บ๊อช
ส่วนงานวิจัยและพัฒนาขั้นสูงขององค์กรในเรนนิงเงิน ประเทศเยอรมนี | |
ชื่อท้องถิ่น | Robert Bosch GmbH |
|---|---|
| ประเภท | เอกชน |
| อุตสาหกรรม | พหุอุตสาหกรรม |
| ก่อนหน้า | Eisemann-Werke Friedrich Hesser, Maschinenfabrik |
| ก่อตั้ง | 15 พฤศจิกายน 1886 |
| ผู้ก่อตั้ง | โรแบร์ท บ๊อช |
| สำนักงานใหญ่ | โรแบร์ท-บ๊อช-พลัทซ์ 1, 70839 แกร์ลิงเงิน, บาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค, ประเทศเยอรมนี |
| พื้นที่ให้บริการ | ทั่วโลก |
| บุคลากรหลัก | ชเต็ฟฟัน ฮาร์ทุง (CEO, CTO, และCDO) |
| ผลิตภัณฑ์ | |
| รายได้ | |
รายได้จากการดำเนินงาน | |
รายได้สุทธิ | |
| สินทรัพย์ | |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | |
| เจ้าของ | มูลนิธิโรเบิร์ต บ๊อช (92%) ตระกูลบ๊อช (8%) |
พนักงาน | 429,416 (2023)[1] |
| บริษัทในเครือ | |
| เว็บไซต์ | bosch.com |
บจ.โรเบิร์ต บ๊อช (อังกฤษ: Robert Bosch GmbH; /bɒʃ/; ภาษาเยอรมัน: [bɔʃ] ) รู้จักทั่วไปในชื่อ บ๊อช (เขียนว่า BOSCH) เป็นบริษัทวิศวกรรมและเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติเยอรมัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในแกร์ลิงเงิน รัฐบาเดิน-เวือร์ทเทิมแบร์ค ประเทศเยอรมนี บริษัทก่อตั้งโดยโรแบร์ท บ๊อชในชตุทการ์ทใน ค.ศ. 1886[2] บ๊อชร้อยละ 94 เป็นเจ้าของโดยมูลนิธิโรเบิร์ต บ๊อช (Robert Bosch Stiftung) ซึ่งเป็นสถาบันการกุศล[3] แม้สถาบันการกุศลนี้จะได้รับเงินทุนจากการถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงและเกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพและสังคมที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบ๊อช
บ๊อชมีขอบเขตการดำเนินงานหลักกระจายอยู่ในสี่กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีขับเคลื่อน (ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือไฟฟ้า) กลุ่มเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (รวมถึงระบบขับเคลื่อนและควบคุม) และกลุ่มเทคโนโลยีพลังงานและอาคาร[4] ในด้านรายได้ บ๊อชคือผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุด
ประวัติศาสตร์
[แก้]ค.ศ. 1886–1920
[แก้]
บริษัทแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นที่สวนหลังบ้านในชตุทการ์ทตะวันตกในชื่อ Werkstätte für Feinmechanik und Elektrotechnik (โรงงานกลไกความเที่ยงตรงและวิศวกรรมไฟฟ้า) เมื่อ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1886[5] ปีถัดมาบ๊อชนำเสนอแม็กนีโตแรงต่ำสำหรับเครื่องยนต์แก๊ส
จาก ค.ศ. 1897 บ๊อชเริ่มติดตั้งอุปกรณ์จุดระเบิดด้วยแม็กนีโตในยานยนต์และกลายเป็นผู้จัดหาระบบจุดระเบิด ใน ค.ศ. 1902 ก็อทโลพ โฮน็อยท์ หัวหน้าวิศวกรของบ๊อช เปิดตัวระบบจุดระเบิดด้วยแม็กนีโตแรงสูงพร้อมด้วยหัวเทียน[6]
ใน ค.ศ. 1901 บ๊อชเปิดโรงงานแห่งแรกในชตุทการ์ท ใน ค.ศ. 1906 บริษัทได้ผลิตแม็กนีโตชิ้นที่ 100,000 ในปีเดียวกันนั้นเอง บ๊อชยังริเริ่มการทำงานวันละแปดชั่วโมงสำหรับพนักงาน ต่อมาใน ค.ศ. 1910 โรงงานฟ็อยอาร์บัค (Feuerbach) กูถูกก่อตั้งและสร้างขึ้นใกล้กับชตุทการ์ท และใน ค.ศ. 1914 บ๊อชก็เริ่มผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและไฟหน้ารถยนต์ "Bosch-Light" ในโรงงานแห่งนี้ โดยระบบไฟหน้านี้ได้เปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1913[7]
การเริ่มต้นของการใช้ยานยนต์ในการจราจรทางถนนทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วมากหลัง ค.ศ. 1900 ขณะที่บ๊อชมีพนักงาน 45 คนใน ค.ศ. 1901 แต่จำนวนก็เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,000 คนภายใน ค.ศ. 1908[7]
ใน ค.ศ. 1913 บ๊อชก่อตั้งโรงฝึกงานขึ้นมาเพื่อรับสมัครเยาวชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำงานในการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับยานยนต์[7] การพัฒนาในระดับสากลของบ๊อชเริ่มต้นขึ้นใน ค.ศ. 1898 ด้วยการเปิดสาขาที่ลอนดอน ตามมาในปีถัดไปที่ปารีส เวียนนา และบูดาเปสต์ ภายใน ค.ศ. 1909 บ๊อชมีตัวแทนการค้าอยู่ในทุกทวีป ได้แก่ ค.ศ. 1906 ในนิวยอร์ก (สหรัฐ) และโจฮันเนสเบิร์ก (แอฟริกาใต้) ค.ศ. 1907 ในซิดนีย์ (ออสเตรเลีย) ค.ศ. 1908 ในบัวโนสไอเรส (อาร์เจนตินา) ค.ศ. 1909 ในเซี่ยงไฮ้ (จีน) ค.ศ. 1910 ในรีโอเดจาเนโร (บราซิล) ค.ส. 1911 ในโตเกียว (ญี่ปุ่น) บ๊อชเปิดโรงงานแห่งแรกนอกประเทศเยอรมนีที่ปารีสใน ค.ศ. 1905 และโรงงานแห่งแรกในทวีปอื่นใน ค.ศ. 1912 ในสปริงฟีลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ (สหรัฐ)[7]
ใน ค.ศ. 1917 บ๊อชเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทมหาชน (corporation) และคงสถานะนั้นเรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1937 เมื่อโรแบร์ท บ๊อชกลับมาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวอีกครั้งหลังเขาซื้อหุ้นของตนเองคืนมา ในกระบวนการนี้ บริษัทได้เปลี่ยนมาเป็นบริษัทจำกัด (GmbH)[7]
ทศวรรษ 1920 – ค.ศ. 1945
[แก้]หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บ๊อชสูญเสียทรัพย์สินระหว่างประเทศส่วนใหญ่ไป รวมถึงโรงงานในสหรัฐด้วย บริษัทจึงต้องเริ่มสร้างกิจกรรมระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่เป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการเปิดตลาดในภูมิภาคอเมริกาใต้และเอเชียเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1922 บริษัท Illies & Company จัดตั้งสำนักงานขายสินค้าของบ๊อชขึ้นในงกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในปีต่อ ๆ มา บ๊อชทำสัญญากับคู่ค้าในเอเชีย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซียในปัจจุบัน และในทวีปอเมริกากับคู่ค้าในเม็กซิโก เปรู โคลอมเบีย และเอกวาดอร์[7]
ในทศวรรษ 1920 บ๊อชขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อรวมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยียานยนต์จำนวนมากที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ในการใช้งานประจำวัน ได้แก่ แตรไฟฟ้า (1921) ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้ารถ (1926) และไฟเลี้ยว ("trafficator", 1927)[7]
