ข้ามไปเนื้อหา

ภาวะข้อมูลท่วมท้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาวะข้อมูลท่วมท้น (อังกฤษ: information overload) หมายถึง ภาวะที่บุคคลประสบความยากลำบากในการเข้าใจประเด็นและการตัดสินใจ อันเนื่องมาจากได้รับข้อมูลในประเด็นหนึ่งมากเกินไป[1] และรวมถึงการได้รับปริมาณข้อมูลในแต่ละวันที่มากเกินไป [2]

"ภาวะข้อมูลท่วมท้น" มีการนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1962 โดยนักวิชาการที่ศึกษาด้านการจัดการสารสนเทศ ได้แก่ อัลวิน ทอฟเลอร์ ในหนังสือขายดีของเขา ชื่อ Future Shock (ค.ศ. 1970) และ เบอร์แทรม กรอส ในหนังสือชื่อว่า The Managing of Organizations (ค.ศ. 1964)[3] Speier et al (ค.ศ. 1999) กล่าวว่าหากมีการป้อนข้อมูลเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าความสามารถในการประมวลผลก็จะทำให้เกิดภาวะข้อมูลท่วมท้น และนำมาซึ่งแนวโน้มต่อคุณภาพในการตัดสินใจที่ลดลง [4]

ทอฟเลอร์อธิบายศัพท์นี้ โดยเปรียบเทียบว่า ภาวะข้อมูลท่วมท้นคือการได้รับรู้ความรู้สึกมากเกินไป (sensory overload) ในยุคข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ การรับรู้ความรู้สึกมากเกินไปเป็นศัพท์ที่เริ่มใช้ในทศวรรษ 1950[5] และถูกมองว่าเป็นสาเหตุของการไม่มีสมาธิและขาดการตอบสนอง ทอฟเลอร์นิยามภาวะข้อมูลท่วมท้นว่ามีผลกระทบลักษณะเดียวกัน แต่เกิดกับการทำงานทางการรับรู้ในระดับที่สูงกว่า เขาเขียนว่า "เมื่อปัจเจกบุคคลตกอยู่ในภาวะที่สถานการณ์เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและอย่างผิดปรกติ หรืออยู่ในบริบทที่ไม่เคยพบประสบมาก่อน...บุคคลนั้นจะมีความแม่นยำในการคาดการณ์ลดลง เขาจะไม่สามารถประเมินอย่างถูกต้องได้อีกต่อไปว่าพฤติกรรมที่มีเหตุผลแบบไหนที่เชื่อใจได้"[6]

โรเอ็ตเซล (ค.ศ. 2019) มุ่งเน้นในแง่ของแหล่งข้อมูลและเวลา เขาอธิบายว่าเมื่อผู้ตัดสินใจได้ชุดข้อมูล เช่น ปริมาณ, ความซับซ้อน และความขัดแย้งของข้อมูลเป็นจำนวนมาก ก็ส่งผลให้คุณภาพการตัดสินใจลดลง เนื่องจากข้อจำกัดของแหล่งข้อมูลที่ไม่เพียงพอของผู้ตัดสินใจเพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลทั้งหมดและตัดสินใจอย่างเหมาะสม [7]

เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ (Modern Information Techonology) เกิดขึ้นมา ก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดข้อมูลท่วมท้นจากหลายด้าน ได้แก่ ปริมาณของข้อมูลที่ผลิตขึ้นมา การกระจายหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ง่าย และกลุ่มผู้ชมที่เข้าถึงข้อมูลได้มาก ปัจจัยด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการปรากฏขึ้นของโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิด "เศรษฐศาสตร์ความสนใจ" (Attention Economy) ที่ทำให้การช่วงชิงความสนใจต่าง ๆ ทำได้ง่าย [8][9]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Yang, C.C.; Chen, Hsinchun; Honga, Kay (2003). "Visualization of large category map for Internet browsing". Decision Support Systems. 35 (1): 89–102. doi:10.1016/S0167-9236(02)00101-X.
  2. Levy, David M. (2008). "Information Overload". The Handbook of Information and Computer Ethics. pp. 497–515. doi:10.1002/9780470281819.ch20. ISBN 978-0-470-28181-9.
  3. Gross, Bertram M. (1964). The Managing of Organizations: The Administrative Struggle. p. 856.
  4. Speier, Cheri; Valacich, Joseph S.; Vessey, Iris (March 1999). "The Influence of Task Interruption on Individual Decision Making: An Information Overload Perspective". Decision Sciences. 30 (2): 337–360. doi:10.1111/j.1540-5915.1999.tb01613.x. S2CID 17160272.
  5. An article in Science magazine in 1959 about a conference held in June 1958 at Harvard Medical School mentions that Donald B. Lindsley had given a paper titled "Are there common factors in sensory deprivation, sensory distortion and sensory overload?" "Meetings," in Science, Vol 129, No. 3343, Jan 23, 1959, pp. 221-225.
  6. Future Shock, pp. 350-1 (1970 edition)
  7. Roetzel, Peter Gordon (2019). "Information overload in the information age: a review of the literature from business administration, business psychology, and related disciplines with a bibliometric approach and framework development". Business Research (ภาษาอังกฤษ). 12 (2): 479–522. doi:10.1007/s40685-018-0069-z.
  8. Wu, Tim (April 14, 2017). "The Crisis of Attention Theft—Ads That Steal Your Time for Nothing in Return". Wired. สืบค้นเมื่อ 13 November 2025.
  9. McFedries, Paul (22 May 2014). "Stop, Attention Thief!". IEEE Spectrum (ภาษาอังกฤษ). Institute of Electrical and Electronics Engineers. สืบค้นเมื่อ 13 November 2025.