ภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์มีวงกลมสีส้ม ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน แต่ว่า วงกลมด้านขวากลับปรากฏใหญ่กว่า

ภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ (อังกฤษ: Ebbinghaus illusion) หรือ วงกลมทิตเชะเนอร์ (อังกฤษ: Titchener circles) เป็นภาพลวงตาลวงการรับรู้เกี่ยวกับขนาดวัตถุ มีชื่อตามนักจิตวิทยาชาวเยอรมันผู้ค้นพบ คือ เฮอร์แมนน์ เอ็บบิงก์เฮาส์ (ค.ศ. 1850–1909) แต่เพราะว่านักจิตวิทยาชาวอังกฤษชื่อว่า เอ็ดวารด์ ทิตเชะเนอร์ เป็นบุคคลที่กล่าวถึงภาพลวงตานี้ในตำราจิตวิทยาทดลอง (experimental psychology) และทำภาพนี้ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชนที่พูดภาษาอังกฤษ ดังนั้น ภาพลวงตานี้จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า "วงกลมทิตเชะเนอร์"[1] แบบของภาพที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ ภาพมีวงกลมขนาดเท่ากันสองวงอยู่ติด ๆ กัน วงกลมหนึ่งล้อมรอบด้วยวงกลมใหญ่ ๆ ในขณะที่อีกวงกลมหนึ่งล้อมรอบด้วยวงกลมเล็ก ๆ โดยเอาชุดวงกลมมาวางต่อกัน วงกลมตรงกลางที่ล้อมรอบด้วยวงกลมใหญ่ ๆ ดูเล็กกว่าวงกลมที่ล้อมรอบด้วยวงกลมเล็ก ๆ

งานวิจัยเร็ว ๆ นี้เสนอว่า องค์ประกอบสำคัญสองอย่างที่ทำให้เกิดการลวงก็คือ ระยะทางของวงกลมที่ล้อมรอบจากวงกลมตรงกลาง และความสมบูรณ์ของวงที่ล้อมรอบ ภาพลวงตานี้จึงคล้ายกับภาพลวงตาอีกอย่างหนึ่งคือ Delboeuf illusion คือ ถ้าวงกลมที่ล้อมรอบอยู่ใกล้วงกลมตรงกลาง วงกลมตรงกลางดูใหญ่กว่า และถ้าวงกลมล้อมรอบอยู่ไกล วงกลมตรงกลางก็จะดูเล็กกว่า โดยไม่สำคัญว่า วงกลมตรงกลางและวงกลมล้อมรอบจะมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน ถึงแม้ว่า ตัวแปรคือระยะทางจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเห็นภาพลวง แต่ว่าตัวแปรคือขนาดของวงกลมที่ล้อมรอบก็ยังเป็นตัวจำกัดว่า วงกลมที่ล้อมรอบนั้นสามารถจะอยู่ชิดกับวงกลมตรงกลางได้ขนาดไหน จึงทำให้งานวิจัยหลายงาน สับสนตัวแปรสองอย่างนี้[1]

ภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์มีบทบาทสำคัญในข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความมีอยู่ของทางสัญญาณสองทาง (วิถีประสาทสองทาง) เพื่อการรับรู้ (perception) และเพื่อการกระทำ (action) ในระบบสายตา[2] คือ มีการเสนอว่า ภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ทำการรับรู้เกี่ยวกับขนาดให้บิดเบือน แต่ไม่มีผลกับการกระทำ งานวิจัยของนักประสาทวิทยาศาสตร์ เม็ลวิน กูดเดล์ แสดงว่า เมื่อให้สัตว์ทดลองตอบสนองต่อวัตถุกลม ๆ ที่มีอยู่จริง ๆ โดยจัดระเบียบเลียนแบบภาพลวง ด้วยการจับวัตถุกลมที่ตรงกลาง การปรับขนาดของมือเพื่อจับวัตถุนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ได้รับอิทธิพลจากการรับรู้ที่บิดเบือนนั้น คือสัตว์ทดลองเห็นขนาดผิด แต่กลับคว้าจับวัตถุได้เป็นปกติ[3] แม้จะมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่ยืนยันว่า ภาพลวงตาที่หลอกขนาดเช่นภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ ไม่มีผลต่อการปรับขนาดของมือเพื่อจับวัตถุ แต่ก็มีงานอื่น ๆ อีกที่แสดงว่า ภาพลวงตามีผลต่อทั้งการรับรู้ และทั้งการกระทำ[4]

งานวิจัยที่ใช้อุปกรณ์สร้างภาพในประสาท (neuroimaging) เสนอว่า มีสหสัมพันธ์เชิงผกผัน (inverse correlation) ระหว่างความไวของบุคคลต่อภาพลวงตาประเภทเดียวกับภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ (เช่น Ponzo illusion) กับขนาดของคอร์เทกซ์สายตาปฐมภูมิที่ต่าง ๆ กันไปในแต่ละบุคคล คือคอร์เทกซ์ของบุคคลยิ่งใหญ่ ภาพก็มีประสิทธิภาพในการลวงตาน้อยลง (และนัยตรงกันข้ามก็จริงด้วย)[5] ส่วนงานวิจัยด้านช่วงพัฒนาการเสนอว่า การลวงตานั้นอาศัยความไวต่อสิ่งแวดล้อม (คือวัตถุที่อยู่แวดล้อม) คือ เมื่อทำการทดสอบกับเด็กวัย 10 ขวบและน้อยกว่านั้น เทียบกับนักศึกษามหาวิทยาลัย การลวงตาโดยเทียบขนาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งในผู้ใหญ่ผู้มีความไวต่อสิ่งแวดล้อม มากกว่าในเด็กน้อยผู้ไม่มีความไวต่อวัตถุที่แวดล้อม[6]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Roberts B, Harris MG, Yates TA. (2005). "The roles of inducer size and distance in the Ebbinghaus illusion (Titchener circles) .". Perception. 34 (7): 847–56. doi:10.1068/p5273. PMID 16124270. 
  2. M.A. Goodale and A.D. Milner (January 1992). "Separate pathways for perception and action". Trends in Neuroscience 15 (1): 20–25. doi:10.1016/0166-2236 (92) 90344-8 Check |doi= value (help). PMID 1374953. 
  3. MA Goodale (2011). "Transforming vision into action.". Vision Res. 51 (14): 1567–87. doi:10.1016/j.visres.2010.07.027. PMID 20691202. 
  4. V.H. Franz, F. Scharnowski and K.R. Gegenfurtner (2005). "Illusion effects on grasping are temporally constant not dynamic". J Exp Psychol Hum Percept Perform 31 (6): 1359–1378. doi:10.1037/0096-1523.31.6.1359. PMID 16366795. 
  5. D Samuel Schwarzkopf, Chen Song & Geraint Rees (January 2011). "The surface area of human V1 predicts the subjective experience of object size". Nature Neuroscience 14 (1): 28–30. doi:10.1038/nn.2706. PMC 3012031. PMID 21131954. 
  6. Martin J. Doherty, Nicola M. Campbell, Hiromi Tsuji and William A. Phillips (2010). "The Ebbinghaus illusion deceives adults but not young children". Developmental Science 13: 714–721. doi:10.1111/j.1467-7687.2009.00931.x.