ใน ค.ศ. 1927 บ๊อชเปิดตัวปั๊มหัวฉีดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ใน ค.ศ. 1932 บ๊อชเข้าซื้อกิจการการผลิตเครื่องใช้แก๊สจากบริษัท Junkers & Co. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงของบริษัท และในปีเดียวกัน บริษัทยังพัฒนาสว่านไฟฟ้าเครื่องแรกและเปิดตัววิทยุติดรถยนต์เครื่องแรก จากนั้นใน ค.ศ. 1933 บ๊อชก็นำเสนอตู้เย็นไฟฟ้าเครื่องแรกสำหรับครัวเรือนส่วนตัว[7]
ความร่วมมือของนาซี
[แก้]ในปลาย ค.ศ. 1933 การเจรจาระหว่างโรเบิร์ต บ๊อช อาเก (Robert Bosch AG) และพรรคนาซีเกี่ยวกับการย้ายฐานการผลิตอาวุธบางส่วนไปยังพื้นที่ตอนในของเยอรมนีได้เริ่มต้นขึ้น บ๊อชก่อตั้งโรงงานทางเลือกสองแห่งใน ค.ศ. 1935 และ 1937 ได้แก่ Dreilinden Maschinenbau GmbH ในไคลน์มัคนอว์ใกล้กับเบอร์ลิน และ Elektro- und Feinmechanische Industrie GmbH (ต่อมาคือ Trillke-Werke GmbH) ในฮิลเดิสไฮม์ โรงงานทั้งสองแห่งนี้ใช้สำหรับการผลิตอาวุธโดยเฉพาะ "โรงงานเงา" เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้ความลับสุดยอดและได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่นาซี[8] ใน ค.ศ. 1937 บ๊อช อาเกเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทจำกัด (GmbH)
บริษัท Dreilinden Maschinenbau GmbH (DLMG) บริษัทในเครือของบ๊อชที่ตั้งอยู่ในไคลน์มัคนอว์มีพนักงานประมาณ 5,000 คน โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานเกณฑ์ เชลยศึก และนักโทษหญิงจากค่ายกักกัน รวมถึงผู้หญิงจำนวนมากจากการลุกฮือที่วอร์ซอ[9] ในฮิลเดิสไฮม์ โรงงานลับถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดสำหรับรถถัง รถแทรกเตอร์ และรถบรรทุกของกองทัพเยอรมัน (แวร์มคัท์) ใน ค.ศ. 1944 โรงงาน Trillke มีพนักงาน 4,290 คน เป็นชายและหญิง โดย 2,019 คนเป็นแรงงานเกณฑ์ เชลยศึก และผู้ถูกคุมขังทางทหาร[ต้องการอ้างอิง] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีคนงานอย่างน้อย 3,000 คนในแผนกช่างกลของโรงงานบ๊อชฮิลเดิสไฮม์ เกือบทั้งหมดมาจากประเทศใกล้เคียงที่ถูกยึดครอง มีคนงานชาวเยอรมันที่บันทึกไว้เพียง 200 คน[10]
ในช่วงปีท้าย ๆ ของสงคราม ไม่มีรถถังเยอรมันคันใหม่คันไหนเลยที่ขับเคลื่อนได้โดยปราศจากชิ้นส่วนสตาร์ตจากโรงงานบ๊อชในฮิลเดิสไฮม์ บ๊อชยังคงมีสถานะผูกขาดในการจัดหาอุปกรณ์สำหรับเครื่องบินของกองทัพอากาศเยอรมัน (ลุฟท์วัฟเฟอ) ด้วย[11]
ระหว่างสงคราม การผลิตถูกกระจายศูนย์ออกไปอีก บ๊อชผลิตในโรงงานจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และย้ายส่วนหนึ่งของการผลิตไปยังโรงงาน 213 แห่งในกว่า 100 สถานที่[ต้องการอ้างอิง]
ศตวรรษที่ 21
[แก้]ใน ค.ศ. 2001 บ๊อชเข้าซื้อกิจการ Mannesmann Rexroth AG ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ๊อช เร็กซ์รอท อาเก (Bosch Rexroth AG) ในปีเดียวกันนั้น บริษัทเปิดศูนย์ทดสอบแห่งใหม่ที่ไฟทาเดิน ใกล้กับอาร์เยโพลกทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน และในอีกสามปีต่อมาคือ ค.ศ. 2004 ก็เปิดศูนย์พัฒนาแห่งใหม่ที่อับชตัท ประเทศเยอรมนี
ใน ค.ศ. 2002 บ๊อชเข้าซื้อกิจการของ Philips CSI ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และระบบการสื่อสารและระบบรักษาความปลอดภัยระดับมืออาชีพที่หลากหลาย รวมถึงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ระบบการประชุม และระบบเสียงตามสาย[12]
ในช่วงทศวรรษ 2000 บริษัทพัฒนาเบรกไฟฟ้าไฮดรอลิก ระบบฉีดเชื้อเพลิงรางร่วมพร้อมหัวฉีดเพียโซ วิทยุติดรถยนต์ดิจิทัลพร้อมเครื่องเล่นแผ่นดิสก์ และไขควงไร้สายที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใน ค.ศ. 2003
ใน ค.ศ. 2004 บ๊อชซื้อกิจการ Sigpack Systems มาจาก SIG[13]
บ๊อชได้รับรางวัล Deutsche Zukunftspreis (รางวัลอนาคตเยอรมัน) จากประธานาธิบดีเยอรมันใน ค.ศ. 2005 และ 2008 มีการวางแผนศูนย์พัฒนาแห่งใหม่ใน ค.ศ. 2008 ในเรนนิงเงิน ใน ค.ศ. 2014 แผนกแรกเริ่มย้ายเข้าสู่ศูนย์แห่งใหม่ ขณะที่แผนกที่เหลือย้ายตามมาใน ค.ศ. 2015
ใน ค.ศ. 2006 บ๊อชเข้าซื้อกิจการ Telex Communications และ Electro-Voice
ใน ค.ศ. 2009 บ๊อชลงทุนไปประมาณ 3,600 ล้านยูโรในการพัฒนาและวิจัย มีการจดสิทธิบัตรประมาณ 3,900 ฉบับต่อปี นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้แล้ว บริษัทยังวางแผนลงทุนในด้านใหม่ ๆ เช่น วิศวกรรมชีวเวช
จีนเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตของบ๊อช ใน ค.ศ. 2012 บ๊อชมีพนักงาน 34,000 คนและมีรายได้ 41,700 ล้านหยวน (ประมาณ 5,000 ล้านยูโร) ในประเทศจีน
- 2012 – ซื้อกิจการ SPX Service Solutions[14][15]
- 2012 – บ๊อชขายธุรกิจระบบเบรกพื้นฐานให้กับ KPS Capital Partners ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Chassis Brakes International[16]
- 2013 – บ๊อชประกาศว่าจะออกจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์
- 2014 – บ๊อชเริ่มเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการ Red Bend Software ของอิสราเอล[17]
- 2014 – บ๊อชเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 จากกิจการร่วมค้าเดิมของ BSH Bosch และ Siemens Hausgeräte GmbH (ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า)[18]
- 2014 – อชได้รับรางวัลรางวัลพันธมิตรอัจฉริยะของสหรัฐสาขาความปลอดภัยทางกายภาพประจำปี 2014 จาก Ingram Micro Inc.[19]
- 2015 – บ๊อชเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ของกิจการร่วมค้าเดิมของ ZF Lenksysteme (ระบบบังคับเลี้ยว) GmbH (เดิมเป็นการร่วมทุน 50/50 กับ ZF Friedrichshafen)
- 2015 – อชเข้าซื้อกิจการ Seeo, Inc. บริษัทสตาร์ตอัปที่พัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบโซลิดสเตต[20][21]
ใน ค.ศ. 2020 บ๊อชให้ทุนสนับสนุนการจัดทำรายงานชื่อ "การลดคาร์บอนจากการขนส่งทางถนน: ไม่มีกระสุนเงินวิเศษ" ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมของรถพลังงานไฟฟ้า[22]
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2021 ฟ็อลคส์วาเกินยื่นฟ้องแบบกลุ่มเป็นมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อบ๊อชและคอนติเนนทอล อาเก (Continental AG) ในสหรัฐหลังฟ็อลคส์วาเกินถูกบังคับให้ลดการผลิตลงเนื่องจากปัญหาการขาดแบคไมโครชิปสำหรับยานยนต์[23][24] วันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 2021 ศาลอุทธรณ์สหรัฐประจำเขต 9 ยืนยันคำตัดสินว่าบ๊อชเป็นฝ่ายชนะคดีในทุกข้อกล่าวหา[25]
