเวณและสัดส่วนสมองมนุษย์ที่อุทิศให้กับการแปลผลของระบบประสาทสั่งการและของระบบประสาทรับความรู้สึกสำหรับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คำละตินว่า homunculus ซึ่งแปลว่า มนุษย์เล็ก ๆ เป็นคำที่ใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุและคติชาวบ้านมานานก่อนวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์จะเริ่มใช้ มนุษย์เล็กในเปลือกสมองหรือ มนุษย์เปลือกสมอง (cortex man) จะแสดงให้เห็นว่า บริเวณสมองเป็นตัวแทนของร่างกายอย่างไร คือ ใยประสาทที่ส่งข้อมูลความรู้สึกทางกายมาจากทั่วร่างกาย จะไปยุติที่บริเวณต่าง ๆ ของสมองกลีบข้างในเปลือกสมอง กลายเป็นแแผนที่แสดงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ประเภท[แก้]

รูป 2 มิติแสดงมนุษย์เล็กในเปลือกสมองส่วนสั่งการ

มนุษย์เล็กส่วนสั่งการ (อังกฤษ: motor homunculus) เป็นแผนที่บริเวณสมองที่อุทิศให้กับการแปลผลของประสาทสั่งการสำหรับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เปลือกสมองส่วนสั่งการปฐมภูมิ (primary motor cortex) อยู่ที่ precentral gyrus ของสมองกลีบหน้าและได้รับกระแสประสาทมาจาก premotor area ของสมองกลีบหน้า[1]

มนุษย์เล็กส่วนรับความรู้สึก (อังกฤษ: sensory homunculus) เป็นแผนที่บริเวณสมองที่อุทิศให้กับการแปลผลของประสาทรับความรู้สึกทางกายสำหรับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เปลือกสมองส่วนรับความรู้สึกทางกายอยู่ที่รอยนูนหลังร่องกลาง (postcentral gyrus) และได้รับกระแสประสาทจากทาลามัส[1] ซึ่งก็ได้รับกระแสประสาทมาจากก้านสมองและไขสันหลัง

การจัดระเบียบ[แก้]

ตามยาวของเปลือกสมองส่วนสั่งการและส่วนรับความรู้สึก บริเวณต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจงกับส่วนในร่างกายจะจัดเป็นระเบียบ แม้อาจต่างกับที่คาดว่าควรเป็น คือนิ้วเท้าอยู่ที่ด้านบนของซีกสมอง (ดูรูป) และเมื่อตามซีกสมองลงมาตามด้านข้าง ก็จะพบส่วนร่างกายที่อยู่สูงกว่านิ้วเท้าตามลำดับจนถึงปลายนิ้วมือ โดยยังไม่พบใบหน้า ถ้าตามลงไปอีก ก็จะพบส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าจากส่วนที่สูงกว่าลงไปยังส่วนที่ต่ำกว่าโดยประมาณ ซึ่งกลับลำดับจากที่เป็นมาก่อน มนุษย์เล็กนี้แบ่งครึ่ง คือมีแผนที่ของร่างกายซีกซ้ายในสมองซีกขวา และนัยกลับกันก็เช่นเดียวกัน[2]

บริเวณของเปลือกสมองที่อุทิศให้กับร่างกายแต่ละส่วนจะไม่เป็นไปตามสัดส่วนพื้นที่หรือปริมาตรของร่างกายส่วนนั้น ๆ แต่เป็นไปตามการส่งเส้นประสาทไปเลี้ยงบริเวณนั้น ๆ ดังนั้น บริเวณร่างกายที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกและเส้นประสาทสั่งการมากกว่าก็จะใหญ่กว่าในแผนที่ ในขณะที่บริเวณที่มีเส้นประสาทน้อยกว่าก็จะเล็กกว่า จึงได้ภาพมนุษย์ที่บิดเบี้ยว มีมือ ปาก และหน้าใหญ่ผิดสัดส่วน

ในส่วนด้านล่าง เลยบริเวณที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับฟัน เหงือก ขากรรไกร ลิ้น และคอหอยเป็นบริเวณรับความรู้สึกจากในท้อง ส่วนด้านบนเลยบริเวณของนิ้วเท้าไป ทั่วไปเชื่อว่าเป็นเครือข่ายประสาทรับความรู้สึกสำหรับอวัยวะเพศ แต่งานศึกษาหลัง ๆ เช่น ปี 2009 และ 2015 เสนอว่า อาจมีบริเวณสองบริเวณสำหรับอวัยวะเพศ โดยบริเวณหนึ่งเกี่ยวกับการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และอีกบริเวณหนึ่งเกี่ยวกับความรู้สึกที่เหลือ[3][4][5]

การค้นพบ[แก้]

แบบมนุษย์เล็กสามมิติทั้งสำหรับประสาทรับความรู้สึกและประสาทสั่งการที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครลอนดอน

