ภาวะข้อมูลท่วมท้น
ภาวะข้อมูลท่วมท้น (อังกฤษ: information overload) หมายถึง ภาวะที่บุคคลประสบความยากลำบากในการเข้าใจประเด็นและการตัดสินใจ อันเนื่องมาจากได้รับข้อมูลในประเด็นหนึ่งมากเกินไป[1] และรวมถึงการได้รับปริมาณข้อมูลในแต่ละวันที่มากเกินไป [2]
"ภาวะข้อมูลท่วมท้น" มีการนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1962 โดยนักวิชาการที่ศึกษาด้านการจัดการสารสนเทศ ได้แก่ อัลวิน ทอฟเลอร์ ในหนังสือขายดีของเขา ชื่อ Future Shock (ค.ศ. 1970) และ เบอร์แทรม กรอส ในหนังสือชื่อว่า The Managing of Organizations (ค.ศ. 1964)[3] Speier et al (ค.ศ. 1999) กล่าวว่าหากมีการป้อนข้อมูลเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าความสามารถในการประมวลผลก็จะทำให้เกิดภาวะข้อมูลท่วมท้น และนำมาซึ่งแนวโน้มต่อคุณภาพในการตัดสินใจที่ลดลง [4]
ทอฟเลอร์อธิบายศัพท์นี้ โดยเปรียบเทียบว่า ภาวะข้อมูลท่วมท้นคือการได้รับรู้ความรู้สึกมากเกินไป (sensory overload) ในยุคข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ การรับรู้ความรู้สึกมากเกินไปเป็นศัพท์ที่เริ่มใช้ในทศวรรษ 1950[5] และถูกมองว่าเป็นสาเหตุของการไม่มีสมาธิและขาดการตอบสนอง ทอฟเลอร์นิยามภาวะข้อมูลท่วมท้นว่ามีผลกระทบลักษณะเดียวกัน แต่เกิดกับการทำงานทางการรับรู้ในระดับที่สูงกว่า เขาเขียนว่า "เมื่อปัจเจกบุคคลตกอยู่ในภาวะที่สถานการณ์เปลี่ยนอย่างรวดเร็วและอย่างผิดปรกติ หรืออยู่ในบริบทที่ไม่เคยพบประสบมาก่อน...บุคคลนั้นจะมีความแม่นยำในการคาดการณ์ลดลง เขาจะไม่สามารถประเมินอย่างถูกต้องได้อีกต่อไปว่าพฤติกรรมที่มีเหตุผลแบบไหนที่เชื่อใจได้"[6]
โรเอ็ตเซล (ค.ศ. 2019) มุ่งเน้นในแง่ของแหล่งข้อมูลและเวลา เขาอธิบายว่าเมื่อผู้ตัดสินใจได้ชุดข้อมูล เช่น ปริมาณ, ความซับซ้อน และความขัดแย้งของข้อมูลเป็นจำนวนมาก ก็ส่งผลให้คุณภาพการตัดสินใจลดลง เนื่องจากข้อจำกัดของแหล่งข้อมูลที่ไม่เพียงพอของผู้ตัดสินใจเพื่อที่จะประมวลผลข้อมูลทั้งหมดและตัดสินใจอย่างเหมาะสม [7]
เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ (Modern Information Techonology) เกิดขึ้นมา ก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดข้อมูลท่วมท้นจากหลายด้าน ได้แก่ ปริมาณของข้อมูลที่ผลิตขึ้นมา การกระจายหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ง่าย และกลุ่มผู้ชมที่เข้าถึงข้อมูลได้มาก ปัจจัยด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการปรากฏขึ้นของโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิด "เศรษฐศาสตร์ความสนใจ" (Attention Economy) ที่ทำให้การช่วงชิงความสนใจต่าง ๆ ทำได้ง่าย [8][9]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Yang, C.C.; Chen, Hsinchun; Honga, Kay (2003). "Visualization of large category map for Internet browsing". Decision Support Systems. 35 (1): 89–102. doi:10.1016/S0167-9236(02)00101-X.
- ↑ Levy, David M. (2008). "Information Overload". The Handbook of Information and Computer Ethics. pp. 497–515. doi:10.1002/9780470281819.ch20. ISBN 978-0-470-28181-9.
- ↑ Gross, Bertram M. (1964). The Managing of Organizations: The Administrative Struggle. p. 856.
- ↑ Speier, Cheri; Valacich, Joseph S.; Vessey, Iris (March 1999). "The Influence of Task Interruption on Individual Decision Making: An Information Overload Perspective". Decision Sciences. 30 (2): 337–360. doi:10.1111/j.1540-5915.1999.tb01613.x. S2CID 17160272.
- ↑ An article in Science magazine in 1959 about a conference held in June 1958 at Harvard Medical School mentions that Donald B. Lindsley had given a paper titled "Are there common factors in sensory deprivation, sensory distortion and sensory overload?" "Meetings," in Science, Vol 129, No. 3343, Jan 23, 1959, pp. 221-225.
- ↑ Future Shock, pp. 350-1 (1970 edition)
- ↑ Roetzel, Peter Gordon (2019). "Information overload in the information age: a review of the literature from business administration, business psychology, and related disciplines with a bibliometric approach and framework development". Business Research (ภาษาอังกฤษ). 12 (2): 479–522. doi:10.1007/s40685-018-0069-z.
- ↑ Wu, Tim (April 14, 2017). "The Crisis of Attention Theft—Ads That Steal Your Time for Nothing in Return". Wired. สืบค้นเมื่อ 13 November 2025.
- ↑ McFedries, Paul (22 May 2014). "Stop, Attention Thief!". IEEE Spectrum (ภาษาอังกฤษ). Institute of Electrical and Electronics Engineers. สืบค้นเมื่อ 13 November 2025.