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 บ๊อช แพคเกจิง เทคโนโลยี เปลี่ยนชื่อเป็นซินเทกอน (Syntegon)[26]
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2021 บ๊อชทำพิธีเปิดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งบริษัทได้ลงทุนไป 1,200 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการลงทุนในโครงการเดียวที่ใหญ่ที่สุดของบ๊อชเท่าที่เคยมีมา[27]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 บ๊อชประกาศเข้าซื้อกิจการ Five.ai สตาร์ตอัปด้านการขับขี่อัตโนมัติ[28]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2022 บ๊อชประกาศว่าเข้าซื้อกิจการ Arioso Systems ผู้ผลิตลำโพงไมโคร MEMS (ระบบไมโครอิเล็กโทรเมคานิกส์) ในเดรสเดิน บริษัทนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Bosch Sensortec GmbH[29]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2022 บ๊อชกล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าจะลงทุนประมาณ 3,000 ล้านยูโรในการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในอีกสี่ปีข้างหน้า พวกเขาจะเปิดโรงงานแห่งใหม่สองแห่งสำหรับการผลิตและการพัฒนาชิปคอมพิวเตอร์ในเดรสเดินและร็อยท์ลิงเงิน ประธานกรรมการ ชเต็ฟฟัน ฮาร์ทุง กล่าวว่าบริษัทไม่ได้สนใจจะสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัย แต่จะมุ่งเน้นไปที่ชิปขนาด 40 และ 200 นาโนเมตรที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์[30]
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2023 มีการประกาศว่าบ๊อชได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการบริษัท TSI Semiconductors ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ที่มีสำนักงานใหญ่ในโรสวิลเสร็จสมบูรณ์แล้ว[31]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2024 บ๊อชประกาศเข้าซื้อกิจการธุรกิจทำความร้อนและเครื่องปรับอากาศของ Johnson Controls เป็นมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์[32]
บทบาทในซอฟต์แวร์โกงการปล่อยมลพิษ
[แก้]ใน ค.ศ. 2006 ผู้บริหารของฟ็อลคส์วาเกินขอความช่วยเหลือจากบ๊อชในการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้โกงการปล่อยมลพิษ ฟ็อลคส์วาเกินถือเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบ๊อช วิศวกรของฟ็อลคส์วาเกินให้รายละเอียดคุณสมบัติที่ต้องการแก่บ๊อช ซึ่งบ๊อชก็เป็นผู้เขียนโค้ดที่จำเป็น เห็นได้ชัดว่าบ๊อชมีความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของซอฟต์แวร์ดังกล่าวและขอให้ฟ็อลคส์วาเกินรับผิดชอบหากมีการตรวจพบการทุจริต แต่ฟ็อลคส์วาเกินปฏิเสธ[33]
ตั้งแต่ ค.ศ. 2008 บ๊อชจัดหาอุปกรณ์ควบคุมเครื่องยนต์และควบคุมส่วนผสมเชื้อเพลิงซึ่งบรรจุซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมายให้กับผู้ผลิตยานยนต์หลากหลายรายทั้งในประเทศและทั่วโลกจำนวนประมาณ 17 ล้านชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ดังกล่าว รถยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์ของบ๊อชจึงปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์เกินกว่าที่กฎระเบียบกำหนดไว้[34][35]
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 บ๊อชตกลงจ่ายเงินชดเชยให้ผู้บริโภคในสหรัฐจำนวน 327.5 ล้านดอลลาร์สำหรับบทบาทในการออกแบบซอฟต์แวร์[36][37] บ๊อชยังจัดหาซอฟต์แวร์ควบคุมการปล่อยมลพิษสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล V6 ขนาด 3.0 ลิตรของเฟียต ไครส์เลอร์ที่ใช้ในรถยนต์แกรนด์เชอโรกี SUV และแรม ทรักส์รุ่นปี 2014–2016 จำนวน 100,000 คันและตกลงจ่ายเงินให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจำนวน 27.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กว้างขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019[38] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2019 บ๊อชจ่ายค่าปรับอีก 100 ล้านดอลลาร์สำหรับความเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวดีเซลเกต[34][35]
การปฏิบัติการ
[แก้]ธุรกิจส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทบ๊อชจะถูกจัดกลุ่มออกเป็นสี่กลุ่มธุรกิจดังต่อไปนี้[39]
เทคโนโลยีอุตสาหกรรม
[แก้]ในปีงบประมาณ 2019 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสร้างยอดขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของยอดขายทั้งหมดของกลุ่มบริษัทบ๊อช[3] ภาคส่วนนี้รวมถึงแผนกเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนและควบคุม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมถึงระบบขับเคลื่อน ระบบควบคุม และระบบการเคลื่อนที่เชิงเส้นแบบปรับแต่งได้สำหรับการใช้งานด้านระบบอัตโนมัติในโรงงาน การก่อสร้างและวิศวกรรมโรงงาน และเครื่องจักรเคลื่อนที่
แผนกที่สองคือเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ให้บริการกระบวนการและบรรจุภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมยาและอาหาร กลุ่มผลิตภัณฑ์ของแผนกนี้ประกอบด้วยเครื่องจักรเดี่ยว ระบบ และบริการ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 แผนกนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกด้านเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์[40] ใน ค.ศ. 2018 บ๊อชตัดสินใจมองหาเจ้าของใหม่สำหรับธุรกิจนี้ บจ.โรเบิร์ต บ๊อช แมนูแฟกเจอริง โซลูชันส์, ชตุทการ์ท (Robert Bosch Manufacturing Solutions GmbH, Stuttgart) ผู้ให้บริการระบบการประกอบภายในของบ๊อช ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบ๊อช ซึ่งจนถึงตอนนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผนกเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์
นอกจากนี้ หน่วยธุรกิจอุตสาหกรรมเชื่อมต่อบ๊อช (Bosch Connected Industry) ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์และดำเนินโครงการอินดัสตรี 4.0 ให้กับลูกค้าทั้งภายในและภายนอก ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาคส่วนธุรกิจเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้น ค.ศ. 2018