ประสาทศัลยแพทย์ชาวอังกฤษไวล์เดอร์ เพ็นฟิลด์ (Wilder Penfield) และเพื่อนร่วมงาน (Edwin Boldrey และ Theodore Rasmussen) ได้เครดิตว่า เป็นผู้เริ่มแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์เล็กของประสาทรับความรู้สึกและประสาทสั่งการ แม้จะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์พวกแรกที่พยายามทำหน้าที่ของสมองให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยมนุษย์เล็ก[5] แต่ก็เป็นพวกแรกที่แยกแยะหน้าที่การรับรู้กับหน้าที่สั่งการ แล้วทำแผนที่ต่างหาก ๆ ตามสมอง แสดงผลเป็นเป็นมนุษย์เล็กสองตัว อนึ่ง ภาพวาดของพวกเขาและภาพต่อ ๆ มาที่เกี่ยวเนื่องกันอาจเป็นแผนที่ทางมโนภาพซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน เพราะแสดงข้อมูลที่น่าเชื่อถือและประทับใจแม้เห็นเพียงผาด ๆ[5] หมอเพ็นฟิลด์ได้เริ่มแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์เล็กนี้เป็นการทดลองทางความคิด จนถึงจินตนาการแม้โลกสมมุติที่มนุษย์เล็กอาศัยอยู่ ซึ่งเขาเรียกว่า "if" หมอและเพื่อนร่วมงานได้ทดลองด้วยการกระตุ้นทางไฟฟ้าที่บริเวณสมองต่าง ๆ ของคนไข้ที่กำลังผ่าตัดที่สมองเพื่อควบคุมการชัก และดังนั้นจึงสามารถสร้างแผนที่ภูมิลักษณ์ของสมองและมนุษย์เล็กตามแผนที่นั้น ๆ[5][6]

งานศึกษาเมื่อไม่นานได้เพิ่มความเข้าใจในเรื่องการจัดระเบียบตามภูมิลักษณ์ (somatotopic arrangement) ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น การสร้างภาพโดยกิจด้วยเรโซแนนท์แม่เหล็ก (fMRI)[7]

การทำเป็นตัวแทน[แก้]

หมอเพ็นฟิลด์ได้เรียกแนวคิดประดิษฐ์ของเขาว่าเป็น "คนพิกล" (grotesque creatures) เพราะมีสัดส่วนร่างกายที่ประหลาด เช่น ประสาทรับความรู้สึกจากมือมายุติเป็นบริเวณใหญ่ ๆ ในสมอง ทำให้มือของมนุษย์เล็กมีขนาดใหญ่ตามกัน เทียบกับประสาทจากตัวและแขนที่ใช้บริเวณที่เล็กกว่ามาก ทำให้ลำตัวและแขนของมนุษย์เล็กดูน้อยและอ่อนแอโดยเปรียบเทียบ

มนุษย์เล็กของหมอมักแสดงเป็นผังสองมิติ ซึ่งจริง ๆ ก็ง่ายเกินไป เพราะไม่ได้แสดงข้อมูลทั้งหมดที่หมอรวบรวมจากคนไข้ประสาทศัลยกรรมของเขา บริเวณที่แสดงส่วนร่างกายต่าง ๆ จริง ๆ ก็ไม่อาจแบ่งออกจากกันได้อย่างชัดเจน เพราะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกันอย่างสำคัญในบริเวณติด ๆ กัน ดังนั้น ภาพที่ง่ายเกินไปอาจทำให้คิดว่า รอยโรคในเปลือกสมองส่วนสั่งการจะก่อความพิการที่กล้ามเนื้อโดยเฉพาะ ๆ แต่นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง เพราะรอยโรคจริง ๆ ทำให้กลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกัน (synergistic) มีปัญหา นี้จึงแสดงว่า เปลือกสมองส่วนสั่งการทำงานโดยการขยับกล้ามเนื้อเป็นกลุ่ม ๆ อย่างประสานกัน

มนุษย์เล็กยังสามารถแสดงเป็นรูปสามมิติ (เช่นตามรูปแกะสลักมนุษย์เล็กของประสาทรับความรู้สึกที่มองเห็นจากมุมต่าง ๆ ด้านล่าง) ซึ่งอาจทำให้เข้าใจง่ายกว่าว่า ร่างกายแต่ละส่วนมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมากน้อยเพียงแค่ไหน ถึงจะมีข้อเสียว่า แบบสามมิติเช่นนี้ไม่แสดงบริเวณสมองที่สัมพันธ์กับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Marieb, E; Hoehn, K (2007). Human Anatomy and Physiology (7th ed.). San Francisco: Pearson Benjamin Cummings.
  2. Saladin, Kenneth (2007). Anatomy and Physiology: The Unity of Form and Function. McGraw Hill. pp. 544–546.
  3. Covington, Jr., William Oates (2015-05-27). "Homunculus (Topographic) Diagram". willcov.com. Archived from the original on 2017-07-03. สืบค้นเมื่อ 2017-07-07.
  4. "The Neurocritic: A New Clitoral Homunculus?". 2009-08-10. Archived from the original on 2017-07-07. สืบค้นเมื่อ 2017-07-07.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Cazala, Fadwa; Vienney, Nicolas; Stoléru, Serge (2015-03-10). "The cortical sensory representation of genitalia in women and men: a systematic review". Socioaffective Neuroscience & Psychology. 5. doi:10.3402/snp.v5.26428. ISSN 2000-9011. PMC 4357265. PMID 25766001.
  6. Penfield, Wilder; Boldrey, Edwin (1937). "Somatic Motor And Sensory Representation In The Cerebral Cortex Of Man As Studied By Electrical Stimulation". Brain. 60 (4): 389–443. doi:10.1093/brain/60.4.389. Archived from the original on 2015-12-08. สืบค้นเมื่อ 2016-03-26.
  7. Grodd, W; Hülsmann, E; Lotze, M; Wildgruber, D; Erb, M (June 2001). "Sensorimotor mapping of the human cerebellum: fMRI evidence of somatotopic organization". Hum Brain Mapp. 13 (2): 55–73.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]