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 แผนกเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์บ๊อชเปลี่ยนชื่อเป็นซินเทกอน (Syntegon)[26]

สินค้าอุปโภคบริโภค
[แก้]กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 23 ของยอดขายรวมของกลุ่มบริษัทบ๊อชใน ค.ศ. 2019[3] แผนกเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับมืออาชีพ และ DIY เป็นผู้จัดหาเครื่องมือไฟฟ้า อุปกรณ์เสริมสำหรับเครื่องมือไฟฟ้า และเทคโนโลยีการวัด นอกเหนือจากเครื่องมือไฟฟ้า เช่น สว่านกระแทก ไขควงไร้สาย และเลื่อยจิ๊กซอว์แล้ว ผลิตภัณฑ์ของแผนกนี้ยังรวมถึงอุปกรณ์ทำสวน เช่น เครื่องตัดหญ้า เครื่องเล็มพุ่มไม้ และเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จุดเน้นอย่างหนึ่งของแผนกคือเครื่องมือไร้สายที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือเครื่องมือและบริการที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
ด้วยความสนใจที่ทับซ้อนกับธุรกิจด้านยานยนต์ของบ๊อช ทำให้บ๊อชเป็นผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า[41] โดยนำเสนอทั้งมอเตอร์และระบบที่เชื่อมต่อกับจักรยานไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ จอแสดงผล และบริการดิจิทัล แผนกระบบจักรยานไฟฟ้าของพวกเขาถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2009[42]
กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคยังรวมถึงบจ.เบเอสฮา เฮาส์เกเรเทอ (BSH Hausgeräte GmbH) ซึ่งนำเสนอเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และเชื่อมต่อกันมากขึ้นอย่างหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีตั้งแต่เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าไปจนถึงตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เตาและเตาอบ รวมถึงเครื่องล้างจาน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องชงกาแฟ และเครื่องเตรียมอาหาร
ตราสินค้าในกลุ่มนี้ประกอบด้วย:
- เดรเมิล (Dremel)
- ซีเมนส์ (Siemens - ภายใต้สัญญาอนุญาต)
- คอนสตรักตา-เนฟฟ์ (Constructa-Neff)
- กักเกอเนาเฮาส์เกเรเทอ (Gaggenau Hausgeräte)
- เทอร์มาดอร์ (Thermador)
เทคโนโลยีพลังงานและอาคาร
[แก้]
ใน ค.ศ. 2019 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานและอาคารสร้างยอดขายร้อยละ 7 ของยอดขายทั้งหมดของกลุ่มบริษัทบ๊อช[3] แผนกเทคโนโลยีอาคาร (เดิมชื่อระบบรักษาความปลอดภัย) มีธุรกิจสองด้าน ได้แก่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ทั่วโลกสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยและการสื่อสาร และธุรกิจผู้รวบรวมระบบระดับภูมิภาค ธุรกิจหลังให้บริการด้านความปลอดภัยของอาคาร ประสิทธิภาพพลังงาน และระบบอัตโนมัติในอาคารในบางประเทศ ทั้งสองหน่วยมุ่งเน้นการใช้งานเชิงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมระบบเฝ้าระวังวิดีโอ ระบบตรวจจับการบุกรุก ระบบตรวจจับอัคคีภัยและระบบแจ้งเตือนด้วยเสียง รวมถึงระบบควบคุมการเข้าออก และระบบเสียงระดับมืออาชีพและการประชุม
แผนกเทอร์โมเทคโนโลยีของ Thermotechnik GmbH นำเสนอระบบสำหรับการปรับอากาศ น้ำร้อน และการจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์ โดยจะให้บริการระบบทำความร้อนและการจัดการพลังงานสำหรับอาคารที่พักอาศัย เครื่องทำน้ำอุ่น รวมถึงระบบทำความร้อนและปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม
แผนกบ๊อชโกลบอลเซอร์วิสโซลูชัน (Bosch Global Service Solutions) ให้บริการการเอาต์ซอร์ซสำหรับกระบวนการทางธุรกิจและบริการต่าง ๆ โดยหลักแล้วสำหรับลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ การเดินทาง และโลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ ภายในบ๊อชเอง แผนกนี้ยังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ให้บริการส่วนกลางอีกด้วย
บจ.โรเบิร์ต บ๊อช สมาร์ตโฮม นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและควบคุมด้วยแอปพลิเคชันได้
ตราสินค้าในกลุ่มนี้ประกอบด้วย:
- ไดนาคอร์ด (Dynacord)
- อิเล็กโทร-วอยซ์ (Electro-Voice)
- เทเล็กซ์ (Telex)
- วุร์สเตอร์ บ๊อช (Worcester Bosch)
- ยุงเคิร์ส (Junkers)
พื้นที่ธุรกิจอื่น ๆ
[แก้]กลุ่มบริษัทบ๊อชยังดำเนินงานในธุรกิจด้านอื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในภาคส่วนใดเป็นพิเศษ[39]
บจ.บ๊อช เฮลท์แคร์ โซลูชันส์ (Bosch Healthcare Solutions GmbH) เป็นบริษัทย่อยที่บ๊อชถือหุ้นทั้งหมด บริษัทย่อยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 2015 ธุรกิจนี้ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์[43] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 บ๊อช เฮลท์แคร์ โซลูชั่นส์ ประกาศว่าได้พัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยสำหรับการตรวจจับไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของการระบาดทั่วของโควิด-19 โดยใช้เวลาไม่ถึงสามชั่วโมง ตามข้อมูลของบ๊อช การทดสอบนี้สามารถทำได้โดยตรง ณ จุดดูแล (point of care) ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการขนส่งตัวอย่าง[44]
บจ.เดอะโกรว์แพล็ตฟอร์ม (The Grow Platform GmbH) เป็นนิติบุคคลของโกรว์และเป็นบริษัทลูก 100% ของบ๊อช คอร์ปอเรชั่น โกรว์ (Bosch Corporation. Grow) เป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ตอัปภายในองค์กร
บจ.โรเบิร์ต บ๊อช เวนเจอร์ แคปิตอล (Robert Bosch Venture Capital GmbH - RBVC หรือที่รู้จักในชื่อบ๊อช เวนเจอส์) คือบริษัทเงินร่วมลงทุนของกลุ่มบริษัทบ๊อช RBVC ลงทุนทั่วโลกในบริษัทสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม กิจกรรมการลงทุนของบริษัทมุ่งเน้นไปที่บริษัทเทคโนโลยีที่ดำเนินงานด้านธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับบ๊อชในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะในด้านระบบอัตโนมัติและการใช้พลังงานไฟฟ้า ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยีส่งเสริมการพัฒนา และระบบบริการสุขภาพ RBVC ยังลงทุนในบริการและโมเดลธุรกิจ รวมถึงวัสดุใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้นด้วย[45]
ที่ตั้ง
[แก้]
ด้วยเครือข่ายที่ซับซ้อนของบริษัทย่อยและหน่วยงานระดับภูมิภาคกว่า 468 แห่ง บริษัทดำเนินงานในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เมื่อรวมพันธมิตรด้านการขายและบริการ เครือข่ายการผลิต วิศวกรรม และการขายทั่วโลกของบ๊อชครอบคลุมเกือบทุกประเทศทั่วโลก ที่ 125 แห่งทั่วโลก บ๊อชมีพนักงานประมาณ 90,100 คนในส่วนการวิจัยและพัฒนา
การดำเนินงานในอังกฤษ
[แก้]ในสหราชอาณาจักร บ๊อชมีสำนักงานใหญ่ขององค์กรตั้งอยู่ในเดนแฮม มณฑลบักกิงแฮมเชอร์ และมีพนักงานประมาณ 5,200 คน นอกจากนี้ยังมีสถานที่ตั้งของกลุ่มบริษัทบ๊อชอีกประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงคอเวนทรี, เกลนรอธส์, เซนต์นีโอตส์, สต็อกพอร์ต, สโตว์มาร์เก็ต, ลิเวอร์พูล, มิลตันคีนส์, วุร์สเตอร์ และยอร์ก[46]
นอกเหนือจากหน้าที่ด้านการขายและการสนับสนุนสำหรับธุรกิจทุกภาคส่วนของบ๊อชในภูมิภาคแล้ว บริษัทยังผลิตระบบหม้อไอน้ำ ระบบไฮดรอลิกเคลื่อนที่ รวมถึงเครื่องบรรจุภัณฑ์ ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ดูแลสวนและสนามหญ้าในสหราชอาณาจักร[47]
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2019 บ๊อชได้เปิดตัวลอนดอนคอนเนกเทอรี (London Connectory) "พื้นที่นวัตกรรมร่วม" ที่ตั้งอยู่ในย่านชอร์ดิตช์ ซึ่งเปิดกว้างสำหรับพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ตั้งแต่สตาร์ตอัปไปจนถึงองค์กรข้ามชาติ[48]
การดำเนินงานในสหรัฐ
[แก้]
โรเบิร์ต บ๊อช แอลแอลซี (Robert Bosch LLC - บริษัทในเครือของบ๊อชที่บ๊อชเป็นเจ้าของทั้งหมด) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในฟาร์มิงตันฮิลส์ รัฐมิชิแกน และพลิมัท รัฐมิชิแกน ศูนย์เทคโนโลยีวิจัยสามแห่งตั้งอยู่ในพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย, ซันนีเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย และเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์[49] โรงงานและศูนย์กระจายสินค้าตั้งอยู่ในเมานต์พรอสเปกต์ รัฐอิลลินอย; ฮอฟฟ์แมนเอสเตตส์ รัฐอิลลินอย; บรอดวิว รัฐอิลลินอย; เคนต์วูด รัฐมิชิแกน; วอร์เรน รัฐมิชิแกน; โอวาตันนา รัฐมินนิโซตา; วอลแทม รัฐแมสซาชูเซตส์; คลาร์กสวิลล์ รัฐเทนเนสซี; แอนเดอร์สัน รัฐเซาท์แคโรไลนา; ชาร์ลสตัน รัฐเซาท์แคโรไลนา; นิวเบิร์น รัฐนอร์ทแคโรไลนา และอีก 11 เมือง นอกจากนี้ยังมีสำนักงานบริษัทอีกสองแห่งในบราซิลและสิบแห่งในเม็กซิโก สำนักงานจัดซื้อกลางสำหรับทุกแผนกของกลุ่มบริษัทบ๊อชตั้งอยู่ในบรอดวิว รัฐอิลลินอย ในอเมริกาเหนือ บ๊อชมีพนักงานประมาณ 24,750 คนใน 80 แห่ง สร้างยอดขายได้ 8,800 ล้านดอลลาร์ใน ค.ศ. 2006[50]
ในเดือนพฤษภาคม 2015 บ.บ๊อช ซีเคียวริตี ซิสเต็มส์ (Bosch Security Systems Co.) เปิดศูนย์กระจายสินค้าที่สร้างขึ้นใหม่ในกรีเออร์ รัฐเซาท์แคโรไลนา ศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้เพิ่มพนักงานใหม่มากกว่า 50 คนในรัฐและจะทำหน้าที่รับ จัดเก็บ และจัดส่งสินค้ามากกว่า 50,000 รายการสำหรับระบบเฝ้าระวังวิดีโอ ระบบตรวจจับการบุกรุกและอัคคีภัย ระบบควบคุมการเข้าออกและระบบการจัดการ รวมถึงระบบเสียงระดับมืออาชีพและระบบการประชุม[51]
ใน ค.ศ. 2017 บ๊อชเปิดตัวศูนย์นวัตกรรม IoT แบบ Co-creation แห่งแรกของโลกที่ชื่อว่าคอนเนกทอรี (Connectory) ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ 1871 และตั้งอยู่ในอาคารเมอร์แชนไดซ์มาร์ต ใจกลางเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอย
การดำเนินงานในอินเดีย
[แก้]บ๊อชเข้ามาในอินเดียใน ค.ศ. 1922 เมื่อบริษัทอิลลีส์แอนด์คอมปานี (Illies & Company) ก่อตั้งสำนักงานขายขึ้นในโกลกาตา เป็นเวลาสามทศวรรษที่บริษัทดำเนินธุรกิจในตลาดอินเดียผ่านการนำเข้าเท่านั้น ใน ค.ศ. 1951 บจ.มอเตอร์อินดัสตรีส์ (Motor Industries Company Ltd. - MICO) ถูกก่อตั้งขึ้น และบ๊อชก็ซื้อหุ้นร้ยละ 49 ของบริษัทในทันที MICO กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว และหลังรัฐบาลอินเดียนำกฎระเบียบการนำเข้าที่เข้มงวดมาใช้ ก็มีการตั้งโรงงานขึ้นในอทุโกดิ บังกาลอร์ใน ค.ศ. 1953 เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้ใบอนุญาตของบ๊อช ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีการฝึกอบรมอาชีวศึกษาเกิดขึ้นด้วย นำไปสู่การก่อตั้งศูนย์อาชีวศึกษาใน ค.ศ. 1960 ภายใน ค.ศ. 1961 มีพนักงาน 2,000 คนทำงานในโรงงานบังกาลอร์ ซึ่งได้เริ่มธุรกิจส่งออกแล้ว และบ๊อชได้ซื้อหุ้น MICO ไปแล้วร้อยละ 57.5 สิ่งนี้ตามมาด้วยการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในโรงงาน MICO ในอินเดียในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 โดยโรงงานแห่งที่สองได้ถูกสร้างขึ้นในนาสิกใน ค.ศ. 1969–1971 และแห่งที่สามในนาคานาธาปุระใน ค.ศ. 1988 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 พนักงานของบ๊อชกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองนอกประเทศเยอรมนีตั้งอยู่ในอินเดียกระทั่งในที่สุดใน ค.ศ. 2008 MICO ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นบจ.บ๊อช[52]
บ๊อชอินเดียมีรายได้มากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐและมีพนักงานมากกว่า 31,000 คนกระจายอยู่ใน 10 แห่งและศูนย์พัฒนาแอปพลิเคชัน 7 แห่ง ประมาณร้อยละ 84 ของรายได้ของบ๊อชอินเดียมาจากธุรกิจยานยนต์ โดยที่เหลือร้อยละ 16 แบ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่ยานยนต์ที่รวมถึงบรรจุภัณฑ์ พลังงานและอาคาร เครื่องมือไฟฟ้า และธุรกิจค้าปลีกสำหรับผู้บริโภค[53] บ๊อชยังมีศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในปุเณ, ไฮเดอราบาด, โกยัมปุตตูร และเบงคลูรู ประเทศอินเดีย นี่คือการดำเนินงานด้าน R&D ที่ใหญ่ที่สุดของบ๊อชนอกตลาดบ้านเกิดของเยอรมนี[54] ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2014 บ๊อชประกาศเปิดตัวน้ำยาล้างตาที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่นของอินเดีย ระบบคัดกรองและตรวจจับดวงตาใหม่ของบริษัทนี้เป็นการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์และให้บริการดูแลดวงตาในราคาเข้าถึงได้
บ๊อชอินเดียจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[55]
ใน ค.ศ. 2022 แผนกวิศวกรรมและซอฟต์แวร์ของบ๊อช ซึ่งมีชื่อเดิมว่าโรเบิร์ต บ๊อช เอ็นจิเนียริงแอนด์บิสซิเนส โซลูชั่น (Robert Bosch Engineering and Business Solutions - RBEI) ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ๊อช โกลบอล ซอฟต์แวร์ เทคโนโลจีส์ (Bosch Global Software Technologies)[56]
การดำเนินงานในประเทศไทย
[แก้]การร่วมทุน
[แก้]เบเอสฮา เฮาส์เกเรเทอ
[แก้]บจ.เบเอสฮา เฮาส์เกเรเทอ (BSH Hausgeräte GmbH) ซึ่งบ๊อชเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดใน ค.ศ. 2014 เป็นหนึ่งในสามบริษัทชั้นนำของโลกในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในเยอรมนีและยุโรปตะวันตก เบเอสฮาเป็นผู้นำตลาด รวมถึงชื่อแบรนด์หลักอย่างบ๊อชและซีเมนซ์, กักเกอเนา, บาเลย์, เน็ฟฟ์, เทอร์มาดอร์, คอนสตรักตา, วีวาและอูเฟซา รวมถึงอีกหกตราสินค้าระดับภูมิภาค เครื่องใช้ไฟฟ้าของบ๊อชสำหรับตลาดอเมริกาเหนือส่วนใหญ่ผลิตที่โรงงานใกล้นิวเบิร์น รัฐนอร์ทแคโรไลนา
อีเอ็ม-โมทีฟ
[แก้]ไดม์เลอร์ อาเก (Daimler AG) และบ๊อชก่อตั้งกิจการร่วมค้า (JV) ในสัดส่วน 50:50 เพื่อพัฒนาและผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าใน ค.ศ. 2011 กิจการร่วมค้าดังกล่าวมีชื่อว่าบจ.อีเอ็ม-โมทีฟ (EM-motive GmbH) ทำหน้าที่ผลิตมอเตอร์ขับเคลื่อนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะการวิ่งในโรงงานในฮิลเดิสไฮม์ ประเทศเยอรมนี[57]
ใน ค.ศ. 2019 บ๊อชเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมดและเข้าควบคุมบริษัทได้อย่างสมบูรณ์[58]
พูโรเลเตอร์ฟิลเตอร์
[แก้]บ๊อชเคยเป็นเจ้าของร่วมบริษัทพูโรเลเตอร์ฟิลเตอร์ (Purolator Filters) ในรูปแบบกิจการร่วมค้ากับมันน์+ฮุมเมิล (Mann+Hummel) จนกระทั่ง ค.ศ. 2013 และใน ค.ศ. 2013 กลุ่มบริษัทมันน์+ฮุมเมิลได้เข้าซื้อหุ้นส่วนของบ๊อชไป[59]
เอสบีลิโมทีฟ
[แก้]ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 บ๊อชก่อตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อเอสบีลิโมทีฟ (SB LiMotive) โดยเป็นการร่วมทุนแบบ 50:50 กับซัมซุง เอสดีไอ (Samsung SDI)[60] บริษัทจัดพิธีสำหรับโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 28,000 ตารางเมตรในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 และมีกำหนดเริ่มการผลิตสำหรับรถยนต์ไฮบริดใน ค.ศ. 2011 และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใน ค.ศ. 2012 โรงงานแห่งนี้จะสร้างงาน 1,000 ตำแหน่งในอุลซัน ประเทศเกาหลี นอกเหนือจากพนักงาน 500 คนที่มีอยู่แล้วในเกาหลี เยอรมนี และสหรัฐ เอสบีลิโมทีฟยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 โดยทั้งสองบริษัทหันไปมุ่งเน้นที่แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ
การปรับเทียบระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง
[แก้]ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2020 บ๊อชและมิตเชลอินเตอร์เนชันแนล (Mitchell International) ร่วมมือกันพัฒนา MD-500 แท็บเล็ตไร้สายที่ผู้ประเมินการซ่อมสามารถใช้เชื่อมโยงโดยตรงไปยังขั้นตอนการซ่อมของผู้ผลิต (OEM repair procedures) จากรหัสปัญหาการวินิจฉัย (DTCs) อัปโหลดข้อมูลการสแกนก่อนและหลังการซ่อมโดยอัตโนมัติ และจัดทำรายงานการประเมินและการปรับเทียบได้ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 บ๊อชและมิตเชลเปิดตัว MD-TS21 ระบบเป้าหมายที่ช่วยให้ศูนย์ซ่อมสามารถปรับเทียบระบบตรวจจับจุดบอด กล้องหน้า และตัวตรวจจับเรดาร์ในรถยนต์ที่มีระบบ ADAS ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ[61][62][63]
กิจการองค์กร
[แก้]บจ.โรเบิร์ต บ๊อช รวมถึงบริษัทในเครือที่บ๊อชถือหุ้นทั้งหมดนั้นมีความพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่มากที่ยังคงเป็นของเอกชน และเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 92) ของบริษัทนั้นเป็นของมูลนิธิการกุศล ดังนั้น แม้กำไรส่วนใหญ่ของบริษัทจะถูกนำกลับไปลงทุนในบริษัทเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตและรักษาการเติบโตนั้นไว้ แต่ผลกำไรเกือบทั้งหมดที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นจะถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านมนุษยธรรมหรือกิจกรรมเพื่อสังคมและมนุษยชาติ
| ตระกูลบ๊อช ถือหุ้นร้อยละ 8 มีสิทธิ์ออกเสียงร้อยละ 7 | มูลนิธิโรเบิร์ต บ๊อช ถือหุ้นร้อยละ 92 ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง | หจก.ทรัสต์อุตสาหกรรม โรเบิร์ต บ๊อช ถือหุ้นร้อยละ 0.01 มีสิทธิออกเสียงร้อยละ 93 | |||||||||||||||||||||
| บจ.โรเบิร์ต บ๊อช เงินทุน: 1,200 ล้านยูโร | |||||||||||||||||||||||
จากแผนภาพข้างต้น มูลนิธิโรเบิร์ต บ๊อช (Robert Bosch Stiftung) ถือหุ้นร้อยละ 92 ของบจ.โรเบิร์ต บ๊อช แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง หจก.ทรัสต์อุตสาหกรรมโรเบิร์ต บ๊อช (Robert Bosch Industrietreuhand KG) ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกผู้บริหารของบริษัท ตัวแทนจากตระกูลบ๊อช และบุคคลสำคัญอื่น ๆ จากอุตสาหกรรม (เช่น เยอร์เกน ฮัมเบรชท์, CEO ของบีเอเอสเอฟ) มีสิทธิ์ออกเสียงร้อยละ 93 แต่ไม่มีการถือหุ้น (ร้อยละ 0.01) ส่วนที่เหลือร้อยละ 8 ของหุ้นและร้อยละ 7 ของสิทธิ์ออกเสียงถือครองโดยทายาทของผู้ก่อตั้งบจ.โรเบิร์ต บ๊อช[2][64]
บ๊อชลงทุนร้อยละ 9 ของรายได้ในการวิจัยและพัฒนา เกือบเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ร้อยละ 4.7[65]
ข้อโต้แย้ง
[แก้]ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 บริษัทวิศวกรรมบ๊อชของเยอรมนีเผชิญข้อกล่าวหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปต่อรัสเซียหลังทางการยูเครนรายงานว่าพบชิ้นส่วนของบ๊อชในพาหนะทางทหารของรัสเซีย[66][67]
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2024 รัฐบาลรัสเซียนำบริษัทลูกของบ๊อชในรัสเซียมาอยู่ภายใต้การบริหารชั่วคราวของบริษัทในเครือกัซพรอม โดยอ้างถึงการตอบโต้ความเป็นปรปักษ์ของชาติตะวันตก[68]
นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ระบุว่าบ๊อชรวมถึงบริษัทอื่น ๆ ได้จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งใจส่งออกไปยังตลาดยูเครนในรัสเซีย[69]
แนวปฏิบัติและริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม
[แก้]ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2019 บ๊อชกล่าวว่ามีแผนจะ "เป็นกลางทางคาร์บอนอย่างสมบูรณ์" ภายใน ค.ศ. 2020 ด้วยการลงทุนในพลังงานไฟฟ้าสะอาดและโครงการชดเชยคาร์บอน[70]
ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย
[แก้]บ๊อชได้จัดตั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยเทคนิคมิวนิกแห่งดาร์มชตัท
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 "Annual Report 2023" (PDF) (Press release). Robert Bosch GmbH. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2 พฤษภาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2024.
- 1 2 "Robert Bosch GmbH Company Profile". Yahoo! Finance.
- 1 2 3 4 "Annual Report 2020" (PDF) (Press release). Robert Bosch GmbH. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 31 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 12 เมษายน 2022.
- ↑ "Bosch Today 2018" (PDF). Bosch Global. 22 พฤษภาคม 2018. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 23 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2018.
- ↑ Theiner, Peter (15 ตุลาคม 2019). Robert Bosch: An Entrepreneur in an Age of Extremes (ภาษาอังกฤษ). C.H. Beck. ISBN 978-3-406-74146-3.
- ↑ "The beginnings 1886–1905". Bosch Global. Robert Bosch. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Bähr, Johannes; Erker, Paul (2015). Bosch. C.H. Beck. doi:10.17104/9783406683602. ISBN 978-3-406-68360-2.
- ↑ Heller, Michael (12 มกราคม 2014). "Companies in the Third Reich: Robert Bosch and the double balancing act". stuttgarter-zeitung.de. Stuttgarter-Zeitung. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 มกราคม 2020. สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2020.
Many forced laborers worked at the Bosch plants. Bähr and Erker estimate the total number at 20,000 forced laborers, including 1,200 concentration camp inmates. At the end of 1944, the share of forced labourers in the workforce was around 33 percent; in the whole of German industry it was about 25 percent in August 1944. It cannot be said that the forced laborers at Bosch fared better than elsewhere. Especially in the factories far from Stuttgart, such as in Kleinmachnow near Berlin or in Langenbielau (Bielawa) in Silesia, there were attacks. 'The Russian workers and prisoners of war were subjected to arbitrary acts and denunciations contrary to all the principles of the company, and concentration camp prisoners were brutally abused at the Langenbielau plant,' the historians write.
- ↑ "The Virtual Museum of the Holocaust and the Resistance – Irena Matusiak: Cookbooks and diaries". library.mcmaster.ca.
- ↑ Bergerson, Andrew Stuart (14 ตุลาคม 2004). Ordinary Germans in Extraordinary Times: The Nazi Revolution in Hildesheim (ภาษาอังกฤษ). Indiana University Press. p. 218. ISBN 978-0-253-11123-4.
- ↑ Air Science: Introduction to aviation (ภาษาอังกฤษ). Montgomery: U.S. Air University, Air Force Reserve Officer Training Corps. 1953. p. 48. "Even more poorly dispersed was aircraft magneto production, as the Bosch plant located at Stuttgart produced all the magnetos for the German military machine."
- ↑ Philips CSI sold to Bosch, 12 August 2002
- ↑ "100 years of innovation in the packaging industry". Process technology online - Konradin-Verlag Robert Kohlhammer. 7 กันยายน 2006. สืบค้นเมื่อ 31 ตุลาคม 2023.
- ↑ Bosch. "Bosch completes acquisition of SPX Corporation's Service Solutions business" (Press release). PR Newswire. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ "FTC approves Bosch buy of SPX Service Solutions, with conditions". Reuters. 26 พฤศจิกายน 2012. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ "Bosch sells brake unit to KPS Capital Partners". Automotive News Europe. 11 มกราคม 2012. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ Bosch in talks to buy Israel's Red Bend Software. Reuters, 20 August 2014
- ↑ . Siemens and Bosch, 22 September 2014
- ↑ By Press Release, Security Info Watch. "Bosch recognized as a top-performing U.S. technology company by Ingram Micro." 4 December 2014. 8 December 2014.
- ↑ "Bosch is buying Silicon Valley battery startup Seeo". Fortune. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ "Bosch acquires U.S. electric car battery developer Seeo". Reuters. 28 สิงหาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ "Aston Martin in row over 'sock puppet PR firm' pushing anti-electric vehicle study". The Guardian. 2 ธันวาคม 2020.
- ↑ Michael Nienaber (24 มกราคม 2021). "Volkswagen looks to claim damages from suppliers over chip shortages". Reuters.
- ↑ "VW may seek damages from Bosch and Conti over chip shortages". Automotive News Europe. 24 มกราคม 2021.
- ↑ "Bosch Secures Win in VW Dealers Proposed $1.2 Billion Class Action". Cleary Gottlieb. 26 มกราคม 2021.
- 1 2 Bosch Packaging Technology is now Syntegon | Syntegon
- ↑ "Bosch opens German chip plant, its biggest-ever investment". Reuters. 7 มิถุนายน 2021. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2021.
- ↑ "Bosch picks up Five.ai after the self-driving startup pivoted to B2B and then put itself up for sale". TechCrunch. 12 เมษายน 2022. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2022.
- ↑ "Evertiq - Bosch expands sensor business via acquisition". evertiq.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 29 เมษายน 2022.
- ↑ Wheatley, Mike (14 กรกฎาคม 2022). "Germany's Bosch to invest €3 billion in chip manufacturing and research". SiliconANGLE. SiliconANGLE Media. สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2022.
- ↑ Flaherty, Nick (4 กันยายน 2023). "Bosch completes acquisition of assets of TSI Semiconductors". eeNews Europe (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2023.
- ↑ "Bosch to buy Johnson Controls air-conditioning assets in $8 billion deal". reuters.
- ↑ Ewing, Jack (1 กุมภาพันธ์ 2017). "Supplier's Role Shows Breadth of VW's Deceit". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2017.
- 1 2 Levin, Doron (23 พฤษภาคม 2019). "German Parts Maker Bosch Gets Off With Relatively Light $100 Million Fine From VW Dieselgate". Forbes.
- 1 2 "Bosch pays 90-million-euro fine over diesel scandal". DW. 23 พฤษภาคม 2019.
- ↑ McGee, Patrick (1 กุมภาพันธ์ 2017). "Bosch reaches $328m settlement in VW emissions scandal". Financial Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 ธันวาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2017.
- ↑ Shepardson, David (1 กุมภาพันธ์ 2017). "VW, Robert Bosch agree to pay $1.55 billion to settle U.S. diesel claims". Reuters.
- ↑ Shepardson, David (10 มกราคม 2019). "Fiat Chrysler agrees to $800 million U.S. diesel-emissions settlement". Reuters. สืบค้นเมื่อ 11 มกราคม 2019.
- 1 2 "Bosch Today 2019" (PDF). Robert Bosch GmbH. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 12 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Sigpack Systems -100 years of innovation in the packaging industry". Process Technology. 7 กันยายน 2006. สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2023.
- ↑ Hunger, Mike (22 กันยายน 2023). "Bosch Performance Line CX Gen 4 - in our big ebike motor group test". E-MOUNTAINBIKE Magazine (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2025.
- ↑ eBike Inspection (8 กันยายน 2024). How Bosch is Dominating the E-bike industry!! Bosch E-bike System. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2025 – โดยทาง YouTube.
- ↑ "About us". Robert Bosch. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Bosch Develops Corona Test Tool to Detect Virus in Under Three Hours". The New York Times. 26 มีนาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2020.
- ↑ "Company Overview of Robert Bosch Venture Capital GmbH". RBVC Homepage. สืบค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2023.
- ↑ "Bosch in the UK". Bosch in the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Bosch UK Factsheet 2018" (PDF). Bosch UK. 12 พฤษภาคม 2019. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 12 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Keeping London on the move". Bosch in the United Kingdom. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.[ลิงก์เสีย]
- ↑ "Bosch – Bosch Research and Technology Center". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 ธันวาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 18 ธันวาคม 2014.
- ↑ "About Bosch in the USA". Bosch. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 มีนาคม 2008. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2008.
- ↑ Greer Today. "Bosch celebrates opening Greer distribution center." 6 May 2015. 14 May 2015.
- ↑ Hoffmann, Josefine (2020). "Agreements and Achievements – MICO in the German Bosch Archive". MIDA Archival Reflexicon: 3–4. ISSN 2628-5029 – โดยทาง MIDA 1706–1989).
- ↑ "Bosch enters healthcare space in India". The Times of India. 26 สิงหาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม 2016.
- ↑ Mishra, Ashish K. (6 พฤศจิกายน 2014). "Bosch's long tryst with India". Live Mint. สืบค้นเมื่อ 4 สิงหาคม 2017.
- ↑ "Bosch Share Price, Bosch Stock Price, Bosch Ltd. Stock Price, Share Price, Live BSE/NSE, Bosch Ltd. Bids Offers. Buy/Sell Bosch Ltd. news & tips, & F&O Quotes, NSE/BSE Forecast News and Live Quotes". moneycontrol.com. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2019.
- ↑ "RBEI is now Bosch Global Software Technologies". Hindu Business Line. 4 มกราคม 2022. สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2022.
- ↑ "Daimler, Bosch finalize EM-motive electric motor joint venture". Autoblog. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Bosch buys out Daimler's stake in electric motor JV". Automotive News Europe. 24 มกราคม 2019. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
- ↑ "Mann+Hummel Takes Over Purolator Filters Joint Venture from Bosch". Business Wire. 27 มีนาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2019.
- ↑ Sam Abuelsamid, Auto Blog. "Bosch and Samsung to team up on battery development." 27 June 2008. Retrieved 1 February 2017.
- ↑ "Bosch and Mitchell Introduce New Target Systems for Static ADAS Calibration". Cision. 3 กุมภาพันธ์ 2021.
- ↑ "Bosch and Mitchell Collaborate On New Tool". Tomorrow's Tech. 22 ตุลาคม 2020.
- ↑ "Bosch, Mitchell Introduce New Target System for Static ADAS Calibration". Body Shop Business. 3 กุมภาพันธ์ 2021.
- ↑ Robert Bosch Stiftung: Über uns. Retrieved 11 August 2008
- ↑ Muller, Joann (28 พฤศจิกายน 2005). "Parts for the Sensitive Car". Forbes. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 กันยายน 2006.
- ↑ "Bosch probed over Russia sanctions violations — report – DW – 03/18/2022". dw.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2024.
- ↑ "Germany probes possible exports of dual-use goods by Bosch – Spiegel". Reuters. 18 มีนาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2024.
- ↑ "Putin transferred Ariston and Bosch assets in Russia to Gazprom | УНН". unn.ua (ภาษาอังกฤษ). 4 ธันวาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2024.
- ↑ "Bosch, Delonghi and Philips sell appliances made for Ukraine in Russia - Kommersant". Mind.ua (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 5 ธันวาคม 2024.
- ↑ McGee, Patrick (9 พฤษภาคม 2019). "Bosch says it will be carbon-neutral in 2020". Financial Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 ธันวาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2019.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]แม่แบบ:บ๊อช แม่แบบ:ผู้ผลิตเครื่องมือไฟฟ้า แม่แบบ:อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเยอรมนี
- ใช้วันที่รูปแบบวันเดือนปีตั้งแต่June 2020
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่พฤษภาคม 2019
- บทความที่ขาดแหล่งอ้างอิงเฉพาะส่วนตั้งแต่กันยายน 2022
- บ๊อช (บริษัท)
- ผู้จัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ของเยอรมนี
- บริษัทยานยนต์ของเยอรมนี
- บริษัทวิศวกรรมของเยอรมนี
- บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมนี
- บริษัทผลิตเครื่องมือของเยอรมนี
- ตราสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของเยอรมนี
- บริษัทผลิตเครื่องทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ
- ผู้ผลิตเครื่องมือไฟฟ้า
- อุตสาหกรรมยานยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอิน
- บริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในเยอรมนี
- บริษัทผู้ผลิตที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2429
- ก่อตั้งในประเทศเยอรมนีในปี พ.ศ. 2429
- บริษัทเอกชนของเยอรมนี
- ตราสินค้าเยอรมัน
- บริษัทเยอรมันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2429
- ผู้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า
- ผู้ผลิตปั๊ม
- บริษัทครอบครัวในเยอรมนี